วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ตัวเลขติดลบสะเทือนใจ... เมื่อผลตรวจมวลกระดูกบอกว่าคุณ "กระดูกพรุน" แต่ความจริงคุณอาจยังไม่ต้องกินยาสักเม็ด!

 



ตัวเลขติดลบสะเทือนใจ... เมื่อผลตรวจมวลกระดูกบอกว่าคุณ "กระดูกพรุน" แต่ความจริงคุณอาจยังไม่ต้องกินยาสักเม็ด!

คุณเคยเห็นใบแจ้งผลตรวจสุขภาพประจำปีแล้วใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มไหมครับ?

โดยเฉพาะแถบสีแดงเข้มที่ชี้ไปที่ตัวเลข -2.5 พร้อมคำวินิจฉัยน่ากลัวว่า "โรคกระดูกพรุน" วินาทีนั้นสมองของคุณจะสั่งการให้คุณรู้สึกกลัวขึ้นมาทันที ความกังวลหลั่งสารความเครียดออกมาจนคุณเริ่มจินตนาการไปไกลว่า “นี่ฉันกำลังจะกระดูกหักใช่ไหม? ฉันจะล้มแล้วเดินไม่ได้ต้องนอนติดเตียงหรือเปล่า? ชีวิตฉันหลังจากนี้จะหมดสนุกแล้วใช่ไหม?”

หลายคนรีบวิ่งไปหาหมอเพื่อขอยามากินทันที เพราะเชื่อว่ายิ่งปล่อยไว้กระดูกคงจะหักเหมือนกิ่งไม้แห้ง ๆ แต่ในฐานะหมอกระดูกที่อยู่กับคนไข้มาทั้งชีวิต ผมอยากจะบอกความลับทางการแพทย์ข้อหนึ่งที่อาจจะทำให้คุณประหลาดใจ และช่วยยกภูเขาออกจากอกของคุณในตอนนี้เลยครับว่า "ถึงแม้ตัวเลขมวลกระดูกของคุณจะติดลบสองจุดห้า แต่ถ้าคุณยังมีอายุน้อย และเมื่อคำนวณความเสี่ยงโดยรวมแล้วพบว่าต่ำ คุณอาจจะยังไม่มีความจำเป็นต้องทานยารักษากระดูกพรุนเลยแม้แต่เม็ดเดียว!"

ทำไมหมอถึงพูดแบบนั้น? เลขติดลบสองจุดห้าไม่ใช่เกณฑ์มาตรฐานโลกหรอกหรือ? มาร่วมไขปริศนาและทลายความกลัวนี้ไปด้วยกันครับ


เรื่องเล่าจากห้องตรวจ: คราบน้ำตาของคุณวิภาและความจริงที่ตัวเลขไม่ได้บอก

วันหนึ่งในห้องตรวจของผม คุณวิภา (นามสมมติ) หญิงวัยทำงานอายุ 52 ปี เดินเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเซียว ในมือของเธอกำกระดาษผลตรวจมวลกระดูกไว้แน่นจนยับยู่ยี่ เธอเพิ่งหมดประจำเดือนไปได้ไม่กี่ปี และตัดสินใจตรวจความหนาแน่นของกระดูกเป็นครั้งแรกในชีวิต ผลที่ออกมาคือตัวเลขบริเวณกระดูกสันหลังติดลบสองจุดห้าพอดีเป๊ะ

“คุณหมอคะ ช่วยจัดยาที่แรงที่สุด ดีที่สุดให้วิภาหน่อยค่ะ วิภากลัวมาก ตอนนี้ไม่กล้าเดินเร็ว ไม่กล้าออกกำลังกาย แม้แต่ตอนก้มหยิบของยังระแวงไปหมด กลัวกระดูกมันจะหักค้างอยู่ตรงนั้น เพื่อน ๆ ในกลุ่มไลน์บอกว่าถ้าไม่รีบกินยาชาตินี้กระดูกจะพังหมด”

