วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569

"กระดูกบาง" ยังไม่ "พรุน" อย่าเพิ่งตกใจ! วัย 60+ ต้องดูแลอย่างไร ให้กระดูกแข็งแรงเหมือนฝากธนาคารไว้กินดอกเบี้ย


 


"กระดูกบาง" ยังไม่ "พรุน" อย่าเพิ่งตกใจ! วัย 60+ ต้องดูแลอย่างไร ให้กระดูกแข็งแรงเหมือนฝากธนาคารไว้กินดอกเบี้ย


เมื่อผลตรวจบอกว่า "กระดูกเริ่มบาง" ต้องทำอย่างไร? วิกฤตหรือโอกาส?

เชื่อไหมครับว่า ในแต่ละวันที่หมอตรวจคนไข้ที่คลินิก คำถามที่หมอเจอบ่อยที่สุดคำถามหนึ่งจากคนไข้สุภาพสตรีวัย 60 ปีขึ้นไป คือ "หมอคะ ผลตรวจบอกว่าป้ากระดูกบาง ป้าจะเป็นกระดูกพรุนไหม? ป้าต้องกินยาตลอดชีวิตเลยหรือเปล่า?"

ความกังวลนี้เป็นเรื่องปกติมากครับ พอเห็นคำว่า "บาง" เรามักจะจินตนาการไปถึงภาพกระดูกที่เปราะ แตกหักง่าย หรือภาพคนแก่หลังค่อมที่เดินไม่ไหว แต่หมออยากบอกข่าวดีครับว่า "ภาวะกระดูกบาง" (Osteopenia) เปรียบเสมือน "ไฟเหลือง" บนสัญญาณจราจร มันคือการเตือนให้เรา "ระวัง" และ "เตรียมตัว" ไม่ใช่ "ไฟแดง" ที่หมายถึงอันตรายร้ายแรงเสมอไป

วันนี้หมอจะพาไปทำความเข้าใจแบบเจาะลึก แต่เข้าใจง่าย เหมือนเรานั่งคุยกัน ว่าทำไมกระดูกถึงบาง เราจะหยุดมันได้อย่างไร และเมื่อไหร่ที่ยาถึงมีความจำเป็นจริง ๆ ครับ


เรื่องเล่าจากห้องตรวจ: คุณป้าดารัตน์กับความกังวลใจ

สัปดาห์ก่อน หมอได้เจอกับ "คุณป้าดารัตน์" (นามสมมติ) อายุ 60 ปี คุณป้าเป็นคนรักสุขภาพมาก ออกกำลังกายเบา ๆ ทุกเช้า รูปร่างสมส่วน ไม่ดูเจ็บป่วยอะไรเลย แต่ใบหน้าที่เดินเข้ามาในห้องตรวจดูมีความกังวลอย่างเห็นได้ชัด ในมือถือใบรายงานผลตรวจมวลกระดูก (Bone Mineral Density) ที่ไปตรวจมาจากโปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปี

"หมอเก่งช่วยดูให้หน่อยค่ะ เขาบอกว่ากระดูกสันหลังป้าเริ่มบาง ค่า T-score มันติดลบ เพื่อนป้าบอกว่าเดี๋ยวล้มไปกระดูกจะหักเลย ป้ากลัวมาก ต้องกินยาเสริมกระดูกแพง ๆ ไหมคะ?" คุณป้าถามรัว ๆ ด้วยความตกใจ

หมอรับผลตรวจมาดู พบว่าค่าความหนาแน่นกระดูกของคุณป้าอยู่ที่ -1.5 ซึ่งทางการแพทย์เราเรียกว่า "กระดูกบาง" ยังไม่ใช่ "กระดูกพรุน"

หมอยิ้มและบอกคุณป้าว่า "ใจเย็น ๆ ครับป้าดารัตน์ ข่าวดีคือป้ายังไม่ได้เป็นโรคกระดูกพรุนนะครับ ค่านี้เหมือนเงินในบัญชีธนาคารเราลดลงไปบ้าง แต่ยังไม่ถึงขั้นล้มละลาย วันนี้เรามาวางแผน 'ออมกระดูก' คืนกันครับ"


ความจริงที่หมออยากบอก: กระดูกบาง คืออะไรกันแน่?

