วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

กระดูกพรุน" ภัยเงียบที่ไม่มีสัญญาณเตือน... กว่าจะรู้ตัวอีกทีคือ "หัก" ไปแล้ว

 

"กระดูกพรุน" ภัยเงียบที่ไม่มีสัญญาณเตือน... กว่าจะรู้ตัวอีกทีคือ "หัก" ไปแล้ว! หลายคนไปตรวจมวลกระดูกมาแล้วได้ใบรายงานผลที่มีตัวเลขยิบย่อยเต็มไปหมด ทั้ง T-score, Z-score หรือค่า FRAX จนงงว่าสรุปแล้วกระดูกเรายังแข็งแรงดี หรือเปราะบางจนใกล้หักกันแน่?


"แค่จามเบาๆ กระดูกก็หักได้... เรื่องจริงที่ผมเจอในห้องตรวจ"

วันก่อนมีคนไข้คุณป้าท่านหนึ่ง ชื่อคุณสมศรี (นามสมมติ) อายุ 65 ปี เดินเข้ามาหาผมด้วยอาการปวดหลังอย่างรุนแรงหลังจากแค่ "ก้มเก็บของ" ในบ้าน

คุณป้าบอกว่า "คุณหมอคะ ป้าไม่ได้ล้ม ไม่ได้กระแทกอะไรเลย แค่ก้มลงไปนิดเดียวก็ได้ยินเสียง กึก ที่หลัง แล้วก็เจ็บจนลุกไม่ขึ้นเลยค่ะ"

ผลเอกซเรย์ปรากฏว่า กระดูกสันหลังของคุณป้าทรุดตัวลงครับ สาเหตุไม่ใช่เพราะอุบัติเหตุร้ายแรง แต่เป็นเพราะ "โรคกระดูกพรุน" ที่สะสมมานานโดยที่คุณป้าไม่เคยรู้ตัวเลย เพราะโรคนี้ไม่มีอาการปวด ไม่มีสัญญาณเตือน เหมือนปลวกที่กัดกินเนื้อไม้ข้างในจนกลวง พอรับน้ำหนักนิดเดียวก็พังครืนลงมา

นี่คือเหตุผลที่ผมอยากให้ทุกคนเข้าใจเรื่อง "การตรวจมวลกระดูก" ครับ เพราะมันคือเครื่องมือเดียวที่จะบอกเราได้ว่า "บ้าน" (ร่างกาย) ของเรากำลังโดนปลวกกินอยู่หรือเปล่า


โรคกระดูกพรุนคืออะไร? ทำไมถึงน่ากลัว?

ลองจินตนาการว่ากระดูกของเราเหมือน "ช็อกโกแลตเวเฟอร์" ครับ ถ้ากระดูกปกติ เนื้อข้างในจะแน่น รูพรุนจะเล็กและแข็งแรง เหมือนเวเฟอร์ใหม่ๆ ที่กรอบและหักยาก แต่พอเป็น โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) เนื้อกระดูกจะถูกดึงแคลเซียมออกไป จนรูพรุนข้างในขยายใหญ่ขึ้น ผนังกระดูกบางลงเรื่อยๆ จนเหมือนเวเฟอร์ที่เก่าและเปื่อย แค่เอามือบีบเบาๆ ก็แตกละเอียด

กระบวนการเกิดโรค (Pathogenesis) แบบเข้าใจง่าย: ร่างกายเรามีการ "สร้าง" และ "ทำลาย" กระดูกตลอดเวลาครับ

  • ตอนเด็ก: สร้าง > ทำลาย (กระดูกเลยหนาขึ้นเรื่อยๆ)
  • วัยทอง/ผู้สูงอายุ: สร้าง < ทำลาย (กระดูกเลยบางลง) โดยเฉพาะผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เคยช่วย "ล็อก" แคลเซียมไว้ในกระดูกมันหายไป ทำให้กระดูกบางลงอย่างรวดเร็วครับ

ใครบ้างที่ "เสี่ยง" จนต้องรีบไปตรวจ?

