วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569

ปวดหลังส้นเท้า หรือปวดใต้ส้นเท้า? แยกให้ออกก่อนรักษาผิดจุด!"

 



ปวดหลังส้นเท้า หรือปวดใต้ส้นเท้า? แยกให้ออกก่อนรักษาผิดจุด!"

หลายคนคงเคยเจอปัญหาเดียวกันครับ คือตื่นเช้ามาแล้ว "ปวดส้นเท้า" จนเดินไม่เป็นปกติ แต่พอไปคุยกับเพื่อน บางคนก็บอกว่าเป็น โรครองช้ำ บางคนก็บอกว่า เอ็นร้อยหวายอักเสบ ทั้งที่จุดที่ปวดมันดูใกล้กันมากจนแยกไม่ออก

เชื่อไหมครับว่า สองโรคนี้แม้จะอยู่ที่ส้นเท้าเหมือนกัน แต่ "จุดกำเนิด" และ "วิธีดูแล" ต่างกันพอสมควรเลยครับ หากเรารักษาผิดจุด หรือยืดเหยียดผิดท่า อาการปวดที่ควรจะหายอาจจะยิ่งแย่ลงไปอีก วันนี้หมอเก่งจะมาช่วยไขข้อข้องใจให้ทุกคนเข้าใจง่ายๆ ครับ


เรื่องเล่าจากคนไข้: นักวิ่งวัยเก๋า กับคุณครูวัยเกษียณ

ผมขอเล่าเคสสมมติของคนไข้สองท่านที่มาหาผมพร้อมกันด้วยอาการ "ปวดส้นเท้า" เหมือนกันเป๊ะ

ท่านแรกคือ คุณกิตติ อายุ 52 ปี เป็นนักวิ่งมาราธอนมือสมัครเล่น คุณกิตติบอกว่า "หมอครับ ผมเจ็บที่ ด้านหลังส้นเท้า เวลาเดินหรือวิ่งจะรู้สึกตึงและเสียวแปล๊บขึ้นไปที่น่อง ยิ่งตอนเขย่งเท้านี่เจ็บมากเลยครับ"

ท่านที่สองคือ คุณวิภา อายุ 58 ปี อดีตคุณครูที่ต้องยืนสอนหนังสือมานานหลายสิบปี คุณวิภาเล่าว่า "หมอคะ ของวิภาเจ็บที่ ใต้ส้นเท้า ค่ะ โดยเฉพาะก้าวแรกที่ลงจากเตียงตอนเช้า เจ็บเหมือนเหยียบเข็มเลย แต่พอเดินไปสักพักในห้องน้ำ อาการมันก็ค่อยๆ ทุเลาลงนะคะ"

เห็นไหมครับ? แม้จะเจ็บส้นเท้าเหมือนกัน แต่ตำแหน่งและความรู้สึกของทั้งสองท่านมีรายละเอียดที่ "ต่างกัน" อย่างชัดเจน ซึ่งนำไปสู่การวินิจฉัยที่คนละโรคกันเลยครับ


อธิบายโรคแบบเข้าใจง่าย: โช้คอัพใต้เท้า vs สายเคเบิลหลังเท้า

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ผมอยากให้ลองจินตนาการถึง "รองเท้าผ้าใบ" ของเราครับ

  • โรครองช้ำ (พังผืดใต้ฝ่าเท้าอักเสบ): เปรียบเสมือน "แผ่นโช้คอัพ" หรือแผ่นยางที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าครับ มันมีหน้าที่รับแรงกระแทกเวลาเราเดินหรือวิ่ง ถ้าเราใช้งานหนักเกินไป แผ่นยางนี้จะเริ่มเสื่อมและอักเสบ ทำให้เราเจ็บ "ใต้ส้นเท้า"

  • โรคเอ็นร้อยหวายอักเสบ: เปรียบเสมือน "สายเคเบิล" เส้นใหญ่ที่ดึงรั้งอยู่ด้านหลังรองเท้า เชื่อมระหว่างน่องกับส้นเท้า ทำหน้าที่ดึงให้ส้นเท้ายกขึ้นเวลาเราเดินหรือเขย่ง ถ้าสายเคเบิลนี้ถูกดึงรั้งบ่อยๆ หรือใช้งานหนักเกินไป ก็จะอักเสบและทำให้เจ็บ "หลังส้นเท้า"


ความรู้พื้นฐานของโรค

1. โรครองช้ำ (Plantar Fasciitis)