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน หมออยากให้ทุกคนลองจินตนาการถึง "เสาเข็มบ้าน" หรือ "นั่งร้านก่อสร้าง" ครับ

  • กระดูกปกติ: เหมือนนั่งร้านที่มีเหล็กสานกันถี่ ๆ แน่นหนา แข็งแรง รับน้ำหนักได้ดี
  • กระดูกบาง (Osteopenia): เหล็กที่สานกันเริ่มห่างขึ้น บางเส้นเริ่มเล็กลง แต่โครงสร้างโดยรวมยังคงรูปอยู่ได้ ยังรับน้ำหนักได้ แต่ความแข็งแรงลดลงกว่าสมัยหนุ่มสาว
  • กระดูกพรุน (Osteoporosis): เหล็กสานกันห่างมาก บางจุดขาดออกจากกัน ทำให้โครงสร้างยุบตัวได้ง่าย แม้เพียงแค่ไอ จาม หรือก้มยกของหนัก

ทางการแพทย์ เราใช้วิธีวัดความหนาแน่นของกระดูก แล้วเทียบกับค่าเฉลี่ยของคนหนุ่มสาว (อายุประมาณ 30 ปี) เรียกว่าค่า T-score ครับ:

  • ปกติ: ค่าตั้งแต่ -1.0 ขึ้นไป (เช่น -0.5, 0, +1)
  • กระดูกบาง: ค่าระหว่าง 1.0 ถึง -2.5 (นี่คือจุดที่คุณป้าดารัตน์อยู่)
  • กระดูกพรุน: ค่าต่ำกว่า 2.5 ลงไป (เช่น -2.6, -3.0)

ดังนั้น "กระดูกบาง" จึงเป็นช่วงรอยต่อ เป็นโอกาสทองที่เราจะรีบกู้สถานการณ์กลับมา ก่อนที่จะกลายเป็นกระดูกพรุนครับ


เจาะลึกความรู้: ทำไมกระดูกถึงบางลง? (Pathogenesis)

หลายคนเข้าใจว่ากระดูกเป็นแท่งหินแข็ง ๆ ที่ไม่มีชีวิต แต่ความจริงแล้ว กระดูกมีชีวิตและมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ครับ ในร่างกายเรามีทีมงานก่อสร้าง 2 ทีมทำงานแข่งกันเสมอ คือ:

  1. ทีมสร้าง (Osteoblast): คอยเอาแคลเซียมไปแปะ ไปสร้างเนื้อกระดูกใหม่
  2. ทีมทำลาย (Osteoclast): คอยกัดกินเนื้อกระดูกเก่าที่เสื่อมสภาพ เพื่อให้มีการสร้างใหม่

ช่วงวัยเด็กถึง 30 ปี: "ทีมสร้าง" ทำงานเก่งกว่า "ทีมทำลาย" เราจึงสะสมมวลกระดูกได้สูงสุด เปรียบเหมือนช่วงวัยทำงานที่หาเงินฝากธนาคารได้เยอะ

หลังอายุ 30-40 ปี: ทั้งสองทีมเริ่มทำงานพอ ๆ กัน เงินฝากกับเงินถอนเริ่มเท่ากัน

ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน (Menopause): นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญครับ! เพราะ "ฮอร์โมนเพศหญิง" (Estrogen) เปรียบเสมือน "ผู้จัดการทีมสร้าง" และคอยเบรก "ทีมทำลาย" เมื่อหมดประจำเดือน ฮอร์โมนตัวนี้หายไปวูบเดียว ทำให้ "ทีมทำลาย" ทำงานอย่างบ้าคลั่ง ในขณะที่ทีมสร้างทำงานไม่ทัน

ผลก็คือ... เนื้อกระดูกถูกสลายออกไปมากกว่าที่สร้างใหม่ เหมือนเราถอนเงินออกจากธนาคารมาใช้ทุกวัน โดยไม่ฝากเพิ่ม เงินต้น (มวลกระดูก) ก็ค่อย ๆ ลดลงจนบางนั่นเองครับ

