"โรคกระดูกพรุน" ภัยเงียบที่ไม่มีเสียงเตือนจริงหรือ? แล้วจะรู้ตัวได้อย่างไร ก่อนกระดูกหัก?
"หมอครับ แม่แค่ล้มก้นกระแทกเบาๆ ในห้องน้ำเองนะครับ ทำไมถึงขั้นกระดูกสะโพกหักเลย?"
นี่คือคำถามที่หมอได้ยินแทบทุกวันที่ห้องฉุกเฉินครับ ญาติๆ มักจะตกใจและไม่อยากเชื่อว่า อุบัติเหตุเพียงเล็กน้อยที่ดูเหมือนแค่ฟกช้ำ จะทำให้ผู้สูงอายุถึงขั้นเดินไม่ได้และต้องผ่าตัดใหญ่
หลายคนเข้าใจว่าโรคกระดูกพรุนจะมีอาการ "ปวดกระดูก" เตือนมาก่อน หรือคิดว่าถ้ายังเดินเหินคล่องแคล่ว แสดงว่ากระดูกยังแข็งแรงดี
แต่วันนี้หมอต้องขออนุญาตบอกความจริงที่น่าตกใจครับว่า "โรคกระดูกพรุน คือ มัจจุราชเงียบ (Silent Killer) ของจริง" มันจะย่องมาหาเราโดยไม่มีเสียงเตือน ไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ จนกว่าจะถึงวันที่สายเกินไป คือวันที่กระดูกหักไปแล้วครับ
วันนี้หมออยากชวนทุกคนมาทำความรู้จัก "ภัยเงียบ" นี้ให้ลึกซึ้งขึ้น เพื่อที่เราจะได้ปกป้องกระดูกของคนที่เรารัก ก่อนที่เสียง "เปราะ" จะดังขึ้นครับ
ความจริงของ "กระดูก" : ข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรง
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด หมออยากให้ลองจินตนาการถึง "ฟองน้ำล้างจานที่แห้งกรอบ" หรือ "รังผึ้ง" ครับ
กระดูกคนเราไม่ได้ตันเหมือนแท่งปูนนะครับ แต่เนื้อในมีลักษณะเป็นร่างแหคล้ายรังผึ้ง ในวัยหนุ่มสาว รูพรุนในรังผึ้งนี้จะเล็กและเนื้อกระดูกแน่นหนา ทำให้รับน้ำหนักและแรงกระแทกได้ดีเยี่ยม
แต่เมื่อเราอายุมากขึ้น หรือเข้าสู่วัยทอง ร่างกายจะมีการสลายกระดูกเก่าออกมากกว่าการสร้างกระดูกใหม่ ทำให้ "รูพรุน" ในรังผึ้งขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ เปลือกกระดูกบางลง จนเปราะบางเหมือนกิ่งไม้แห้ง
ความน่ากลัวคือ "เรามองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงนี้จากภายนอก" ครับ รูปร่างหน้าตาเรายังเหมือนเดิม เดินได้เหมือนเดิม ไม่เจ็บไม่ปวด แต่ภายในโครงสร้างกำลังทรุดตัวลงอย่างเงียบเชียบ
ทำไมถึง "ไม่มีอาการเตือน"?