คืออะไร: เป็นการอักเสบของพังผืดหนาที่อยู่ใต้ฝ่าเท้า ซึ่งทำหน้าที่พยุงอุ้งเท้า สาเหตุ: เกิดจากการรับน้ำหนักตัวที่มากเกินไป การใส่รองเท้าพื้นแข็ง หรือมีโครงสร้างเท้าที่ผิดปกติ อาการ: เจ็บที่ ใต้ส้นเท้า มักเจ็บมากที่สุดในก้าวแรกของเช้า หรือหลังจากนั่งนานๆ แล้วลุกเดิน

2. โรคเอ็นร้อยหวายอักเสบ (Achilles Tendinitis)

คืออะไร: เป็นการอักเสบของเอ็นกล้ามเนื้อที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย ซึ่งเชื่อมกล้ามเนื้อน่องเข้ากับกระดูกส้นเท้า สาเหตุ: เกิดจากการใช้งานซ้ำๆ เช่น วิ่งบ่อยเกินไป กระโดด หรือการที่กล้ามเนื้อน่องตึงมากเกินไปจนดึงรั้งเอ็นร้อยหวาย อาการ: เจ็บที่ หลังส้นเท้า เหนือจุดเกาะที่กระดูกส้นเท้าขึ้นมาประมาณ 2-6 เซนติเมตร มักปวดมากเวลาเขย่งเท้าหรือวิ่ง


ปัจจัยเสี่ยง (5 ข้อสำคัญ)

  1. การใช้งานที่หนักเกินไป: ไม่ว่าจะเป็นการยืนนานๆ (เสี่ยงรองช้ำ) หรือการเพิ่มระยะวิ่งอย่างรวดเร็ว (เสี่ยงเอ็นร้อยหวาย)

  2. น้ำหนักตัว: น้ำหนักที่มากเกินไปทำให้ทั้งพังผืดใต้เท้าและเอ็นร้อยหวายต้องรับภาระหนัก

  3. รองเท้าที่ไม่เหมาะสม: รองเท้าส้นสูงทำให้เอ็นร้อยหวายหดตัวสั้นลงจนอักเสบ ส่วนรองเท้าพื้นบางเกินไปทำให้พังผืดใต้เท้าอักเสบ

  4. อายุ: เมื่ออายุมากขึ้น ความยืดหยุ่นของทั้งพังผืดและเอ็นจะลดลงตามธรรมชาติ

  5. โครงสร้างร่างกาย: เช่น คนที่เท้าแบน หรือคนที่มีกล้ามเนื้อน่องตึงมากผิดปกติ


การตรวจวินิจฉัย

เมื่อมาพบหมอ ผมจะทำการตรวจดังนี้ครับ

  • การตรวจร่างกาย: หมอจะใช้นิ้วกดหาจุดเจ็บ ถ้าเจ็บใต้ส้นเท้าคือ "รองช้ำ" ถ้าเจ็บหลังส้นเท้าคือ "เอ็นร้อยหวาย" นอกจากนี้จะตรวจความยืดหยุ่นของน่องร่วมด้วย

  • เอกซเรย์ (X-ray): เพื่อดูว่ามีกระดูกงอกที่ส้นเท้าหรือไม่ หรือมีหินปูนไปเกาะที่เอ็นร้อยหวายไหม

  • อัลตราซาวด์ (Ultrasound): วิธีนี้ช่วยได้มากครับ หมอสามารถเห็นความหนาของพังผืดใต้เท้าหรือรอยฉีกขาดเล็กๆ ในเอ็นร้อยหวายได้ทันที

  • MRI: มักจะใช้ในกรณีที่รักษามานานแล้วไม่ดีขึ้น เพื่อดูความเสื่อมของเส้นเอ็นอย่างละเอียดครับ


แนวทางการรักษา

ส่วนใหญ่แล้ว ทั้งสองโรครักษากระบวนการคล้ายกัน แต่จุดที่ต้องระวังคือ "ท่าบริหาร" ครับ

  1. ปรับพฤติกรรม: ลดการทำกิจกรรมที่กระแทก เปลี่ยนจากการวิ่งมาเป็นว่ายน้ำชั่วคราว และเลือกใส่รองเท้าที่มีซัพพอร์ตส้นเท้าที่ดี

  2. กายภาพบำบัด:

    • รองช้ำ: เน้นการยืดพังผืดฝ่าเท้าและน่อง

    • เอ็นร้อยหวาย: เน้นการฝึกความแข็งแรงของเส้นเอ็น (Eccentric exercise) และการยืดน่อง

  3. การใช้ยา: ใช้ยากลุ่มลดการอักเสบเพื่อบรรเทาอาการในช่วงแรก

  4. การฉีดยาเฉพาะจุดโดยใช้เครื่อง Ultrasound: ปัจจุบันผมมักใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทางเพื่อฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) เข้าไปในจุดที่พังผืดหรือเส้นเอ็นเสียหาย เพื่อกระตุ้นการซ่อมแซมร่างกายตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องใช้สเตียรอยด์ในบางกรณีครับ

  5. การผ่าตัด: เป็นทางเลือกสุดท้ายจริงๆ ครับ เฉพาะในเคสที่รักษาวิธีอื่นนานกว่า 6 เดือนแล้วไม่หายขาดเท่านั้น


พยากรณ์โรค

"โรคนี้หายไหม?" หายได้ครับ! แต่ต้องใช้ความอดทน

  • รองช้ำ: มักดีขึ้นใน 2-3 เดือน ถ้าขยันยืดเท้า

  • เอ็นร้อยหวาย: อาจใช้เวลานานกว่าเล็กน้อย (ประมาณ 3-6 เดือน) เพราะเส้นเอ็นมีเลือดมาเลี้ยงน้อยกว่า

  • โอกาสกลับมาเป็นอีก: มีครับ ถ้าเราไม่คุมน้ำหนักหรือกลับไปใช้รองเท้าแบบเดิม


ภาวะแทรกซ้อน

หากปล่อยไว้ไม่รักษา

  • รองช้ำ: อาจทำให้เดินกะเผลกจนปวดเข่าและปวดหลังตามมา

  • เอ็นร้อยหวาย: เอ็นที่อักเสบเรื้อรังจะเริ่มเสื่อมสภาพและอาจนำไปสู่ "เอ็นร้อยหวายขาด" ซึ่งต้องผ่าตัดใหญ่เท่านั้นครับ


วิธีป้องกัน (5 ข้อทำง่ายๆ)

  1. หมั่นยืดกล้ามเนื้อน่องสม่ำเสมอ ทั้งก่อนและหลังออกกำลังกาย

  2. เลือกรองเท้าที่มีแผ่นรองส้นเท้านุ่มและมีความหนาที่เหมาะสม

  3. ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

  4. ไม่เพิ่มความหนักในการออกกำลังกายแบบก้าวกระโดด (ใช้กฎเพิ่มไม่เกิน 10% ต่อสัปดาห์)

  5. สลับกิจกรรมออกกำลังกายบ้าง เพื่อไม่ให้เท้าต้องรับแรงกระแทกซ้ำๆ ทุกวัน


Q&A Section

Q: ปวดส้นเท้า ต้องใส่ส้นสูงหรือส้นแบนถึงจะดี? A: สำหรับคนที่เป็นรองช้ำหรือเอ็นร้อยหวายตึง การใส่รองเท้าที่มีส้นสูงเล็กน้อย (ประมาณ 1 นิ้ว) จะช่วยลดแรงดึงรั้งได้ดีกว่าการใส่รองเท้าส้นแบนราบเปี๊ยบครับ

Q: นวดเท้าแรงๆ ช่วยให้รองช้ำหายไหม? A: ไม่แนะนำครับ การนวดแรงๆ ในขณะที่มีการอักเสบอาจทำให้พังผืดฉีกขาดเพิ่มขึ้น ควรใช้การคลึงเบาๆ ด้วยลูกเทนนิสหรือขวดน้ำเย็นจะดีกว่าครับ

Q: ถ้าเจ็บเอ็นร้อยหวายจนบวมแดง ต้องประคบร้อนหรือเย็น? A: ในช่วงที่เจ็บและบวมแดงใหม่ๆ (ช่วงอักเสบเฉียบพลัน) ให้ประคบเย็นเพื่อลดบวมครับ


สรุป

  1. เจ็บ ใต้ส้นเท้า มักเป็น "รองช้ำ" เจ็บ หลังส้นเท้า มักเป็น "เอ็นร้อยหวายอักเสบ"