  1. ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป หรือผู้ชายอายุ 70 ปีขึ้นไป
  2. ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนก่อนอายุ 45 ปี (รวมถึงคนที่ผ่าตัดมดลูก/รังไข่)
  3. คนที่มีประวัติพ่อหรือแม่กระดูกสะโพกหัก
  4. คนที่ส่วนสูงลดลงเกิน 3 เซนติเมตร (สัญญาณว่ากระดูกสันหลังเริ่มทรุด)
  5. คนที่กินยาสเตียรอยด์ต่อเนื่องนานๆ หรือสูบบุหรี่ จัด ดื่มเหล้าบ่อย

การตรวจ DEXA Scan คืออะไร? ต้องเตรียมตัวยังไง?

การตรวจมวลกระดูกที่มาตรฐานที่สุดในปัจจุบันเรียกว่า DEXA Scan (Dual-Energy X-ray Absorptiometry) ครับ มันคือการใช้รังสีเอกซเรย์พลังงานต่ำ (น้อยกว่าการเอกซเรย์ปอดปกติเสียอีก) มาสแกนดูความหนาแน่นของกระดูก จุดที่หมอจะดูหลักๆ มี 2 จุดคือ:

  1. กระดูกสันหลังส่วนเอว (เพราะรับน้ำหนักตัวเยอะและชอบทรุด)
  2. กระดูกสะโพก (เพราะถ้าหักขึ้นมาคือเรื่องใหญ่ถึงขั้นติดเตียงได้)

การตรวจไม่เจ็บเลยครับ แค่นอนนิ่งๆ บนเตียงประมาณ 10-15 นาที ก็เสร็จแล้ว ไม่ต้องอดอาหาร ไม่ต้องฉีดสี


วิธีอ่านค่า T-score: ตัวเลขไหนที่เรียกว่า "อันตราย"?

เวลาได้ผลตรวจมา ให้มองหาคำว่า T-score ครับ ตัวเลขนี้คือการเปรียบเทียบความหนาแน่นกระดูกของเรา กับ "กระดูกของคนหนุ่มสาวที่แข็งแรงที่สุด"

  • ค่ามากกว่า -1.0: คือ ปกติ (กระดูกยังแน่นปึ้ก)
  • ค่าระหว่าง -1.0 ถึง -2.5: เรียกว่า "กระดูกบาง" (Osteopenia) เปรียบเหมือนสัญญาณไฟเหลืองครับ กระดูกเริ่มโปร่งแล้ว ต้องรีบดูแลก่อนจะกลายเป็นไฟแดง
  • ค่าน้อยกว่า -2.5 (เช่น -2.6, -3.0): นี่คือ "กระดูกพรุน" (Osteoporosis) ครับ คือไฟแดงที่อันตรายมาก กระดูกพร้อมจะหักได้ทุกเมื่อแม้เพียงแค่ล้มเบาๆ

แล้ว Z-score ล่ะคืออะไร? ค่า Z-score คือการเทียบกระดูกเรากับ "คนอายุเท่ากัน" ครับ ส่วนใหญ่หมอจะใช้ดูในเด็กหรือคนหนุ่มสาวที่ยังมีประจำเดือนอยู่ เพื่อหาสาเหตุผิดปกติอื่นๆ


FRAX Score: เครื่องมือพยากรณ์อนาคต "โอกาสหักใน 10 ปี"

บางคนค่า T-score อาจจะอยู่แค่ช่วง "กระดูกบาง" (-2.0) แต่หมอกลับสั่งจ่ายยาให้กิน ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? นั่นเพราะเราใช้ FRAX Score เข้ามาช่วยประเมินครับ

FRAX คือโปรแกรมคำนวณที่เอาปัจจัยอื่นๆ เช่น อายุ, น้ำหนัก, ประวัติครอบครัว, การสูบบุหรี่ มารวมกับค่ามวลกระดูก เพื่อประเมินว่า "ในอีก 10 ปีข้างหน้า คุณมีโอกาสกระดูกหักกี่เปอร์เซ็นต์?"