ผมมองดูคุณวิภา หญิงแกร่งที่ยังดูแข็งแรง กระฉับกระเฉง เดินเหินคล่องแคล่ว ไม่มีประวัติเคยกระดูกหักจากอุบัติเหตุเบา ๆ คุณแม่ของเธอก็อายุยืนยาวและไม่เคยมีประวัติสะโพกหักเมื่อตอนแก่ เธอไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ และไม่มีโรคประจำตัวที่ต้องทานยาสเตียรอยด์เลย

ผมยิ้มให้เธออย่างอบอุ่นแล้วบอกว่า “คุณวิภาครับ ใจเย็น ๆ ก่อนนะ วางความกลัวลงก่อน วันนี้หมอจะไม่จ่ายยารักษากระดูกพรุนให้คุณวิภาครับ และคุณวิภาก็ยังสามารถไปเดินเล่น วิ่งเหยาะ ๆ และใช้ชีวิตได้ตามปกติเลยครับ”

คุณวิภาเบิกตากว้างด้วยความตกใจและสับสน “อ้าว! แต่ในใบตรวจมันขึ้นสีแดงว่ากระดูกพรุนแล้วนะคะหมอ ไม่กินยาแล้วกระดูกหนูจะไม่ยิ่งแย่เหรอคะ?”

สิ่งที่คุญวิภากำลังเผชิญอยู่คือความเข้าใจผิดที่คนไทยส่วนใหญ่ กำลังเป็นครับ นั่นคือการเอาชีวิตและความกังวลทั้งหมดไปผูกไว้กับ "ตัวเลขตัวเดียว" บนแผ่นกระดาษ


ตึกถล่มไม่ได้เกิดจากอิฐที่บางลงเพียงอย่างเดียว: เข้าใจกลไกกระดูกผ่านวิชาช่างก่อสร้าง

เพื่อความเข้าใจที่ง่ายที่สุด หมออยากให้คุณลองจินตนาการว่ากระดูกในร่างกายของเราเหมือนกับ "เสาเข็มของบ้าน" ครับ

การตรวจมวลกระดูกด้วยเครื่องเอกซเรย์ความหนาแน่นกระดูก เป็นเหมือนการเอาไม้บรรทัดไปวัดดูว่า “เนื้อปูนในเสาเข็มนั้นมีความหนาแน่นเท่าไหร่” ถ้าปูนมันดูโปร่งขึ้น ตัวเลขก็จะติดลบมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น ลบหนึ่ง คือเริ่มบาง ลบสองจุดห้า คือเริ่มพรุน

แต่คำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ เสาเข็มต้นนี้จะหักหรือบ้านจะถล่มลงมาเมื่อไหร่?

คำตอบในทางวิศวกรรมบอกว่า ความหนาแน่นของปูนเป็นแค่องค์ประกอบเดียวเท่านั้นครับ เสาเข็มต้นหนึ่งแม้ปูนจะไม่ได้แน่นเป๊ะ 100% แต่ถ้าเสาต้นนั้นสั้น (อายุน้อย) ตัวบ้านไม่ได้แบกน้ำหนักเยอะ (น้ำหนักตัวเหมาะสม) ไม่มีพายุหรือแผ่นดินไหวมาเขย่าบ่อย ๆ (ความเสี่ยงในการล้มต่ำ) และเหล็กเส้นข้างในยังเหนียวดีอยู่ เสาต้นนั้นก็ยังแข็งแรงและสามารถรับน้ำหนักบ้านได้ไปอีกหลายสิบปีโดยไม่ต้องไปค้ำยันหรือทุบทิ้งเพื่อสร้างใหม่

ในทางตรงกันข้าม เสาเข็มอีกต้นที่เนื้อปูนหนาแน่นดีมาก แต่ถ้าบ้านหลังนั้นตั้งอยู่บนหน้าผาที่มีลมพายุพัดรุนแรงตลอดเวลา (อายุมาก ล้มบ่อย) และมีปลวกคอยกัดกินโครงสร้างรอบ ๆ (ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ) ต่อให้เนื้อปูนแน่นแค่ไหน เสาต้นนั้นก็มีโอกาสหักและบ้านถล่มลงมาได้ง่ายกว่า