  2. ก้าวแรกตอนเช้าคืออาการเด่นของรองช้ำ ส่วนเจ็บตอนเขย่งคือเอ็นร้อยหวาย

  3. ทั้งสองโรคเกิดจากการใช้งานหนัก น้ำหนักตัว และรองเท้าที่ไม่เหมาะสม

  4. การรักษาเริ่มต้นที่การยืดกล้ามเนื้อน่องและการปรับเปลี่ยนรองเท้า

  5. การฉีดยาโดยใช้อัลตราซาวด์นำทางช่วยให้การรักษามีความแม่นยำสูง

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดส้นเท้า #รองช้ำ #เอ็นร้อยหวายอักเสบ #เจ็บหลังเท้า #หมอเก่งกระดูกและข้อ #กายภาพบำบัด #รักษาไม่ต้องผ่าตัด #วิ่งแล้วเจ็บ #สุขภาพเท้า #ปวดน่อง #PlantarFasciitis #AchillesTendinitis #HeelPain #SportsMedicine #FootCare


Reference List 

  1. Tu P. Heel pain: diagnosis and management. Am Fam Physician. 2018;97(2):86-93. PMID:29365222.
    บทความนี้ช่วยให้หมอแยกสาเหตุปวดส้นเท้าหลายแบบ เช่น รองช้ำ เอ็นร้อยหวายอักเสบ กระดูกล้าร้าว และเส้นประสาทถูกกด พร้อมแนะนำการตรวจและแนวทางรักษาที่เหมาะสมในแต่ละสาเหตุ.

  2. Silbernagel KG, Hanlon S, Sprague A. Current clinical concepts: conservative management of Achilles tendinopathy. J Athl Train. 2020;55(5):438-447. doi:10.4085/1062-6050-356-19.
    งานนี้เน้นการรักษาเอ็นร้อยหวายอักเสบแบบไม่ผ่าตัด โดยใช้การออกกำลังกายลงน้ำหนักที่เพิ่มระดับอย่างเป็นขั้นตอน (Silbernagel protocol) เพื่อให้เอ็นแข็งแรงและลดปวด เหมาะเป็นแนวทางวางโปรแกรมฟื้นฟู.

  3. Thompson JV, Saini SS, Reb CW, Daniel JN. Diagnosis and management of heel pain. J Am Osteopath Assoc. 2014;114(11):848-855. doi:10.7556/jaoa.2014.171.
    บทความนี้อธิบายวิธีซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างเป็นขั้นตอนเพื่อหาสาเหตุปวดส้นเท้า และเสนอแนวทางรักษาให้เหมาะกับโรคแต่ละชนิด เช่น รองช้ำ เอ็นร้อยหวายอักเสบ เส้นประสาทถูกกด และกระดูกหักล้า.

  4. Chimenti RL, Cychosz CC, Hall MM, Phisitkul P. Current concepts in tendinopathy: update on the continuum model and implications for treatment. J Orthop Sports Phys Ther. 2017;47(10):806-818. doi:10.2519/jospt.2017.7138.
    บทความนี้อธิบายแนวคิดใหม่ของโรคเอ็นเสื่อม (tendinopathy) ว่ามีหลายระยะ ตั้งแต่เจ็บเฉียบพลันไปจนเสื่อมเรื้อรัง และแต่ละระยะควรใช้การรักษาไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะการออกกำลังกายลงน้ำหนักเอ็นที่เหมาะสม.

  5. Lim AT, How CH, Tan B. Management of plantar fasciitis in the outpatient setting. Singapore Med J. 2016;57(4):168-170; quiz 171. doi:10.11622/smedj.2016069.
    บทความนี้สรุปการดูแลโรครองช้ำในคลินิกทั่วไป เน้นการพัก การยืดพังผืดและกล้ามเนื้อน่อง การใช้รองเท้าและแผ่นรองที่เหมาะสม และการปรับพฤติกรรม เช่น ลดการยืนนานหรือวิ่งมากเกินไป.