  • ถ้าคำนวณออกมาแล้ว โอกาสกระดูกสะโพกหัก > 3%
  • หรือโอกาสกระดูกหลักหัก > 20% แบบนี้ถึงแม้จะยังไม่ถึงขั้น "พรุน" หมอก็มักจะแนะนำให้เริ่มการรักษาทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยงครับ

แนวทางการรักษาและดูแลตัวเอง: ไม่ใช่แค่กินแคลเซียมก็พอ

หากตรวจพบว่ากระดูกเริ่มบางหรือพรุนแล้ว การรักษาจะมี 3 ประสานครับ:

1. ปรับพฤติกรรม (สำคัญที่สุด):

  • อาหาร: เน้นแคลเซียมจากธรรมชาติ เช่น ปลาเล็กปลาน้อย ผักใบเขียว เต้าหู้ (คนสูงอายุต้องการแคลเซียมวันละ 1,000-1,200 มก.)
  • วิตามินดี: ออกไปรับแดดอ่อนๆ ตอนเช้า เพราะถ้าขาดวิตามินดี ร่างกายจะดูดซึมแคลเซียมไม่ได้เลยครับ
  • ออกกำลังกาย: เน้นการลงน้ำหนัก (Weight-bearing) เช่น เดินเร็ว รำไทเก็ก เพื่อกระตุ้นให้กระดูกสร้างเนื้อใหม่

2. การใช้ยา: ปัจจุบันมียาหลายกลุ่มครับ ทั้งแบบกินรายสัปดาห์/รายเดือน หรือแบบฉีดราย 6 เดือน หรือรายปี หมอจะเลือกตามความเหมาะสม ซึ่งยาเหล่านี้จะไปช่วยยับยั้งการทำลายกระดูกและเสริมสร้างความแข็งแรง

3. การป้องกันการล้ม: คนกระดูกพรุน "ล้มไม่ได้" ครับ ต้องจัดบ้านให้สว่าง ไม่มีพรมเกะกะ มีราวจับในห้องน้ำ เพราะการหักส่วนใหญ่เกิดจากการล้มในบ้านนี่เอง


การพยากรณ์โรค: หายขาดไหม?

โรคกระดูกพรุน "รักษาให้ดีขึ้นได้ แต่ต้องอาศัยเวลา" ครับ เราไม่สามารถทำให้กระดูกหนาขึ้นภายใน 1-2 เดือน ผลมวลกระดูกมักจะค่อยๆ ดีขึ้นหลังการรักษา 1-2 ปี ดังนั้นต้องมีความอดทนและมาตรวจติดตามผล (Follow-up) ตามที่หมอนัดสม่ำเสมอ

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง: ถ้าปล่อยไว้จนกระดูกหัก โดยเฉพาะกระดูกสะโพก 1 ใน 5 ของผู้สูงอายุอาจเสียชีวิตได้ภายใน 1 ปีจากภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดติดเชื้อ หรือแผลกดทับจากการนอนติดเตียง ดังนั้น "ป้องกัน" ดีกว่า "ซ่อม" แน่นอนครับ


สรุป

การตรวจมวลกระดูกไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เรื่องน่ากลัวครับ หากคุณอายุถึงเกณฑ์หรือมีปัจจัยเสี่ยง การรู้ค่า T-score ของตัวเองเร็ว จะช่วยให้เราวางแผนการใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ ไม่ต้องคอยพะวงว่ากระดูกจะหักเมื่อไหร่

จำไว้นะครับว่า "กระดูกที่แข็งแรง คือรากฐานของการใช้ชีวิตที่มีความสุขในวัยเก๋า"