โรคกระดูกพรุนในระยะเริ่มแรก ไม่มีอาการเจ็บปวด ครับ เพราะการสูญเสียมวลกระดูกเกิดขึ้นทีละนิด ไม่มีการอักเสบ ไม่มีการบวม แดง ร้อน เส้นประสาทรับความรู้สึกจึงไม่ส่งสัญญาณเตือนใดๆ
อาการปวดจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ "กระดูกหัก" หรือ "กระดูกยุบตัว" แล้วเท่านั้นครับ ซึ่งอาการแสดงที่พอจะสังเกตได้ (แต่คนมักมองข้าม) มีดังนี้ครับ:
- ส่วนสูงลดลง: เตี้ยลงมากกว่า 4 ซม. จากตอนหนุ่มสาว เพราะกระดูกสันหลังเริ่มยุบตัว
- หลังค่อม (Dowager's Hump): หลังช่วงบนโค้งงอมาข้างหน้า ทำให้เสียบุคลิกภาพและการทรงตัว
- ปวดหลังเรื้อรัง: เกิดจากกระดูกสันหลังยุบตัวทับกัน ทำให้กล้ามเนื้อหลังต้องเกร็งตัวตลอดเวลา
ใครบ้างที่เสี่ยง? (เช็คลิสต์ก่อนสาย)
ลองสังเกตตัวเองและคนใกล้ชิดนะครับ หากมีปัจจัยเหล่านี้ ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ
1. อายุและฮอร์โมน:
- ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน: นี่คือกลุ่มเสี่ยงอันดับ 1 ครับ เพราะฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ช่วยปกป้องกระดูกหายไปอย่างรวดเร็ว ทำให้กระดูกพรุนเร็วกว่าผู้ชายหลายเท่า
- ผู้สูงอายุ: ชายอายุเกิน 70 ปี และหญิงอายุเกิน 65 ปี ควรตรวจทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้น
2. กรรมพันธุ์:
- มีพ่อแม่หรือพี่น้องเคยกระดูกสะโพกหัก หรือมีประวัติกระดูกพรุน
3. ยาและโรคประจำตัว:
- ยาสเตียรอยด์: คนที่เป็นโรคภูมิแพ้ รูมาตอยด์ หรือกินยาชุด ยาลูกกลอนที่ผสมสเตียรอยด์ติดต่อกันนานๆ กระดูกจะบางลงเร็วมาก
- โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ โรคตับ หรือโรคไตเรื้อรัง
4. ไลฟ์สไตล์ทำลายกระดูก:
- ผอมเกินไป (ดัชนีมวลกายต่ำกว่า 19)
- สูบบุหรี่จัด ดื่มเหล้าเป็นประจำ
- ดื่มกาแฟเกินวันละ 2 แก้ว (คาเฟอีนขัดขวางการดูดซึมแคลเซียม)
- ไม่ออกกำลังกาย วันๆ นั่งแต่หน้าคอมพิวเตอร์หรือนอนดูทีวี
จะรู้ตัวได้อย่างไร? ต้องรอให้หักก่อนหรือ?
ข่าวดีคือ เราไม่ต้องรอให้หักครับ เราสามารถ "มองทะลุ" เข้าไปดูเนื้อในกระดูกได้ด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า DEXA Scan (Bone Mineral Density)
นี่คือวิธีมาตรฐานระดับโลก (Gold Standard) ในการวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนครับ ไม่ใช่การเจาะเลือด และไม่ใช่การเอกซเรย์ทั่วไป (เอกซเรย์ธรรมดาจะเห็นว่ากระดูกบางก็ต่อเมื่อกระดูกหายไปกว่า 30-40% แล้ว ซึ่งช้าเกินไป)
การแปลผล DEXA Scan (ค่า T-score):
- มากกว่า -1.0: กระดูกปกติ (สีเขียว) แข็งแรงดี
- ระหว่าง -1.0 ถึง -2.5: กระดูกบาง (Osteopenia) (สีเหลือง) เริ่มเป็นสัญญาณเตือนให้รีบดูแล
- ต่ำกว่า -2.5: โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) (สีแดง) กระดูกเปราะบาง เสี่ยงหักสูงมาก ต้องรีบรักษาทันที
ใครควรไปตรวจ? หมอแนะนำให้ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป และผู้ชายอายุ 70 ปีขึ้นไป ตรวจทุกคนครับ หรือถ้าใครหมดประจำเดือนก่อนอายุ 45 ปี หรือมีปัจจัยเสี่ยงตามข้อข้างต้น ก็ควรไปตรวจให้เร็วขึ้นครับ
การรักษาและป้องกัน: สร้างเกราะให้กระดูก
โรคกระดูกพรุน รักษาได้ ครับ แม้เราจะไม่สามารถทำให้กระดูกกลับมาแข็งโป๊กเหมือนวัย 20 ได้ 100% แต่เราสามารถ "หยุดการทำลาย" และ "เสริมความแข็งแรง" เพื่อป้องกันไม่ให้กระดูกหักได้
1. อาหารเสริมสร้างกระดูก:
- แคลเซียม: เป็นวัตถุดิบหลัก แนะนำวันละ 800-1,000 มิลลิกรัม จากนม ปลาเล็กปลาน้อย ผักใบเขียว หรือเต้าหู้