ก้าวแรกที่ลงพื้น...แต่เหมือนเหยียบเข็ม" ปวดส้นเท้าตอนเช้า อย่าปล่อยทิ้งไว้จนเรื้อรัง

 



ก้าวแรกที่ลงพื้น...แต่เหมือนเหยียบเข็ม" ปวดส้นเท้าตอนเช้า อย่าปล่อยทิ้งไว้จนเรื้อรัง

เคยไหมครับ? ตื่นเช้ามาด้วยความสดชื่น แต่พอหย่อนขาลงจากเตียงแล้วก้าวเท้าก้าวแรกสู่พื้น กลับต้องสะดุ้งสุดตัวเพราะอาการเจ็บแปล๊บที่ส้นเท้า เหมือนมีเข็มเล่มเล็กๆ ทิ่มแทงลงไป หรือเหมือนเดินบนหินแหลมๆ แต่พอเดินไปสักพัก กลับรู้สึกว่าอาการค่อยๆ ทุเลาลง จนคิดว่า "คงไม่เป็นอะไรมั้ง" แล้วก็ใช้ชีวิตตามปกติ จนกระทั่งวันรุ่งขึ้น อาการเดิมก็กลับมาวนเวียนซ้ำๆ

ถ้าคุณกำลังเจอแบบนี้ ยินดีด้วยครับ (ที่ยังไหว) แต่นี่คือสัญญาณเตือนภัยอันดับหนึ่งของ "โรคพังผืดใต้ฝ่าเท้าอักเสบ" หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า โรครองช้ำ นั่นเองครับ


เรื่องเล่าจากคนไข้: เมื่อ "ก้าวแรก" กลายเป็นฝันร้ายของคุณวิชัย

ผมมีคนไข้คนหนึ่ง ชื่อคุณวิชัย อายุ 48 ปี เป็นพนักงานออฟฟิศระดับบริหารที่ต้องเดินตรวจงานในโรงงานบ่อยๆ และเป็นคนรักสุขภาพมาก เขาชอบวิ่งออกกำลังกายทุกเย็นเพื่อคลายเครียด

คุณวิชัยมาหาผมด้วยใบหน้าที่วิตกกังวล เขาเล่าว่า "หมอครับ ช่วงเดือนที่ผ่านมา ผมเจ็บส้นเท้ามากตอนตื่นนอน ก้าวแรกที่ลงพื้นคือทรมานที่สุด แต่พอเดินเข้าห้องน้ำ ล้างหน้าเสร็จ อาการมันก็จางไปเอง ผมเลยไปวิ่งต่อ แต่หลังวิ่งเสร็จ หรือพอนั่งพักนานๆ แล้วลุกขึ้นเดินใหม่ มันกลับมาปวดอีก ตอนนี้ผมเริ่มเดินกะเผลกแล้วครับหมอ"

นี่คือเคสตัวอย่างที่คลาสสิกมากครับ อาการของคุณวิชัยสะท้อนให้เห็นว่า พังผืดใต้ฝ่าเท้าเริ่มรับภาระไม่ไหว และกำลังประท้วงด้วยความเจ็บปวด


อธิบายโรคให้เข้าใจง่าย: พังผืดใต้เท้า...เส้นยางยืดที่ขาดความยืดหยุ่น

ลองนึกภาพตามผมนะคร้บ ใต้ฝ่าเท้าของคนเราจะมีเส้นพังผืดหนาๆ แข็งแรงมากอยู่เส้นหนึ่ง เชื่อมระหว่างส้นเท้าไปจนถึงโคนนิ้วเท้า เจ้าเส้นนี้ทำหน้าที่เหมือน "เส้นยางยืด" หรือ "โช้คอัพรองรับแรงกระแทก" ของรถยนต์ครับ ทุกครั้งที่เราเดินหรือวิ่ง เส้นพังผืดนี้จะยืดและหดเพื่อช่วยรับน้ำหนักตัวและรักษาทรงของอุ้งเท้าเราไว้

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเราใช้งานมันหนักเกินไป หรือใช้งานผิดวิธีบ่อยๆ จนเกิดรอยฉีกขาดเล็กๆ (Microtears) ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าสะสมไปเรื่อยๆ พอเรานอนหลับ ร่างกายจะพยายามซ่อมแซมรอยฉีกขาดนั้นโดยการทำให้พังผืดหดตัวสั้นลง แต่พอเราตื่นขึ้นมาแล้วก้าวเท้าลงพื้นทันที เส้นพังผืดที่หดอยู่นั้นถูกกระชากให้ยืดออกอย่างรวดเร็ว มันจึงเกิดอาการเจ็บแปล๊บขึ้นมานั่นเองครับ เปรียบเหมือนเราเอาหนังยางเก่าๆ ที่แข็งตัวมาดึงพรวดเดียว มันก็เจ็บและพร้อมจะฉีกขาดเพิ่มได้ตลอดเวลา


ทำความรู้จักกับ "โรครองช้ำ" (Plantar Fasciitis)