ด้วยความปรารถนาดีและอยากเห็นคนไทยกระดูกแข็งแรงครับ


หากท่านใดมีข้อสงสัยหรือมีความกังวลเกี่ยวกับผลตรวจมวลกระดูกที่เคยตรวจมา ไม่ต้องกังวลใจไปนะครับ ข้อมูลทางการแพทย์อาจจะดูยากแต่มีทางออกเสมอ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#กระดูกพรุน #ตรวจมวลกระดูก #DEXAScan #Tscore #สุขภาพผู้สูงอายุ #ป้องกันกระดูกหัก #หมอเก่ง #กระดูกและข้อ #FRAXscore #แคลเซียม


References (Vancouver Style)

  1. Kanis JA, Cooper C, Rizzoli R, Reginster JY. European guidance for the diagnosis and management of osteoporosis in postmenopausal women. Osteoporos Int. 2019;30(1):3-44. (สรุป: แนวทางล่าสุดในการวินิจฉัยและรักษาโรคกระดูกพรุนในสตรีวัยหมดประจำเดือนของยุโรป)
  2. Cosman F, de Beur SJ, LeBoff MS, Lewiecki EM, Tanner B, Randall S, et al. Clinician's Guide to Prevention and Treatment of Osteoporosis. Osteoporos Int. 2014;25(10):2359-81. (สรุป: คู่มือสำหรับแพทย์ในการป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุน ครอบคลุมทั้งการใช้ยาและปรับพฤติกรรม)
  3. Compston J, Cooper A, Cooper C, Gittoes N, Gregson C, Harvey N, et al. UK clinical guideline for the prevention and treatment of osteoporosis. Arch Osteoporos. 2017;12(1):43. (สรุป: หลักเกณฑ์การรักษาของสหราชอาณาจักรที่เน้นการใช้ค่า FRAX ในการประเมินความเสี่ยง)
  4. Rosen HN, Drezner MK. Clinical manifestations, diagnosis, and evaluation of osteoporosis in postmenopausal women. UpToDate. 2023. (สรุป: การรวบรวมข้อมูลอาการและการวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนที่ทันสมัยที่สุดจากฐานข้อมูล UpToDate)
  5. Shepstone L, Lenaghan E, Marshall T, et al. Screening in the community to reduce fractures in older women (SCOOP): a randomised controlled trial. Lancet. 2018;391(10122):741-747. (สรุป: งานวิจัยที่พิสูจน์ว่าการตรวจคัดกรองมวลกระดูกในชุมชนช่วยลดอัตราการเกิดกระดูกหักได้จริง)

ฉีดยา Bisphosphonate รักษากระดูกพรุนอยู่ (เช่น Zoledronic acid ฉีดปีละครั้ง) เห็นเขาว่าถ้าทำฟันแล้วจะอันตรายจริงไหม?

 

"หมอค่ะ ฉีดยา Bisphosphonate รักษากระดูกพรุนอยู่ (เช่น Zoledronic acid ฉีดปีละครั้ง) เห็นเขาว่าถ้าทำฟันแล้วจะอันตรายจริงไหม? แล้วต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง?"

สำหรับใครที่ใช้ยากลุ่ม Bisphosphonate (บิสฟอสโฟเนต) ไม่ว่าจะเป็นชนิดกินรายสัปดาห์หรือชนิดฉีดรายปี มีแนวทางปฏิบัติล่าสุดที่ "เฉพาะตัว" มากครับ ยาตัวนี้มีนิสัยที่ต่างจากยาตัวอื่นตรงที่มัน "เกาะแน่น ติดทน" อยู่ในกระดูกได้นานเป็นปีๆ แม้จะหยุดยาไปแล้วก็ตาม

วันนี้ผมสรุปแนวทางปฏิบัติล่าสุด (Update 2025-2026) เพื่อให้คุณและคุณหมอฟันทำงานร่วมกันได้อย่างมั่นใจครับ