นั่นคือเหตุผลที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับสากลไม่ได้ดูแค่ตัวเลขความหนาแน่นของกระดูกเพียงอย่างเดียว แต่เราจะดู "โอกาสที่กระดูกจะหักจริงในอนาคต" ซึ่งเรามีเครื่องมือวิเศษชิ้นหนึ่งที่เรียกว่า "คะแนนความเสี่ยงกระดูกหัก" หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า แฟร็กซ์ สกอร์ (FRAX Score) มาเป็นตัวช่วยตัดสินใจครับ


ทำความรู้จัก "โรคกระดูกพรุน" และความจริงของตัวเลขติดลบ

โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) คือ ภาวะที่โครงสร้างภายในของกระดูกเกิดการสูญเสียมวลแร่ธาตุ ทำให้เนื้อกระดูกมีลักษณะเป็นรูพรุนคล้ายฟองน้ำ น้ำหนักลดลง และขาดความยืดหยุ่น โดยปกติแล้ว ร่างกายของเราจะมีการทำลายกระดูกเก่าและสร้างกระดูกใหม่ทดแทนอยู่ตลอดเวลาเหมือนการรีโนเวทบ้าน แต่พอเราอายุมากขึ้น หรือฮอร์โมนเพศลดลงอย่างรวดเร็ว (เช่น วัยทอง) ขบวนการทำลายกระดูกจะวิ่งเร็วแซงหน้าขบวนการสร้าง ส่งผลให้เนื้อกระดูกด้านในค่อย ๆ หายไปทีละน้อย

สิ่งที่น่ากลัวของโรคนี้ไม่ใช่ความเจ็บปวดครับ เพราะโรคกระดูกพรุนเป็น "มฤตยูเงียบ" ที่ไม่มีอาการเตือนใด ๆ เลย คุณจะไม่มีทางรู้สึกปวดกระดูกจากการที่มันพรุน แต่คุณจะรู้ตัวอีกทีก็ต่อเมื่อ "กระดูกมันหักไปแล้ว" จากอุบัติเหตุเล็ก ๆ เช่น แค่ลื่นก้นกระแทกพื้นเบา ๆ แต่กระดูกสะโพกหัก หรือแค่ไอจามแรง ๆ แต่กระดูกสันหลังยุบตัว

ทางการแพทย์กำหนดว่า หากค่าความหนาแน่นกระดูก (T-Score) ของคุณเท่ากับหรือน้อยกว่า -2.5 จะถือว่าเป็นโรคกระดูกพรุน แต่ปัจจุบัน สมาคมโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทยและสากล ได้เน้นย้ำว่าเราห้ามใช้ตัวเลขนี้เป็นข้ออ้างในการจ่ายยาให้คนไข้ทุกคนทันที เพราะยารักษากระดูกพรุนเป็นยาที่ต้องกินหรือฉีดต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายปี มีค่าใช้จ่ายสูง และอาจมีผลข้างเคียงที่เราต้องระมัดระวัง ดังนั้นการพิจารณาว่าจะ "เริ่มยาเมื่อไหร่" จึงต้องขึ้นอยู่กับการประเมินความเสี่ยงกระดูกหักในอีก 10 ปีข้างหน้าด้วยระบบ แฟร็กซ์ สกอร์ เสมอครับ ท่านสามารถเข้าไปประเมินความเสี่ยงในการเกิดกระดูกหักได้ที่

 https://www.fraxplus.org/th/calculation-tool 


5 ปัจจัยเสี่ยงตัวร้ายที่ทำให้กระดูกหักง่ายกว่ามวลกระดูกติดลบ

นอกจากตัวเลขความหนาแน่นกระดูกแล้ว นี่คือ 5 ปัจจัยเสี่ยงหลักที่ระบบทางการแพทย์ใช้คำนวณว่าคุณจำเป็นต้องกินยาแล้วหรือยัง:

  • อายุและเพศ: ยิ่งอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป ความเสี่ยงจะพุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด และผู้หญิงมีโอกาสกระดูกพรุนและหักมากกว่าผู้ชายเนื่องจากหมดประจำเดือน