โรครองช้ำ หรือ พังผืดใต้ฝ่าเท้าอักเสบ (Plantar Fasciitis) คือภาวะที่มีการอักเสบของพังผืดที่ยึดจากส้นเท้าไปถึงนิ้วเท้า

สาเหตุและการเกิดโรค: โรคนี้ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ แต่เกิดจาก "แรงเครียด" (Stress) และแรงกระแทกที่กระทำต่อฝ่าเท้าซ้ำๆ จนเกินขีดความสามารถที่พังผืดจะรับได้ ร่างกายจึงเกิดกระบวนการอักเสบเพื่อตอบสนองต่อการบาดเจ็บนั้น

อาการเด่นที่ต้องเช็ก:

  1. เจ็บแปล๊บที่ส้นเท้าในก้าวแรกของวัน หรือหลังจากนั่งพักนานๆ แล้วลุกเดิน

  2. อาการมักจะดีขึ้นหลังจากเดินไปสักพัก (เพราะพังผืดเริ่มยืดตัว)

  3. ปวดมากขึ้นในช่วงเย็น หรือหลังจากออกกำลังกายหนักๆ

  4. กดเจ็บชัดเจนบริเวณจุดเกาะพังผืดที่กระดูกส้นเท้า


5 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้คุณเป็นรองช้ำ

  1. น้ำหนักตัวเกิน: ยิ่งน้ำหนักมาก แรงกดลงที่ส้นเท้าก็ยิ่งทวีคูณครับ

  2. ลักษณะเท้าผิดปกติ: คนที่มีเท้าแบน (Flat feet) หรืออุ้งเท้าโก่งสูงเกินไป ทำให้การกระจายน้ำหนักไม่สมดุล

  3. รองเท้าที่ไม่เหมาะสม: ใส่รองเท้าพื้นแข็งเกินไป รองเท้าส้นสูง หรือรองเท้าที่ไม่มีส่วนรองรับอุ้งเท้า

  4. กิจกรรมที่ต้องยืนหรือเดินนานๆ: เช่น ครู พนักงานขาย พนักงานโรงงาน หรือนักวิ่งที่เพิ่มระยะทางเร็วเกินไป

  5. อายุและความเสื่อม: เมื่ออายุมากขึ้น พังผืดจะขาดความยืดหยุ่นและไขมันบริเวณส้นเท้าจะบางลง


การตรวจวินิจฉัย: หมอตรวจอะไรบ้าง?

เมื่อมาพบหมอกระดูก เรามีขั้นตอนการตรวจดังนี้ครับ

  • การตรวจร่างกาย: หมอจะกดหาจุดที่เจ็บที่สุดบริเวณส้นเท้า และลองกระดกนิ้วเท้าขึ้นเพื่อยืดพังผืดดูว่ากระตุ้นอาการปวดไหม นี่คือวิธีที่แม่นยำที่สุด

  • เอกซเรย์ (X-ray): ส่วนใหญ่ทำเพื่อหา "กระดูกงอก" (Heel Spur) ที่ส้นเท้า แม้กระดูกงอกไม่ใช่สาเหตุหลักของความเจ็บปวด แต่มันบอกเราว่าพังผืดถูกดึงรั้งมานานจนร่างกายสร้างหินปูนไปเกาะ

  • อัลตราซาวด์ (Ultrasound): เพื่อวัดความหนาของพังผืด ถ้าหนาเกิน 4 มิลลิเมตร แสดงว่ามีการอักเสบเรื้อรัง

  • MRI: มักจะทำในกรณีที่รักษาด้วยวิธีทั่วไปแล้วไม่ดีขึ้น เพื่อตัดสาเหตุอื่นๆ เช่น กระดูกส้นเท้าร้าว หรือเส้นประสาทถูกกดทับ


แนวทางการรักษา: หายได้...โดยไม่ต้องผ่าตัด

ข่าวดีคือ คนไข้กว่า 90% หายได้ด้วยวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัดครับ โดยเรียงลำดับความสำคัญดังนี้

1. ปรับพฤติกรรมและการกำจัดความเสี่ยง: ลดน้ำหนัก เลี่ยงการเดินเท้าเปล่าบนพื้นแข็งในบ้าน (ควรมีรองเท้าแตะนุ่มๆ ใส่ในบ้าน) และเลือกพื้นรองเท้าที่ซัพพอร์ตอุ้งเท้าได้ดี