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้บางเร็วกว่าปกติ

  • อายุ: ยิ่งอายุมาก ยิ่งเสื่อมตามธรรมชาติ
  • เพศ: ผู้หญิงมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะหลังหมดประจำเดือน
  • พันธุกรรม: ถ้าคุณแม่หรือยายเคยกระดูกสะโพกหัก เราก็มีความเสี่ยงสูงขึ้น
  • รูปร่าง: คนผอม ตัวเล็ก (โครงร่างเล็ก) มีต้นทุนกระดูกน้อยกว่าคนตัวใหญ่
  • พฤติกรรม: สูบบุหรี่, ดื่มแอลกอฮอล์จัด, ดื่มกาแฟมากเกินไป, ไม่ออกกำลังกาย
  • ยาบางชนิด: เช่น ยาสเตียรอยด์ที่กินต่อเนื่องนาน ๆ
  • โรคประจำตัว: โรคไทรอยด์เป็นพิษ, โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์, โรคไตเรื้อรัง

อาการและวิธีตรวจ: รู้ก่อน หักก่อน

อาการเตือน... ที่ไม่มีสัญญาณเตือน

ความน่ากลัวของภาวะกระดูกบางและกระดูกพรุนคือ "มันไม่มีอาการ" ครับ คุณจะไม่รู้สึกปวดกระดูก ไม่เจ็บหลัง ไม่ปวดขา เพียงเพราะกระดูกมันบางลง อาการปวดมักจะเกิดขึ้นเมื่อ "กระดูกหัก" หรือ "กระดูกยุบ" ไปแล้ว ดังนั้น อย่ารอให้ปวดแล้วค่อยมาตรวจครับ

การตรวจวินิจฉัย (Investigation)

การตรวจที่แม่นยำที่สุดและเป็นมาตรฐานโลก คือการตรวจ DXA Scan (Dual-energy X-ray Absorptiometry)

  • เป็นการใช้รังสีปริมาณน้อยมาก (น้อยกว่าเอกซเรย์ปอด) สแกนที่ กระดูกสันหลังส่วนเอว และ กระดูกสะโพก
  • ไม่แนะนำ การตรวจมวลกระดูกที่ส้นเท้าหรือข้อมือตามบูธงานแฟร์ เพื่อการวินิจฉัยและรักษาจริงจัง เพราะความแม่นยำต่ำกว่า
  • การตรวจเลือด: หมออาจเจาะเลือดดูระดับ วิตามินดี, แคลเซียม, ค่าการทำงานของไต และอาจดูค่าการสลายกระดูก (Bone Turnover Markers) ในบางราย เพื่อวางแผนการรักษา

แนวทางการรักษาและดูแลตัวเอง: เมื่อไหร่ต้องกินยา?

กลับมาที่คำถามสำคัญของคุณป้าดารัตน์และผู้อ่านทุกคน: "ต้องกินยาไหม และต้องทำตัวอย่างไร?" การจัดการภาวะกระดูกบาง เราเน้นที่ "3 อ." เพื่อหยุดยั้งการทำลายและเสริมสร้างความแข็งแรง

1. อาหาร (Food): เติมทุนให้ธนาคารกระดูก

ร่างกายสร้างแคลเซียมเองไม่ได้ ต้องกินเข้าไปเท่านั้น

  • แคลเซียม: ผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป ต้องการแคลเซียมวันละ 1,000 – 1,200 มิลลิกรัม
    • แหล่งอาหาร: นม, โยเกิร์ต, ปลาเล็กปลาน้อย, กุ้งฝอย, ผักใบเขียวเข้ม (คะน้า, บรอกโคลี), เต้าหู้แข็ง, งาดำ
    • เทคนิค: ถ้าดื่มนมไม่ได้ ให้ทานแคลเซียมเม็ดเสริม แต่ควรทานหลังอาหารเพื่อให้ดูดซึมดีและท้องไม่ผูก
  • วิตามินดี: ตัวช่วยสำคัญที่พาแคลเซียมเข้าสู่กระดูก ถ้าขาดวิตามินดี กินแคลเซียมไปก็ขับทิ้งหมด
    • แหล่งอาหาร: ปลาทะเล (แซลมอน, ทูน่า), ไข่แดง, เห็ด
    • สำคัญ: คนไทยส่วนใหญ่ขาดวิตามินดี ควรตรวจเลือดเช็กระดับ ถ้าต่ำอาจต้องทานวิตามินดีเสริม (Vitamin D2 หรือ D3) ตามแพทย์สั่ง