  • ประวัติเคยมีกระดูกหักในอดีต: หากคุณเคยล้มเบา ๆ แล้วกระดูกข้อมือ สะโพก หรือสันหลังหักมาก่อน นั่นเป็นสัญญาณเตือนภัยขั้นสูงสุดว่าโครงสร้างกระดูกของคุณเปราะบางแล้ว

  • ประวัติครอบครัว: หากคุณพ่อหรือคุณแม่เคยมีประวัติกระดูกสะโพกหักจากอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง สายเลือดและพันธุกรรมนี้จะเพิ่มความเสี่ยงให้คุณโดยตรง

  • การใช้ยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน: ยารักษาโรคพุ่มพวง โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือยาลูกกลอนที่ผสมสารสเตียรอยด์ มีฤทธิ์ทำลายเนื้อกระดูกอย่างรุนแรง

  • พฤติกรรมการใช้ชีวิต: การสูบบุหรี่จัด การดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า 3 แก้วต่อวัน และการมีน้ำหนักตัวที่น้อยเกินไป (ดัชนีมวลกายต่ำกว่า 18)


การตรวจวินิจฉัยในยุคปัจจุบัน: หมอรู้ได้อย่างไรว่าคุณเสี่ยงแค่ไหน?

เมื่อคุณมาพบหมอกระดูกเพื่อประเมินเรื่องนี้ เราจะไม่เพียงแค่อ่านใบผลตรวจมวลกระดูกแล้วจบ แต่เราจะมีขั้นตอนการตรวจอย่างเป็นระบบดังนี้ครับ:

  1. การซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด: หมอจะวัดส่วนสูงปัจจุบันเทียบกับในอดีต หากส่วนสูงลดลงมากกว่า 4 เซนติเมตร อาจเป็นสัญญาณว่ากระดูกสันหลังเริ่มยุบตัวโดยที่คุณไม่รู้ตัว

  2. การตรวจความหนาแน่นกระดูก (DEXA Scan): เป็นการใช้รังสีเอกซเรย์ปริมาณต่ำมาก สแกนบริเวณกระดูกสันหลังและกระดูกสะโพกเพื่อหาค่าตัวเลขติดลบ (T-Score)

  3. การคำนวณคะแนน แฟร็กซ์ สกอร์ (FRAX Score): หมอจะนำข้อมูลของคุณ ทั้งอายุ น้ำหนัก ส่วนสูง และปัจจัยเสี่ยงทั้ง 5 ข้อด้านบน กรอกลงในโปรแกรมคำนวณขององค์การอนามัยโลก เพื่อคำนวณออกมาเป็นตัวเลขเปอร์เซ็นต์ว่า “ในอีก 10 ปีข้างหน้า คุณมีโอกาสกระดูกหักกี่เปอร์เซ็นต์” หากโอกาสกระดูกสะโพกหักต่ำกว่า 3% หรือกระดูกชิ้นหลักอื่น ๆ หักต่ำกว่า 20% แม้มวลกระดูกจะติดลบสองจุดห้า หมอก็อาจจะยังไม่เริ่มยา แต่จะเน้นการปรับพฤติกรรมแทนครับ  ท่านสามารถเข้าไปประเมินความเสี่ยงในการเกิดกระดูกหักได้ที่

     https://www.fraxplus.org/th/calculation-tool 


  4. การตรวจเลือดดูเอกลักษณ์ทางชีวภาพของกระดูก: ในบางกรณีหมอจะตรวจดูระดับวิตามินดี แคลเซียม หรือสารเคมีในเลือดที่บอกอัตราการสลายตัวของกระดูก เพื่อช่วยวางแผนการรักษาให้แม่นยำยิ่งขึ้น


แนวทางการรักษาแบบขั้นบันได: ยาไม่ใช่คำตอบแรกเสมอไป

หมออยากให้คนไข้ทุกคนมั่นใจครับว่า ผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนส่วนใหญ่สามารถดูแลและรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด และการรักษาที่ดีที่สุดต้องเริ่มจากฐานรากของชีวิต ดังนี้ครับ:

1. การปรับพฤติกรรมและกำจัดความเสี่ยง (รากฐานที่สำคัญที่สุด)