2. กายภาพบำบัด (สำคัญที่สุด): การยืดเอ็นร้อยหวายและพังผืดฝ่าเท้าคือหัวใจหลักครับ หมอแนะนำให้ทำบ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนก้าวลงจากเตียงตอนเช้า

3. การใช้ยา: ใช้ยากลุ่มต้านการอักเสบชนิดไม่สเตียรอยด์ (NSAIDs) หรือยาทาภายนอก เพื่อลดความเจ็บปวดในช่วงแรก

4. การฉีดยาเฉพาะจุดโดยใช้เครื่อง Ultrasound ช่วยระบุตำแหน่ง: หากปวดมากจนเดินไม่ได้ การฉีดสเตียรอยด์ลดอักเสบ หรือการฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) จะช่วยได้มาก โดยผมจะใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทางเพื่อให้ยาลงไปตรงจุดที่อักเสบที่สุดพอดี ไม่ไปโดนไขมันส้นเท้าหรือเส้นประสาท ทำให้แม่นยำและปลอดภัยกว่าการฉีดแบบคลำหาตำแหน่งครับ

5. การผ่าตัด: จะพิจารณาก็ต่อเมื่อรักษาด้วยวิธีอื่นนานกว่า 6-12 เดือนแล้วไม่ได้ผล ซึ่งเป็นการผ่าตัดเล็กเพื่อคลายพังผืดบางส่วนออกครับ


พยากรณ์โรค: จะหายเมื่อไหร่? กลับมาเป็นอีกไหม?

"หมอครับ ผมจะหายไหม?" คำถามนี้ผมโดนถามทุกวันครับ คำตอบคือ หายแน่นอนครับ แต่ต้องใจเย็นๆ เพราะพังผืดเป็นเนื้อเยื่อที่เลือดมาเลี้ยงน้อย การซ่อมแซมจึงใช้เวลา โดยเฉลี่ยอาการจะดีขึ้นชัดเจนใน 2-3 เดือน

ส่วนโอกาสกลับมาเป็นอีกนั้น มีครับ ถ้าคุณกลับไปมีพฤติกรรมเดิมๆ เช่น กลับไปอ้วนขึ้น ใส่รองเท้าพื้นบางเหมือนเดิม หรือไม่ยอมยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ดังนั้นการดูแลตัวเองสม่ำเสมอจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดครับ


ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

หากปล่อยทิ้งไว้จนเรื้อรัง อาการเจ็บอาจลามไปที่อื่นได้ครับ เพราะพอเราเจ็บส้นเท้า เราก็จะเดินกะเผลกเพื่อเลี่ยงการลงน้ำหนัก ส่งผลให้โครงสร้างร่างกายผิดเพี้ยน จนนำไปสู่:

  • อาการปวดเข่า

  • อาการปวดสะโพก

  • อาการปวดหลังเรื้อรังจากการเดินผิดท่า


5 วิธีป้องกัน "รองช้ำ" ให้เท้าของคุณแข็งแรง

  1. เลือกพกรองเท้าดีมีชัยไปกว่าครึ่ง: เลือกรองเท้าที่มีแผ่นรองรับอุ้งเท้าและส้นเท้าที่หนานุ่มพอสมควร

  2. ยืดกล้ามเนื้อก่อนนอนและหลังตื่นนอน: เน้นยืดน่องและฝ่าเท้า

  3. ควบคุมน้ำหนัก: เพื่อลดภาระของฝ่าเท้าในทุกย่างก้าว

  4. เลี่ยงกิจกรรมกระแทกซ้ำๆ: หากเริ่มเจ็บ ให้เปลี่ยนจากการวิ่งไปเป็นว่ายน้ำหรือปั่นจักรยานแทน

  5. อย่าเดินเท้าเปล่า: แม้แต่ในบ้าน พื้นกระเบื้องแข็งๆ คือศัตรูของรองช้ำครับ


Q&A Section: เรื่องน่ารู้ที่คนมักสงสัย

Q: เจ็บส้นเท้าตอนเช้า อันตรายไหม? A: ไม่อันตรายถึงชีวิตครับ แต่ทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลงมาก และถ้าทิ้งไว้นานจะรักษาให้หายขาดได้ยากขึ้นครับ

Q: ต้องตรวจ MRI ทุกคนไหมถ้าปวดส้นเท้า? A: ไม่จำเป็นครับ ส่วนใหญ่แค่ตรวจร่างกายและทำอัลตราซาวด์ก็วินิจฉัยได้แล้ว ยกเว้นในรายที่มีอาการแปลกไปจากโรครองช้ำปกติครับ

