วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569

คนผอม vs คนอ้วน ใครเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่ากัน?

 



คนผอม vs คนอ้วน ใครเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่ากัน?


ผอมไปก็เสี่ยง อ้วนไปก็ไม่ดี? ศึกชิงแชมป์ "กระดูกพรุน" ใครคือกลุ่มเสี่ยงตัวจริงกันแน่?

"หมอคะ ป้าไม่อ้วน ป้าหุ่นดีแบบนางแบบ ทำไมหมอบอกว่าป้ากระดูกบาง?" "ส่วนผมอ้วนลงพุงแบบนี้ กระดูกต้องแข็งแรงเพราะรับน้ำหนักเยอะใช่ไหมครับหมอ?"

นี่คือความเข้าใจที่สวนทางกันของคนไข้สองคนในห้องตรวจเมื่อเช้านี้ครับ คนส่วนใหญ่มักคิดว่า "โรคกระดูกพรุน" เป็นเรื่องของดวง หรือความแก่ชรา แต่ความจริงแล้ว "รูปร่างและน้ำหนักตัว" เป็นหนึ่งในตัวกำหนดชะตาชีวิตของกระดูกคุณอย่างชัดเจน

วันนี้หมอเก่งจะพามาไขข้อข้องใจแบบชัดๆ หมัดต่อหมัด ระหว่างทีม "คนผอม" vs ทีม "คนเจ้าเนื้อ" ว่าจริงๆ แล้วใครเสี่ยงกระดูกพรุนมากกว่ากัน และความเชื่อเดิมๆ ที่ว่า "คนอ้วนกระดูกแข็ง" ยังใช้ได้อยู่ไหมในยุคปัจจุบัน?


เรื่องเล่าจากห้องตรวจ: ป้าเล็ก (ทีมผอม) vs ลุงใหญ่ (ทีมอ้วน)

"ป้าเล็ก" วัย 60 ปี รูปร่างผอมบาง น้ำหนัก 42 กิโลกรัม ภูมิใจในหุ่นตัวเองมากเพราะใส่เสื้อผ้าไซส์ S ได้ตลอด แต่พอสะดุดธรณีประตูเบาๆ สะโพกกลับหักง่ายดาย

ในขณะที่ "ลุงใหญ่" เพื่อนรุ่นเดียวกัน น้ำหนัก 85 กิโลกรัม เดินอุ้ยอ้าย บ่นปวดเข่าประจำ แต่พอล้มก้นจ้ำเบ้า กลับแค่ฟกช้ำดำเขียว กระดูกไม่หัก

ดูเผินๆ เหมือนลุงใหญ่จะชนะใช่ไหมครับ? แต่เดี๋ยวก่อน... ความจริงทางการแพทย์มันซับซ้อนกว่านั้นนิดหน่อยครับ


ความจริง: ใครเสี่ยงกว่ากัน? (The Truth)

คำตอบฟันธงตามหลักการแพทย์คือ: "คนผอม เสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่าครับ"

แต่! "คนอ้วน" ก็ไม่ได้ปลอดภัย 100% และมีความเสี่ยงรูปแบบอื่นที่น่ากลัวไม่แพ้กัน เดี๋ยวหมอจะแจกแจงให้ฟังครับ


ทำไม "ความผอม" ถึงน่ากลัวสำหรับกระดูก? (Pathogenesis)

ในทางการแพทย์ เราถือว่าคนที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) ต่ำกว่า 18.5 หรือคนที่มีรูปร่างผอมบาง เป็นกลุ่มเสี่ยงระดับ สีแดง ของโรคกระดูกพรุน เพราะ:

  1. ต้นทุนน้อย (Low Bone Mass): เปรียบกระดูกเหมือน "ธนาคาร" คนตัวเล็กมักมีมวลกระดูกสะสมมาตั้งแต่หนุ่มสาวน้อยกว่าคนตัวใหญ่ เหมือนมีเงินต้นในบัญชีน้อย พอแก่ตัวลง มีการถอนออก (กระดูกเสื่อมตามวัย) เงินในบัญชีเลยหมดไวกว่าครับ

  2. ขาดกันชน (Less Padding): คนผอมมีชั้นไขมันและกล้ามเนื้อน้อย เวลาหกล้ม แรงกระแทกจะส่งตรงถึงกระดูกทันที ไม่มี "ถุงลมนิรภัย" ธรรมชาติเหมือนคนเจ้าเนื้อ

  3. ฮอร์โมนน้อย: ในวัยหมดประจำเดือน ฮอร์โมนเอสโตรเจน (ที่ช่วยปกป้องกระดูก) จะลดฮวบ ซึ่งเซลล์ไขมันสามารถเปลี่ยนเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนได้บ้าง คนผอมที่มีไขมันน้อยจึงขาดตัวช่วยตรงนี้ไป


แล้ว "คนอ้วน" รอดตัวจริงเหรอ?