นี่คือสิ่งที่คุณวิภาและทุกคนที่มีมวลกระดูกติดลบต้องทำทันที ไม่ว่าจะกินยาหรือไม่ก็ตาม คือการเพิ่มวัตถุดิบในการสร้างกระดูกด้วยการทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม ปลาเล็กปลาน้อย ผักใบเขียว และพาตัวเองไปรับแสงแดดยามเช้าเพื่อให้ร่างกายสร้างวิตามินดี นอกจากนี้ต้องออกกำลังกายชนิดที่มีการลงน้ำหนัก (Weight-bearing exercise) เช่น การเดินเร็ว การเต้นรำ หรือการยกน้ำหนักเบา ๆ เพื่อกระตุ้นให้เซลล์กระดูกสร้างเนื้อกระดูกเพิ่มขึ้นตามแรงกดดัน

2. กายภาพบำบัดและการฝึกทรงตัว

สำหรับผู้สูงอายุ สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันคือการฝึกกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าและสะโพกให้แข็งแรง ฝึกการทรงตัวเพื่อป้องกันการล้ม เพราะจำไว้ครับว่า “ต่อให้กระดูกพรุนแค่ไหน ถ้าไม่ล้ม... กระดูกก็ไม่หัก” การทำบ้านให้ปลอดภัย มีราวจับ ไม่มีสิ่งกีดขวาง จึงสำคัญไม่แพ้การกินยา

3. การใช้ยารักษากระดูกพรุน

หมอจะพิจารณาจ่ายยาก็ต่อเมื่อ คุณมีมวลกระดูกติดลบเกินสองจุดห้าร่วมกับมีคะแนนความเสี่ยงจาก แฟร็กซ์ สกอร์ สูงเกินเกณฑ์ หรือในรายที่เคยมีกระดูกหักจากอุบัติเหตุไม่รุนแรงมาก่อนแล้ว ยาในปัจจุบันมีทั้งรูปแบบยากินรายสัปดาห์ รายเดือน หรือยาฉีด ซึ่งมีหน้าที่เข้าไปยับยั้งเซลล์สลายกระดูก หรือช่วยกระตุ้นการสร้างเนื้อกระดูกใหม่

4. การฉีดยาเฉพาะจุดและการใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยระบุตำแหน่ง

ในรายที่มีอาการปวดจากภาวะแทรกซ้อน เช่น มีข้ออักเสบร่วมด้วย หรือปวดกล้ามเนื้อหลังอย่างรุนแรงจากการปรับท่าทาง แพทย์อาจใช้เครื่องอัลตราซาวด์ความถี่สูงช่วยมองเห็นโครงสร้างภายในอย่างชัดเจน เพื่อฉีดยาลดการอักเสบหรือบล็อกเส้นประสาทเฉพาะจุดได้อย่างแม่นยำและปลอดภัย โดยไม่ต้องเสี่ยงต่อการผ่าตัด

5. การผ่าตัด (เฉพาะกรณีจำเป็นขั้นสุด)

เราจะผ่าตัดก็ต่อเมื่อเกิดอุบัติเหตุจนกระดูกหักไปแล้วเท่านั้นครับ เช่น กระดูกสะโพกหัก ซึ่งแพทย์จะผ่าตัดใส่เหล็กดัดตรึงกระดูกหรือเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม เพื่อให้คนไข้สามารถลุกเดินได้เร็วที่สุด ป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการนอนติดเตียง หรือในกรณีกระดูกสันหลังยุบจนปวดทรมาน อาจมีการผ่าตัดฉีดซีเมนต์ข้นพิเศษเข้าไปค้ำยันกระดูกสันหลัง


พยากรณ์โรค: โรคนี้หายไหม? ต้องรักษานานแค่ไหน?

คำถามยอดฮิตที่หมอเจอทุกวันคือ “หมอคะ กระดูกที่พรุนไปแล้ว มันจะกลับมาแน่นเหมือนเดิมได้ไหม?”