- วิตามินดี: สำคัญมาก! เพราะแคลเซียมจะดูดซึมเข้ากระดูกไม่ได้เลยถ้าขาดวิตามินดี แนะนำให้ตากแดดอ่อนๆ ตอนเช้าหรือเย็น 15-20 นาที หรือทานอาหารจำพวกเห็ด ปลาทะเล ไข่แดง
2. การออกกำลังกายสู้แรงต้าน (Weight-bearing Exercise): กระดูกคนเราแปลกครับ "ยิ่งใช้ ยิ่งแข็งแรง" การออกกำลังกายที่มีการลงน้ำหนัก เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ เต้นรำ หรือยกเวทเบาๆ จะกระตุ้นให้เซลล์กระดูกสร้างความแข็งแรงขึ้น (การว่ายน้ำหรือปั่นจักรยาน ดีต่อหัวใจแต่ช่วยเพิ่มมวลกระดูกได้น้อยกว่า เพราะไม่มีแรงกระแทก)
3. ยารักษาโรคกระดูกพรุน: ในรายที่เป็นโรคกระดูกพรุนแล้ว (T-score ต่ำกว่า -2.5) การทานอาหารอย่างเดียวไม่พอครับ แพทย์จะพิจารณาให้ยา ซึ่งมีทั้งแบบกิน (รายสัปดาห์/รายเดือน) และแบบฉีด (ราย 6 เดือน/รายปี) ซึ่งปัจจุบันยามีประสิทธิภาพสูงมากในการลดโอกาสกระดูกหัก
4. การป้องกันการหกล้ม (สำคัญที่สุด): ต่อให้กระดูกแข็งแรงแค่ไหน ถ้าล้มแรงๆ ก็หักได้ แต่ถ้ากระดูกพรุน แค่ล้มเบาๆ ก็หัก ดังนั้นต้อง "จัดการบ้าน" ให้ปลอดภัย
- ติดไฟให้สว่าง โดยเฉพาะทางเดินไปห้องน้ำ
- พื้นห้องน้ำต้องไม่ลื่น ติดราวจับ
- เก็บสายไฟ พรมเช็ดเท้า หรือของรกๆ ที่พื้นออกให้หมด
พยากรณ์โรค: กระดูกพรุนแล้ว จะหายไหม?
โรคกระดูกพรุนเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องดูแลตลอดชีวิตครับ
- หากตรวจเจอเร็วและรักษาต่อเนื่อง ค่าความหนาแน่นกระดูกสามารถเพิ่มขึ้นได้ และความเสี่ยงกระดูกหักจะลดลงอย่างชัดเจน
- แต่หากปล่อยทิ้งไว้จนกระดูกสะโพกหัก ผู้ป่วย 20% อาจเสียชีวิตภายใน 1 ปี จากโรคแทรกซ้อน และอีก 50% จะไม่สามารถกลับมาเดินได้เหมือนเดิม
สรุป
"โรคกระดูกพรุน" ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เรื่องธรรมดาของคนแก่ที่ต้องทำใจยอมรับครับ มันคือภาวะที่เราสามารถ "รู้ทัน ป้องกัน และรักษาได้"
อย่ารอให้มีอาการปวด หรือรอให้ล้มกระดูกหักก่อนถึงจะเห็นความสำคัญ ลองพาคุณพ่อคุณแม่ หรือตัวท่านเอง ไปตรวจวัดมวลกระดูกดูสักครั้งนะครับ
การลงทุนดูแลกระดูกในวันนี้ คือการซื้อ "อิสรภาพในการเคลื่อนไหว" ให้กับตัวเองในอีก 10-20 ปีข้างหน้าครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#หมอเก่งกระดูกและข้อ #โรคกระดูกพรุน #กระดูกหักในผู้สูงอายุ #ตรวจมวลกระดูก #แคลเซียม #วิตามินดี #ภัยเงียบสุขภาพ #ผู้สูงอายุ #วัยทอง #ป้องกันกระดูกหัก
References:
- Cosman F, de Beur SJ, LeBoff MS, Lewiecki EM, Tanner B, Randall S, et al. Clinician's Guide to Prevention and Treatment of Osteoporosis. Osteoporos Int. 2014;25(10):2359-81.
- Camacho PM, Petak SM, Binkley N, Diab DL, Eldeiry LS, Farooki A, et al. American Association of Clinical Endocrinologists/American College of Endocrinology Clinical Practice Guidelines for the Diagnosis and Treatment of Postmenopausal Osteoporosis - 2020 Update. Endocr Pract. 2020;26(Suppl 1):1-46.
- Thai Osteoporosis Foundation (TOPF). Clinical Practice Guideline for Diagnosis and Treatment of Osteoporosis in Thailand 2021. Chiang Mai: Thai Osteoporosis Foundation; 2021.
- Kanis JA, Cooper C, Rizzoli R, Reginster JY. European guidance for the diagnosis and management of osteoporosis in postmenopausal women. Osteoporos Int. 2019;30(1):3-44.
- World Health Organization. WHO Scientific Group on the Assessment of Osteoporosis at Primary Health Care Level. Summary Meeting Report. Brussels, Belgium, 5-7 May 2004.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น