วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569

จะทำฟัน ถอนฟัน รากฟันเทียม ต้อง "หยุดยา" กระดูกพรุนก่อนไหม? เรื่องจริงที่ต้องรู้ ก่อนตื่นตระหนกเรื่อง "กระดูกขากรรไกรตาย"

 



จะทำฟัน ถอนฟัน รากฟันเทียม ต้อง "หยุดยา" กระดูกพรุนก่อนไหม? เรื่องจริงที่ต้องรู้ ก่อนตื่นตระหนกเรื่อง "กระดูกขากรรไกรตาย"

"หมอคะ ปวดฟันมากจนต้องถอน แต่หมอฟันไม่กล้าทำให้ บอกว่าแม่กินยากระดูกพรุนอยู่ กลัวกระดูกกรามเน่า... ตกลงแม่ต้องหยุดยานานแค่ไหนคะ หรือต้องทนปวดไปแบบนี้?"

นี่คือปัญหาโลกแตกที่หมอกระดูกและทันตแพทย์เจอบ่อยมากครับ เป็นความกังวลใจของคนไข้ที่อยู่ตรงกลางระหว่าง "กลัวกระดูกสะโพกหัก" กับ "กลัวกระดูกกรามตาย" จนบางครั้งตัดสินใจไม่ถูก พาลหยุดยาเอง หรือไม่กล้าไปหาหมอฟันจนเหงือกอักเสบลุกลาม

วันนี้หมอเก่งจะมาเคลียร์ชัดๆ ให้สบายใจกันครับ ว่าความจริงเป็นอย่างไร เราต้องกลัวขนาดนั้นไหม และทางออกที่ปลอดภัยที่สุดคืออะไร

ทำความรู้จัก "ภาวะกระดูกขากรรไกรตาย" (MRONJ) คืออะไร?

เรื่องนี้ไม่ใช่ข่าวลือลอยๆ แต่เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้จริงทางการแพทย์ครับ เราเรียกว่า MRONJ (Medication-Related Osteonecrosis of the Jaw)

อธิบายง่ายๆ คือ ยารักษาโรคกระดูกพรุนมีหน้าที่ "ยับยั้งการสลายกระดูก" ทำให้กระดูกทั่วร่างกายแข็งแรงขึ้น แต่ทีนี้... "กระดูกขากรรไกร" ของเราเป็นกระดูกพิเศษที่ต้องรับแรงเคี้ยวตลอดเวลา และมีเชื้อโรคในช่องปากเยอะมาก

เมื่อมีการถอนฟันหรือทำรากฟันเทียม จะเกิดแผลที่กระดูก ซึ่งปกติต้องการการสลายกระดูกเก่าเพื่อสร้างกระดูกใหม่มาปิดแผล แต่พอมีฤทธิ์ยาอยู่ กระบวนการซ่อมแซมนี้อาจช้าลง ทำให้แผลหายช้า เชื้อโรคเข้าไปสะสม จนเกิดการอักเสบติดเชื้อและเนื้อกระดูกตายได้ครับ

ข่าวดี: โอกาสเกิด "น้อยมาก" ในคนทั่วไป

ตรงนี้สำคัญมากครับ ขีดเส้นใต้เลย! ภาวะนี้ส่วนใหญ่ (กว่า 90%) พบใน "ผู้ป่วยมะเร็ง" ที่ได้รับยากระดูกพรุนทางเส้นเลือดใน "ขนาดสูง" และถี่มาก (ฉีดทุกเดือน)

แต่สำหรับคนไข้ "โรคกระดูกพรุนทั่วไป" ที่กินยาเม็ด หรือฉีดยาปีละ 1-2 ครั้ง โอกาสเกิดภาวะนี้นั้น "ต่ำมากๆ" ครับ

สถิติระบุว่า โอกาสเกิดอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 10,000 ถึง 1 ใน 100,000 เท่านั้น เปรียบเทียบง่ายๆ คือ "ความเสี่ยงที่คุณจะเดินข้ามถนนแล้วโดนรถชน ยังมีมากกว่าความเสี่ยงที่กระดูกกรามจะตายจากการถอนฟัน" เสียอีกครับ

ในทางตรงกันข้าม หากคุณกลัวจนหยุดยากระดูกพรุนเอง ความเสี่ยงที่ "กระดูกสะโพกจะหัก" จะพุ่งสูงขึ้นมหาศาล ซึ่งถ้าสะโพกหัก ความเสียหายรุนแรงกว่าเรื่องฟันหลายร้อยเท่าครับ

สรุปแนวทาง: ต้องหยุดยาไหม?

ปัจจุบัน สมาคมศัลยศาสตร์ช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียล (AAOMS) และแนวทางปฏิบัติของไทย มีคำแนะนำที่ชัดเจนดังนี้ครับ

1. ถ้ากินยามา "น้อยกว่า 4 ปี" และไม่มีความเสี่ยงอื่น

  • ไม่ต้องหยุดยาครับ สามารถทำฟัน ขูดหินปูน ถอนฟัน หรือผ่าฟันคุดได้ตามปกติเลย เพียงแต่ต้องทำด้วยความระมัดระวัง แผลต้องสะอาด และเย็บปิดแผลให้ดี

2. ถ้ากินยามา "มากกว่า 4 ปี" หรือ มีความเสี่ยงร่วม (เช่น กินสเตียรอยด์ เป็นเบาหวาน สูบบุหรี่)

  • หมออาจพิจารณาให้ "หยุดยาชั่วคราว" (Drug Holiday) ประมาณ 2 เดือน ก่อนลงมือทำฟันที่ต้องกระทบกระเทือนกระดูก และรอจนแผลหายดีค่อยกลับมาเริ่มยาใหม่
  • ข้อควรระวัง: การหยุดยาต้องสั่งโดยแพทย์เจ้าของไข้เท่านั้น ห้ามหยุดเองเด็ดขาด!