หมอขอตอบให้ชื่นใจตรงนี้เลยครับว่า "กระดูกพรุนสามารถรักษาให้ดีขึ้นได้ครับ" มวลกระดูกของเราสามารถเพิ่มขึ้นได้จากการปรับพฤติกรรมและการทานยาอย่างถูกต้อง แต่อาจจะต้องใช้เวลาในการรักษานานพอสมควร โดยทั่วไปเราจะให้คนไข้ทานยาหรือฉีดยาต่อเนื่องประมาณ 3 ถึง 5 ปี จากนั้นหมอจะนัดมาตรวจมวลกระดูกซ้ำ หากมวลกระดูกเพิ่มขึ้นจนอยู่ในระดับที่ปลอดภัย และความเสี่ยงโดยรวมลดลงแล้ว หมออาจจะพิจารณาให้ "พักการใช้ยา" ได้ครับ ไม่จำเป็นต้องกินไปตลอดชีวิต

และแน่นอนว่า โรคนี้มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีกหากเราหยุดดูแลตัวเอง ดังนั้นการออกกำลังกายและทานแคลเซียมจึงเป็นวินัยที่ต้องทำไปตลอดชีวิตเหมือนการแปรงฟันครับ


ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง: ความน่ากลัวที่แท้จริงของการปล่อยปละละเลย

หากเราละเลย ไม่สนใจปล่อยให้กระดูกพรุนรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุล้มลง ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงจะตามมาทันที ได้แก่:

  • เส้นประสาทถูกกดทับ: กรณีที่กระดูกสันหลังทรุดตัวและยุบตัวลงมาทับเส้นประสาทส่วนหลัง

  • อาการแขนขาอ่อนแรง: เกิดจากสัญญาณประสาทจากไขสันหลังถูกขัดขวางจากกระดูกที่บิดเบี้ยว

  • เดินลำบากหรือเดินไม่ได้: จากความเจ็บปวดและการผิดรูปของข้อสะโพกหรือกระดูกสันหลัง

  • ภาวะติดเชื้อจากการนอนติดเตียง: เช่น แผลกดทับ ปอดบวม หรือติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้สูงอายุเสียชีวิตหลังจากกระดูกสะโพกหักภายใน 1 ปี


5 วิธีป้องกันทางรอด ให้กระดูกแข็งแรงอยู่กับเราไปจนแก่

ไม่อยากเดินมาถึงจุดที่ต้องลุ้นผลตรวจมวลกระดูก หมอแนะนำให้เริ่มสร้าง "ธนาคารกระดูก" ของตัวเองตั้งแต่วันนี้ด้วย 5 วิธีง่าย ๆ ครับ:

  • สะสมแคลเซียมให้เพียงพอ: ทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงให้ได้วันละ 800–1,000 มิลลิกรัมทุกวัน

  • รับแสงแดดรับวิตามินดี: ออกแดดตอนเช้าหรือเย็นวันละ 15 นาที เพื่อช่วยในการดูดซึมแคลเซียม

  • ออกกำลังกายต้านแรงโน้มถ่วง: เดิน วิ่งเหยาะ ๆ หรือยกเวทเพื่อให้กระดูกได้รับแรงกดและกระตุ้นการสร้างเนื้อกระดูก

  • งดเหล้าและบุหรี่อย่างเด็ดขาด: เพราะสารพิษเหล่านี้คือกรรไกรที่คอยตัดทำลายโครงสร้างภายในกระดูกของคุณ

  • จัดบ้านป้องกันการล้ม: ติดไฟให้สว่าง มีแผ่นกันลื่นในห้องน้ำ และเคลียร์สิ่งของที่พื้นบ้านให้โล่งอยู่เสมอ


ถาม-ตอบ ข้อข้องใจเรื่องกระดูกพรุนและ แฟร็กซ์ สกอร์

Q: มวลกระดูกติดลบสองจุดห้า แต่อายุน้อย ไม่มีปัจจัยเสี่ยง ต้องกินยาไหม?

A: ส่วนใหญ่ยังไม่ต้องกินยาครับ หมอจะประเมินด้วยระบบ แฟร็กซ์ สกอร์ ก่อน หากความเสี่ยงโดยรวมต่ำ การรักษาหลักคือการปรับพฤติกรรม ออกกำลังกาย และเติมแคลเซียมกับวิตามินดีให้เพียงพอ จากนั้นนัดติดตามผลตรวจมวลกระดูกในอีก 1-2 ปีข้างหน้าครับ

Q: ปวดหลัง ปวดเอวบ่อย ๆ เป็นอาการของโรคกระดูกพรุนใช่หรือไม่?