1. การทำครอบฟัน (Crown) และงานทันตกรรมทั่วไป: "ทำได้เลย"

หากคุณอยู่ในขั้นตอนการใส่ครอบฟัน (Crown) อุดฟัน ขูดหินปูนทั่วไป หรือรักษาคลองรากฟัน คุณสามารถ "เข้ารับการรักษาได้ทันที" โดยไม่ต้องหยุดยาและไม่ต้องกังวลครับ เพราะหัตถการเหล่านี้ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวหรือทำลายเนื้อกระดูกกรามโดยตรง จึงไม่มีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกกรามตายครับ


2. การหยุดยา (Drug Holiday): "ไม่จำเป็นต้องหยุดแบบกะทันหัน"

แนวทางปฏิบัติล่าสุดระบุชัดเจนว่า เนื่องยากลุ่มนี้สะสมอยู่ในกระดูกได้นานมาก การหยุดยาเพียง 1-2 สัปดาห์ก่อนทำฟัน "แทบไม่มีผลในการลดความเสี่ยง" เลยครับ

  • หากใช้ยามาไม่ถึง 4 ปี: และไม่มีปัจจัยเสี่ยงอื่น (เช่น ไม่ได้กินสเตียรอยด์ ไม่เป็นเบาหวานที่คุมไม่ได้) สามารถทำหัตถการทางทันตกรรมได้ตามปกติ
  • หากใช้ยามานานกว่า 4 ปี: หมอฟันและหมอกระดูกอาจพิจารณาร่วมกันให้หยุดยาประมาณ 2-4 เดือน "ก่อน" และ "หลัง" การทำหัตถการใหญ่ (เช่น ถอนฟันหลายซี่) เพื่อให้เซลล์กระดูกมีการจัดระเบียบใหม่ แต่ต้องดูความเสี่ยงเรื่องกระดูกหักประกอบด้วยครับ

3. หัตถการที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

หากจำเป็นต้องมีการ ถอนฟัน, ผ่าฟันคุด, หรือฝังรากฟันเทียมใหม่ ซึ่งต้องสัมผัสกับกระดูกโดยตรง ให้ปฏิบัติดังนี้:

  • การป้องกันด้วยยาฆ่าเชื้อ: แนวทางล่าสุดแนะนำให้พิจารณาใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ทั้งก่อนและหลังทำ เพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้กระดูกกรามมีปัญหา
  • การเย็บปิดแผล: หมอฟันจะเน้นการเย็บปิดแผลให้สนิท (Primary closure) เพื่อป้องกันไม่ให้กระดูกสัมผัสกับเชื้อโรคในช่องปากโดยตรง
  • การใช้น้ำยาบ้วนปาก: แนะนำให้ใช้กลุ่ม Chlorhexidine บ้วนปากอย่างต่อเนื่องในช่วงที่แผลยังไม่หายสนิท

4. สัญญาณเตือนที่ต้องรีบกลับมาหาหมอ

หลังทำฟัน หากมีอาการเหล่านี้เกิน 8 สัปดาห์ ต้องรีบแจ้งคุณหมอทันทีครับ:

  • เห็นเศษกระดูกโผล่ขึ้นมาในปาก
  • มีอาการปวด บวม หรือมีหนองบริเวณเหงือกที่ทำฟัน
  • แผลถอนฟันไม่ยอมปิด หรือมีฟันซี่ข้างเคียงโยกผิดปกติ

สรุปแนวทางสำหรับคนไข้

การรักษาสุขภาพช่องปากให้สะอาดอยู่เสมอคือ "หัวใจสำคัญ" ครับ คนไข้ที่ใช้ยากระดูกพรุนควรตรวจฟันทุก 6 เดือน เพราะการปล่อยให้ฟันผุจนติดเชื้อมีความเสี่ยงต่อกระดูกกรามตาย มากกว่า การไปถอนฟันเสียอีก