3. สำหรับ "ยาฉีด" (โดยเฉพาะ Denosumab)

  • ห้ามหยุดเองเด็ดขาด! เพราะยานี้ถ้าหยุดปุ๊บ มวลกระดูกจะลดฮวบฮาบ (Rebound Effect) เสี่ยงกระดูกสันหลังหักหลายข้อทันที
  • กรณีนี้ ต้องวางแผนร่วมกัน ระหว่างหมอกระดูกและหมอฟันครับ มักจะนัดทำฟันในช่วงท้ายๆ ของรอบยา (ช่วงที่ยาใกล้หมดฤทธิ์ ก่อนจะฉีดเข็มต่อไป) เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ทางออกที่ดีที่สุด: วางแผนก่อนเริ่ม

วิธีป้องกันที่ดีที่สุด ไม่ใช่การมาแก้ปัญหาทีหลังครับ แต่คือ "การเตรียมตัว"

  1. เคลียร์ช่องปากก่อนเริ่มยา: หากใครเพิ่งตรวจเจอกระดูกพรุน หมอแนะนำให้ไปหาหมอฟันเพื่อเคลียร์ช่องปากให้เรียบร้อยก่อน (อุดฟัน ถอนฟันซี่ที่ผุมาก ขูดหินปูน) รอแผลหายสนิท แล้วค่อยเริ่มยากระดูกพรุน จะปลอดภัยที่สุดครับ
  2. บอกหมอทั้งสองฝ่าย:
    • บอกหมอฟันว่า: "ทานยากระดูกพรุนชื่อ... มานานกี่ปี"
    • บอกหมอกระดูกว่า: "กำลังวางแผนจะทำฟัน หรือทำรากฟันเทียม"
  3. ดูแลความสะอาดปาก: ยิ่งปากสะอาด หินปูนน้อย โอกาสติดเชื้อก็น้อยลง ความเสี่ยงก็น้อยลงไปอีกครับ

สรุป

อย่าให้ความกลัวเรื่อง "กระดูกกราม" มาทำให้เราเสียโอกาสในการรักษา "กระดูกพรุน" ครับ

การรักษาทางทันตกรรมสามารถทำได้ครับ เพียงแต่ต้องมีการวางแผน "การสื่อสาร" ระหว่างหมอกระดูกและหมอฟัน คือกุญแจสำคัญที่สุด

หากท่านปวดฟัน หรือจำเป็นต้องทำฟันจริงๆ ให้เดินเข้าไปปรึกษาคุณหมอได้เลยครับ แจ้งประวัติยาให้ครบถ้วน คุณหมอจะประเมินความเสี่ยงและเลือกช่วงเวลาที่ปลอดภัยที่สุดให้ท่านเอง

จำไว้นะครับ "ฟันผุถอนได้ ใส่ฟันปลอมได้ แต่ถ้ากระดูกสะโพกหัก ชีวิตเปลี่ยนทันที" ชั่งน้ำหนักความเสี่ยงให้ดี แล้วท่านจะดูแลตัวเองได้อย่างมั่นใจครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#หมอเก่งกระดูกและข้อ #ถอนฟันคนกินยากระดูกพรุน #ยากระดูกพรุนกับทำฟัน #รากฟันเทียม #กระดูกขากรรไกรตาย #MRONJ #Denosumab #Bisphosphonates #ข้อควรระวังทำฟัน #ผู้สูงอายุ

References:

  1. Ruggiero SL, Dodson TB, Aghaloo T, Carlson ER, Ward BB, Kademani D. American Association of Oral and Maxillofacial Surgeons' Position Paper on Medication-Related Osteonecrosis of the Jaw-2022 Update. J Oral Maxillofac Surg. 2022;80(5):920-943.
  2. Khan AA, Morrison A, Hanley DA, Felsenberg D, McCauley LK, O'Ryan F, et al. Diagnosis and management of osteonecrosis of the jaw: a systematic review and international consensus. J Bone Miner Res. 2015;30(1):3-23.
  3. Yarom N, Shapiro CL, Peterson DE, Van Poznak C, Bohlke K, Ruggiero SL, et al. Medication-Related Osteonecrosis of the Jaw: MASCC/ISOO/ASCO Clinical Practice Guideline. J Clin Oncol. 2019;37(25):2270-2290.
  4. Thai Osteoporosis Foundation (TOPF). Clinical Practice Guideline for Diagnosis and Treatment of Osteoporosis in Thailand 2021. Chiang Mai: Thai Osteoporosis Foundation; 2021.
  5. Taguchi A, Shiraki M, Tsukiyama M, Miyazaki T, Soen S, Ohta H, et al. The incidence of bisphosphonate-related osteonecrosis of the jaw in patients with osteoporosis in Japan. Osteoporos Int. 2014;25:2147-2158.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น