Q: นวดแผนโบราณช่วยได้ไหม? A: การนวดช่วยคลายกล้ามเนื้อน่องได้ แต่ต้องระวัง "ห้ามนวดกดเน้น" บริเวณที่อักเสบที่ส้นเท้าโดยตรง เพราะอาจทำให้อักเสบรุนแรงกว่าเดิมครับ


สรุป

  1. โรครองช้ำเกิดจากการอักเสบของพังผืดใต้ฝ่าเท้าจากการใช้งานหนักเกินไป

  2. สัญญาณเตือนคือ "เจ็บก้าวแรกตอนเช้า" และเจ็บมากขึ้นเมื่อยืนหรือเดินนานๆ

  3. การยืดกล้ามเนื้อน่องและฝ่าเท้า คือกุญแจสำคัญในการรักษาที่ยั่งยืน

  4. การฉีดยาโดยใช้อัลตราซาวด์นำทาง ช่วยลดความเจ็บปวดได้ตรงจุดและปลอดภัย

  5. การป้องกันทำได้ง่ายๆ เพียงแค่เลือกใช้รองเท้าที่เหมาะสมและดูแลน้ำหนักตัว

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดส้นเท้า #เจ็บส้นเท้า #โรครองช้ำ #พังผืดใต้ฝ่าเท้าอักเสบ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดเท้า #รองเท้าสุขภาพ #กายภาพบำบัด #ฉีดPRP #UltrasoundGuidedInjection #PlantarFasciitis #HeelPain #OrthoThailand #FootHealth #FootPainRelief


Reference List

  1. Buchbinder R. Clinical practice. Plantar fasciitis. N Engl J Med. 2004;350(21):2159-2166. doi:10.1056/NEJMcp032745.
    บทความนี้อธิบายโรครองช้ำอย่างละเอียด ทั้งสาเหตุ อาการ และวิธีตรวจวินิจฉัยจากประวัติและการตรวจร่างกาย ช่วยให้หมอเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย.

  2. Schwartz EN, Su J. Plantar fasciitis: a concise review. Perm J. 2014;18(1):e105-7. doi:10.7812/TPP/13-113.
    บทความสรุปสั้นๆ นี้เล่าให้เข้าใจง่ายว่าโรครองช้ำคืออะไร เกิดจากอะไร ใครบ้างที่เสี่ยง พร้อมแนวทางการรักษาเบื้องต้น เช่น การพัก ยืดกล้ามเนื้อ ใช้รองเท้าหรือแผ่นรองที่เหมาะสม.

  3. Trojian T, Tucker AK. Plantar fasciitis. Am Fam Physician. 2019;99(12):744-750.
    บทความนี้บอกว่าคนประมาณ 1 ใน 10 จะมีอาการรองช้ำในช่วงหนึ่งของชีวิต อธิบายอาการปวดส้นเท่าเวลาเหยียบก้าวแรกตอนเช้า วิธีตรวจ และการรักษาตั้งแต่การยืดกล้ามเนื้อไปจนถึงการฉีดยาและการทำหัตถการ.

  4. Goff JD, Crawford R. Diagnosis and treatment of plantar fasciitis. Am Fam Physician. 2011;84(6):676-682.
    บทความนี้เน้นวิธีตรวจหาสาเหตุปวดส้นเท้าจากโรครองช้ำ และแยกจากโรคอื่น เช่น เส้นประสาทถูกกดหรือกระดูกหักล้า รวมทั้งแนะนำการรักษาแบบไม่ผ่าตัด เช่น พัก ยา แผ่นรองรองเท้า เฝือกดามตอนกลางคืน และคลื่นกระแทก.

  5. Latt LD, Jaffe DE, Tang Y, Taljanovic MS. Evaluation and treatment of chronic plantar fasciitis. Foot Ankle Orthop. 2020;5(1):2473011419896763. doi:10.1177/2473011419896763.
    งานนี้กล่าวถึงผู้ป่วยรองช้ำเรื้อรังที่ปวดนานหลายเดือนถึงปี อธิบายการตรวจอย่างละเอียดและลำดับการรักษาจากวิธีง่ายๆ เช่น ยืดกล้ามเนื้อและเปลี่ยนรองเท้า ไปจนถึงการฉีดยาและผ่าตัดในรายที่ไม่ดีขึ้น.