เมื่อก่อนหมออาจจะบอกว่าคนอ้วนกระดูกแข็งแรงกว่า เพราะต้องแบกน้ำหนักเยอะ กระดูกเลยถูกกระตุ้นให้สร้างความแข็งแกร่ง (Mechanical Load) แต่ความรู้ใหม่ๆ พบว่า ความอ้วนไม่ใช่เกราะป้องกันเสมอไป ครับ เพราะ:

  1. ไขมันตัวร้าย (Inflammation): ไขมันส่วนเกิน โดยเฉพาะที่พุง จะปล่อย "สารอักเสบ" ออกมาทำลายคุณภาพของกระดูก ทำให้กระดูกดูหนา แต่เนื้อในเปราะ ไม่เหนียว

  2. กับดักวิตามินดี: วิตามินดีเป็นตัวช่วยดูดซึมแคลเซียม ซึ่งวิตามินดีชอบละลายในไขมัน คนอ้วนที่มีไขมันเยอะ วิตามินดีจะถูกไขมันดูดเก็บไว้ ไม่ยอมปล่อยออกมาใช้งานในกระแสเลือด ทำให้กระดูกขาดเสบียง

  3. ล้มแรงกว่า: ถึงจะมีไขมันกันกระแทก แต่ด้วยน้ำหนักตัวที่มาก เวลาล้มที แรงกระแทกจะรุนแรงกว่าคนผอมหลายเท่า เหมือนรถสิบล้อชนกำแพง


การตรวจเช็กและวินิจฉัย (Diagnosis)

เราใช้วิธีเดียวกันทั้งคนผอมและคนอ้วนครับ คือการตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูก (Bone Mineral Density - BMD) ด้วยเครื่อง DXA Scan (เดกซ่าสแกน)

  • ผลตรวจ: จะออกมาเป็นค่า T-score

    • ปกติ: มากกว่า -1

    • กระดูกบาง: -1 ถึง -2.5 (เริ่มเตือน)

    • กระดูกพรุน: ต่ำกว่า -2.5 (อันตราย! กระดูกพร้อมหัก)


แนวทางดูแลตัวเอง: ทางสายกลางดีที่สุด

ไม่ว่าจะผอมหรืออ้วน เป้าหมายคือการทำกระดูกให้แข็งแรงครับ

สำหรับทีมคนผอม (ต้องเร่งเติม)

  • เพิ่มน้ำหนัก: พยายามทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพิ่มโปรตีนและแป้งเชิงซ้อน ให้อยู่ในเกณฑ์ BMI ปกติ (18.5 – 22.9)

  • เวทเทรนนิ่ง: ออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน เช่น ยกเวท เล่นยางยืด เพื่อสร้างกล้ามเนื้อมาห่อหุ้มกระดูก

สำหรับทีมคนอ้วน (ต้องลดโหลด)

  • ลดน้ำหนัก: เพื่อลดภาระข้อเข่าและข้อเท้า และลดสารอักเสบในร่างกาย

  • ระวังการล้ม: คนอ้วนทรงตัวได้ไม่ดีเท่าคนผอม ต้องระวังพื้นลื่น หรือการสะดุดให้มากที่สุด

สำหรับทุกคน

  • แคลเซียม + วิตามินดี: ขาดไม่ได้! ดื่มนม ทานปลาเล็กปลาน้อย ผักใบเขียว และตากแดดอ่อนๆ ตอนเช้า

  • งดตัวทำลาย: บุหรี่ แอลกอฮอล์ และยาสเตียรอยด์ (ถ้าไม่จำเป็น)


สรุป

"คนผอม" มีความเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุน (เนื้อกระดูกน้อย) มากกว่าคนอ้วนอย่างชัดเจน แต่ "คนอ้วน" ก็มีความเสี่ยงที่จะกระดูกหักจากการล้ม และคุณภาพกระดูกที่ไม่ดีจากภาวะอ้วน

ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะไซส์ S หรือ ไซส์ XL กระดูกก็ต้องการการดูแลเหมือนกันครับ อย่าชะล่าใจ ทางที่ดีที่สุดคือรักษาน้ำหนักตัวให้สมส่วน และแวะมาตรวจมวลกระดูกเมื่อถึงวัย (ผู้หญิง 65+, ผู้ชาย 70+) กันนะครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#กระดูกพรุน #คนผอมกับคนอ้วน #ตรวจมวลกระดูก #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดหลัง #กระดูกหัก #ผู้สูงอายุ #ดูแลกระดูก


References 

  1. Nielson CM, Srikanth P, Orwoll ES. Obesity and fracture in men and women: an epidemiologic perspective. J Bone Miner Res. 2012;27(1):1-10.

    • (สรุป: การศึกษาทางระบาดวิทยาที่ยืนยันว่าดัชนีมวลกายต่ำ (ผอม) เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของกระดูกหัก แต่ความอ้วนก็เพิ่มความเสี่ยงกระดูกหักในบางตำแหน่ง เช่น ข้อเท้าและต้นแขน)

  2. Gkastaris K, Goulis DG, Potoupnis M, Anastasopoulos N, Kapetanos G. Obesity, osteoporosis and bone metabolism. J Musculoskelet Neuronal Interact. 2020;20(3):372-381.

    • (สรุป: อธิบายกลไกที่ซับซ้อนของความอ้วนต่อกระดูก ว่าแม้จะช่วยเพิ่มแรงกดให้กระดูกสร้างตัว แต่สารอักเสบจากไขมันก็ทำลายคุณภาพกระดูกได้เช่นกัน)

  3. Compston JE, McClung MR, Leslie WD. Osteoporosis. Lancet. 2019;393(10169):364-376.

    • (สรุป: ภาพรวมการวินิจฉัยและรักษาโรคกระดูกพรุน โดยระบุปัจจัยเสี่ยงหลัก ซึ่งรวมถึงน้ำหนักตัวน้อย ประวัติครอบครัว และการขาดฮอร์โมน)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น