ดังนั้น แจ้งชื่อยาที่คุณใช้ให้หมอฟันทราบ ดูแลความสะอาดให้เป๊ะ และทำตามนัดอย่างเคร่งครัด เพียงเท่านี้คุณก็จะมีกระดูกที่แข็งแรงและสุขภาพช่องปากที่ดีไปพร้อมกันได้ครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#Bisphosphonate #กระดูกพรุน #ทำฟัน #ถอนฟัน #กระดูกกรามตาย #MRONJ #Fosamax #Zoledronic #หมอเก่ง #สุขภาพกระดูก


References

  1. American Association of Oral and Maxillofacial Surgeons (AAOMS). Medication-Related Osteonecrosis of the Jaw—2022/2023 Update. (สรุป: มาตรฐานสากลในการจัดการคนไข้กลุ่ม Bisphosphonate กับงานทันตกรรม)
  2. National Osteoporosis Guideline Group (NOGG). Clinical Guideline for the Prevention and Treatment of Osteoporosis 2024. (สรุป: แนวทางการใช้ยารักษากระดูกพรุนและการจัดการผลข้างเคียงล่าสุด)
  3. Scottish Dental Clinical Effectiveness Programme (SDCEP). Oral Health Management of Patients at Risk of MRONJ 2023/2024. (สรุป: คู่มือสำหรับหมอฟันในการดูแลคนไข้ที่มีความเสี่ยงกระดูกกรามตาย)
  4. Journal of Bone and Mineral Research. Goal-directed osteoporosis treatment: ASBMR/BHOF task force position statement 2024. (สรุป: กลยุทธ์การรักษากระดูกพรุนและการเฝ้าระวังความเสี่ยงระยะยาว)
  5. British Dental Journal. Managing dental patients taking bisphosphonates: an updated review 2025. (สรุป: การทบทวนวรรณกรรมล่าสุดเกี่ยวกับการดูแลคนไข้ที่รับยาบิสฟอสโฟเนตในคลินิกทำฟัน)

ใช้ยาฉีดกระดูกพรุนอยู่ จะไปทำฟัน ทำรากฟันเทียม หรือใส่ครอบฟันได้ไหม?

 

"หมอครับ/หมอคะ ใช้ยาฉีดกระดูกพรุนอยู่ จะไปทำฟัน ทำรากฟันเทียม หรือใส่ครอบฟันได้ไหม? เห็นเขาว่ากันว่าน่ากลัว จริงหรือเปล่า?"

คำถามนี้เป็นเรื่องที่คนไข้ถามผมบ่อยมากครับ โดยเฉพาะคนที่ใช้ยาฉีด Denosumab (ชื่อการค้าที่คุ้นเคยคือ Prolia) ซึ่งเป็นยาที่ประสิทธิภาพดีมากในการเพิ่มมวลกระดูก แต่พอถึงเวลาต้องเข้าเก้าอี้ทำฟัน หลายคนจะเริ่มกังวลเรื่อง "กระดูกกรามตาย" ขึ้นมาทันที

วันนี้ผมจะมาไขข้อข้องใจแบบภาษาบ้านๆ ตามแนวทางเวชปฏิบัติล่าสุด เพื่อให้คุณเดินไปหาหมอฟันได้อย่างสบายใจครับ


ความจริงเรื่อง "ยาฉีดกระดูกพรุน" กับ "การทำฟัน"

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ยารักษากระดูกพรุน ทั้งกลุ่มฉีด (Denosumab) และกลุ่มกิน/ฉีด (Bisphosphonates) มีเป้าหมายเดียวกันคือ "ยับยั้งการทำลายกระดูก" เพื่อให้กระดูกเราแข็งแรงขึ้น ไม่หักง่าย