2. ออกกำลังกาย (Exercise): กระตุ้นให้กระดูกแกร่ง

กระดูกเป็นอวัยวะที่ "ยิ่งใช้ ยิ่งแข็งแรง" ถ้าเรานั่ง ๆ นอน ๆ กระดูกจะสลายตัว

  • Weight-bearing Exercise (ลงน้ำหนัก): การเดินเร็ว, เต้นแอโรบิก, วิ่งเหยาะ ๆ, รำมวยจีน แรงกระแทกเบา ๆ จะส่งสัญญาณให้เซลล์กระดูกสร้างความหนาแน่นเพิ่มขึ้น
  • Muscle Strengthening (เสริมกล้ามเนื้อ): เล่นเวทเบา ๆ, ใช้ยางยืด เพื่อให้กล้ามเนื้อพยุงกระดูกและข้อ
  • Balance Training (ฝึกการทรงตัว): สำคัญมาก! เพื่อ "ป้องกันการล้ม" เช่น การยืนขาเดียว, ไทเก็ก, โยคะ เพราะถ้ากระดูกบางแต่ไม่ล้ม ก็ไม่หัก

3. เอาชนะความเสี่ยง (Avoid Risk): ปรับพฤติกรรม

  • งดสูบบุหรี่เด็ดขาด เพราะบุหรี่ทำลายเซลล์สร้างกระดูก
  • ลดแอลกอฮอล์และคาเฟอีน (กาแฟไม่ควรเกิน 2 แก้ว/วัน)
  • ระวังการล้มในบ้าน: ติดไฟให้สว่าง, เก็บสายไฟ, ติดราวจับในห้องน้ำ

ไขข้อข้องใจ: เมื่อไหร่ถึงต้องใช้ยา? (Pharmacological Treatment)

ไม่ใช่ทุกคนที่กระดูกบางต้องกินยายับยั้งการทำลายกระดูกทันทีครับ แพทย์จะพิจารณาจาก:

  1. ค่าความหนาแน่นกระดูก (T-score): ถ้าต่ำมาก ๆ ใกล้เคียงกระดูกพรุน
  2. ความเสี่ยงในการหัก (Fracture Risk Assessment - FRAX): หมอจะใช้โปรแกรมคำนวณความเสี่ยง โดยดูอายุ น้ำหนัก ประวัติครอบครัว ประวัติการหักในอดีต
    • ถ้าความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกสะโพกหักใน 10 ปีข้างหน้า มากกว่า 3% หรือกระดูกส่วนอื่นหัก มากกว่า 20% แพทย์จะแนะนำให้เริ่มยา
  3. ประวัติการหัก: ถ้าเคยมีกระดูกหักจากอุบัติเหตุเล็กน้อย (Low-energy fracture) แม้ค่า T-score ยังแค่ "บาง" แพทย์อาจวินิจฉัยว่าเป็นโรคกระดูกพรุนและเริ่มยาเลย

ยาที่ใช้บ่อย:

  • กลุ่ม Bisphosphonates: มีทั้งแบบกิน (สัปดาห์ละครั้ง หรือเดือนละครั้ง) และแบบฉีด (ปีละครั้ง) ยาจะไปเคลือบผิววิธีและหยุดยั้งการทำงานของ "ทีมทำลายกระดูก"
  • ข้อควรระวัง: ยากินต้องกินตอนท้องว่าง ดื่มน้ำเยอะ ๆ และห้ามนอนราบ 30 นาที เพื่อป้องกันการระคายเคืองหลอดอาหาร และต้องดูแลสุขภาพช่องปากให้ดีก่อนเริ่มยา