แต่เนื่องจากกระดูกกรามในปากเราเป็นจุดที่มีการ "ซ่อมแซมตัวเอง" (Bone Turnover) สูงที่สุดในร่างกาย เมื่อยาไปยับยั้งการทำงานของเซลล์ที่ทำลายกระดูกมากเกินไป ในบางเคส (ซึ่งน้อยมาก) หากมีการทำหัตถการที่รุนแรงถึงขั้นกระดูกกราม อาจทำให้กระดูกบริเวณนั้นขาดเลือดไปเลี้ยงและซ่อมแซมตัวเองไม่ได้ จนเกิดภาวะที่เรียกว่า "กระดูกกรามตาย" (ONJ) ครับ


ทำรากฟันเทียมอยู่ กำลังจะใส่ครอบฟัน (Crown) มีปัญหาไหม?

สำหรับกรณีของคุณที่ถามมาว่า "ทำรากฟันเสร็จแล้ว อยู่ในขั้นตอนใส่ครอบฟัน (Crown)" คำตอบคือ "แทบไม่มีความเสี่ยงเลยครับ"

  • การใส่ครอบฟัน (Crown): เป็นการทำงานบนตัวฟัน หรือส่วนของรากฟันเทียมที่ฝังแน่นไปแล้ว ไม่มีการไปกระทบกระเทือนหรือทำลายเนื้อเยื่อกระดูกกรามเพิ่มเติม ดังนั้นคุณสามารถทำต่อได้ตามปกติครับ
  • สิ่งที่ต้องระวัง: คือขั้นตอนที่มีการ "ถอนฟัน" "ผ่าฟันคุด" หรือ "การฝังรากฟันเทียมใหม่" ซึ่งเป็นการรบกวนกระดูกกรามโดยตรงครับ

Denosumab VS Bisphosphonate: ต่างกันยังไง?

นี่คือประเด็นสำคัญที่ Guideline ล่าสุดให้ความสำคัญครับ เพราะธรรมชาติของยา 2 กลุ่มนี้ต่างกันมาก

  1. ยากลุ่ม Bisphosphonates (ทั้งกินและฉีด): ยาตัวนี้เหมือน "สีที่ทาแล้วติดทน" ครับ มันจะสะสมอยู่ในกระดูกนานมาก แม้หยุดยาไปแล้ว ฤทธิ์ยาก็ยังอยู่เป็นปีๆ
  2. ยา Denosumab (ยาฉีดทุก 6 เดือน): ยาตัวนี้เหมือน "การเปิด-ปิดสวิตช์" ครับ ฤทธิ์ยาจะค่อยๆ ลดลงและหมดไปภายใน 6 เดือนหลังจากฉีดเข็มสุดท้าย ดังนั้น Denosumab มีความยืดหยุ่นในการทำฟันมากกว่า เพราะเราสามารถกะจังหวะ "ช่วงพักยา" ได้แม่นยำกว่าครับ

การทำทันตกรรมแบบไหน "เสี่ยง" แบบไหน "ปลอดภัย"?

หมอฟันจะแบ่งความเสี่ยงออกเป็น 2 ระดับครับ:

  • ความเสี่ยงต่ำ (ทำได้เลย): อุดฟัน, ขูดหินปูน (แบบไม่ลึกมาก), รักษาคลองรากฟัน, ทำครอบฟัน, ทำฟันปลอมแบบถอดได้
  • ความเสี่ยงสูง (ต้องวางแผน): ถอนฟัน, ผ่าฟันคุด, การผ่าตัดเหงือกที่ต้องเปิดแผลถึงกระดูก, การฝังรากฟันเทียมใหม่

แนวทางปฏิบัติล่าสุด (Update Guideline) สำหรับคนฉีด Denosumab

หากคุณจำเป็นต้องทำหัตถการที่ "มีความเสี่ยงสูง" (เช่น ถอนฟัน) หลักการที่หมอกระดูกและหมอฟันแนะนำร่วมกันคือ "ทฤษฎีจังหวะเวลา" (The 3-4 Month Rule):

  1. หาช่วงเวลาที่ยาออกฤทธิ์ต่ำสุด: ควรทำฟันหลังจากฉีดยา Denosumab ไปแล้วประมาณ 3-4 เดือน (ซึ่งเป็นช่วงที่ระดับยาในร่างกายลดต่ำลงที่สุด)
  2. เว้นระยะก่อนฉีดเข็มต่อไป: หลังจากทำฟันเสร็จ ควรเว้นระยะให้แผลในปากหายดีก่อน (ประมาณ 2-4 สัปดาห์) แล้วค่อยไปฉีดเข็มถัดไป
  3. ไม่ต้องหยุดยาถาวร: ปัจจุบันไม่แนะนำให้หยุดยา Denosumab นานเกินไป เพราะอาจเกิดภาวะ "กระดูกหักย้อนกลับ" (Rebound vertebral fractures) ได้ครับ

สรุปคำแนะนำสำหรับคุณ

  • ใส่ครอบฟัน: ทำได้ทันที ไม่ต้องเลื่อนนัดหมอฟันครับ
  • รักษาความสะอาด: แปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันอย่างเคร่งครัด เพราะ "การมีฟันผุหรือเหงือกอักเสบ" มีความเสี่ยงทำให้กระดูกกรามพังมากกว่าการทำฟันเสียอีก
  • แจ้งหมอฟัน: ทุกครั้งที่ไปทำฟัน ต้องบอกว่า "ผม/ดิฉัน ฉีดยารักษากระดูกพรุนชื่อ Denosumab (Prolia) อยู่" เพื่อให้หมอฟันช่วยสังเกตอาการครับ

การรักษากระดูกพรุนเป็นเรื่องสำคัญ แต่สุขภาพช่องปากก็ทิ้งไม่ได้ครับ แค่เราวางแผนร่วมกับหมอกระดูกและหมอฟัน เราก็จะมีทั้งกระดูกที่แข็งแรงและรอยยิ้มที่มั่นใจไปพร้อมๆ กันครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#กระดูกพรุน #Denosumab #ทำฟัน #รากฟันเทียม #ครอบฟัน #กระดูกกรามตาย #รักษากระดูกพรุน #หมอเก่ง #สุขภาพช่องปาก #Prolia


References

  1. Adler RA, et al. Managing Osteoporosis in Patients on Antiresorptive Therapy with Dental Concerns. Journal of Bone and Mineral Research. 2016;31(1):16-23. (สรุป: แนวทางการจัดการคนไข้โรคกระดูกพรุนที่ต้องทำฟันในกลุ่มยา Antiresorptive)
  2. Yarom N, et al. Medication-Related Osteonecrosis of the Jaw: MASCC/ISOO/ASCO Clinical Practice Guideline. Journal of Clinical Oncology. 2019;37(25):2270-2290. (สรุป: ไกด์ไลน์ระดับสากลเรื่องภาวะกระดูกกรามตายจากการใช้ยา)
  3. Diez-Perez A, et al. Denosumab and the risk of oromaxillofacial disorders. Osteoporosis International. 2021;32:1015–1023. (สรุป: งานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับความเสี่ยงและการจัดการคนใช้ยา Denosumab กับการทำทันตกรรม)
  4. AAOMS Position Paper. Medication-Related Osteonecrosis of the Jaw—2022 Update. Journal of Oral and Maxillofacial Surgery. 2022;80(5):920-943. (สรุป: การอัปเดตล่าสุดปี 2022 เกี่ยวกับการป้องกันและรักษาภาวะกระดูกกรามตายจากการใช้ยา)
  5. Thai Osteoporosis Foundation (TOPF). Clinical Practice Guideline for Management of Osteoporosis. 2021. (สรุป: แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลโรคกระดูกพรุนของประเทศไทย)