การพยากรณ์โรค: จะหายไหม? (Prognosis)

ภาวะกระดูกบาง "สามารถชะลอและทำให้ดีขึ้นได้" ครับ แต่ต้องใช้เวลา

  • การรักษาไม่ใช่การเปลี่ยนกระดูกบางให้กลับมาหนาเท่าเด็กอายุ 20 แต่เป้าหมายคือ "รักษาระดับไม่ให้ลดลงไปกว่าเดิม" และ "ป้องกันการหัก"
  • ต้องติดตามผลต่อเนื่อง: โดยปกติหมอจะนัดตรวจมวลกระดูกซ้ำทุก 1-2 ปี เพื่อดูแนวโน้ม
  • หากดูแลตัวเองดี ค่า T-score อาจขยับดีขึ้น หรือทรงตัวอยู่ได้นานตลอดชีวิตโดยไม่เกิดกระดูกหักเลย

สรุป

สำหรับผู้หญิงวัย 60 ปีที่เจอกับภาวะ "กระดูกบาง" ขอให้ตั้งสติและมองว่าเป็น "โอกาสที่ดี" ที่ร่างกายเตือนให้เราหันมาดูแลตัวเองครับ การปรับเปลี่ยนอาหาร เติมแคลเซียมและวิตามินดี การออกกำลังกายสม่ำเสมอ และการป้องกันการล้ม คือหัวใจสำคัญ ส่วนเรื่องยา ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการประเมินความคุ้มค่า

"กระดูกที่แข็งแรง ไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว แต่สร้างจากการสะสมวินัยที่ดีในทุก ๆ วันครับ"


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#กระดูกบาง #กระดูกพรุน #ผู้สูงอายุ #สุขภาพกระดูก #แคลเซียม #วิตามินดี #ตรวจมวลกระดูก #หมอเก่งกระดูกและข้อ


References

  1. Camacho PM, et al. American Association of Clinical Endocrinologists/American College of Endocrinology Clinical Practice Guidelines for the Diagnosis and Treatment of Postmenopausal Osteoporosis—2020 Update. Endocrine Practice. 2020;26(Suppl 1):1-46.
    • (สรุป: แนวทางเวชปฏิบัติฉบับอัปเดตล่าสุดเกี่ยวกับการวินิจฉัยและรักษาโรคกระดูกพรุนในหญิงวัยหมดประจำเดือน เน้นเกณฑ์การเริ่มยาและการประเมินความเสี่ยง)
  2. Kanis JA, et al. European guidance for the diagnosis and management of osteoporosis in postmenopausal women. Osteoporosis International. 2019;30(1):3-44.
    • (สรุป: คำแนะนำจากฝั่งยุโรปเกี่ยวกับการจัดการโรคกระดูกพรุน ซึ่งเป็นรากฐานของการคำนวณความเสี่ยง FRAX ที่ใช้ทั่วโลก)
  3. Cosman F, et al. Clinician's Guide to Prevention and Treatment of Osteoporosis. Osteoporosis International. 2014;25(10):2359-2381. (National Osteoporosis Foundation).
    • (สรุป: คู่มือสำหรับแพทย์ในการป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุน ระบุชัดเจนเรื่องปริมาณแคลเซียมและวิตามินดีที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย)
  4. Thai Osteoporosis Foundation (TOPF). Clinical Practice Guideline for Management of Osteoporosis 2021.
    • (สรุป: แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคกระดูกพรุนของประเทศไทย ปรับปรุงปี 2564 ให้เหมาะสมกับบริบทพันธุกรรมและวิถีชีวิตคนไทย)
  5. Gregson CL, et al. The clinical assessment of the patient with osteoporosis. In: Rosen CJ, ed. Primer on the Metabolic Bone Diseases and Disorders of Mineral Metabolism. 9th ed. Wiley-Blackwell; 2019.
    • (สรุป: การประเมินทางคลินิกสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหากระดูก เน้นการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และการแปลผล Lab ที่ถูกต้อง)


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น