A: ไม่ใช่ครับ โรคกระดูกพรุนแท้ ๆ จะไม่มีอาการปวดเลยจนกว่ากระดูกจะหัก อาการปวดหลังปวดเอวส่วนใหญ่เกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบ หมอนรองกระดูกเสื่อม หรือข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อมครับ หากมีอาการปวดเรื้อรังควรพบแพทย์เพื่อตรวจแยกโรคอย่างถูกต้อง

Q: ตรวจมวลกระดูกวิธีไหนแม่นยำที่สุด และควรตรวจเมื่อไหร่?

A: การตรวจด้วยเครื่อง DEXA Scan ที่สแกนบริเวณกระดูกสันหลังและข้อสะโพกเป็นวิธีมาตรฐานโลกและแม่นยำที่สุดครับ แนะนำให้ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป และผู้ชายอายุ 70 ปีขึ้นไป ตรวจทุกคน หรือผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไปครับ


สรุปประเด็นสำคัญเพื่อกระดูกที่แข็งแรงของคุณ

ตัวเลขมวลกระดูกติดลบสองจุดห้าเป็นเพียงสัญญาณเตือน แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องพึ่งยาเคมีทันทีเสมอไป

การประเมินความเสี่ยงกระดูกหักโดยรวมด้วย แฟร็กซ์ สกอร์ ช่วยให้เราได้รับการรักษาที่สมเหตุสมผลและตรงจุดโดยไม่ใช้ยาเกินความจำเป็น

กระดูกพรุนสามารถรักษาให้ดีขึ้นและหนาแน่นขึ้นได้ด้วยการปรับพฤติกรรมและการดูแลที่ถูกต้อง

การป้องกันการล้มและการออกกำลังกายต้านแรงโน้มถ่วง คือกุญแจสำคัญที่ทรงพลังไม่แพ้ยารักษาโรค

อย่าปล่อยให้ความกลัวจากตัวเลขบนกระดาษมาจำกัดอิสรภาพในการใช้ชีวิตและการออกกำลังกายของคุณ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

“เราเชื่อว่า ‘ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ’

หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง”

#ปวดหลัง #กระดูกพรุน #โรคกระดูกพรุน #แคลเซียม #วิตามินดี #ตรวจมวลกระดูก #กระดูกสะโพกหัก #วิธีป้องกันกระดูกพรุน #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ผู้สูงอายุ #Osteoporosis #FRAXscore #BoneDensity #HealthyBones #ActiveAging


Reference List

  1. Kanis JA, Johnell O, Oden A, Johansson H, McCloskey E. FRAX and the assessment of fracture probability in men and women from the UK. Osteoporos Int. 2008;19(4):385–397. PMID: 18265979. DOI: 10.1007/s00198-007-0543-5.
    งานนี้เป็นจุดเริ่มต้นของ “FRAX score” ที่ใช้ข้อมูลอายุ เพศ น้ำหนัก ส่วนสูง ประวัติกระดูกหัก และปัจจัยเสี่ยงอื่น มาคำนวณโอกาสกระดูกหักใน 10 ปี ช่วยให้หมอรู้ว่าคนไข้แต่ละรายมีความเสี่ยงแค่ไหนและควรเริ่มยาป้องกันเมื่อใด แทนที่จะดูแต่ค่า T‑score อย่างเดียว.

  2. Cosman F, de Beur SJ, LeBoff MS, Lewiecki EM, Tanner B, Randall S, et al. Clinician’s guide to prevention and treatment of osteoporosis. Osteoporos Int. 2014;25(10):2359–2381. PMID: 25182228. DOI: 10.1007/s00198-014-2794-2.
    คู่มือฉบับนี้ให้แนวทางปฏิบัติสำหรับแพทย์ว่าใครควรได้ยาป้องกันกระดูกหัก โดยไม่ได้ยึดแค่ตัวเลขความหนาแน่นกระดูก แต่รวมถึงประวัติหักเดิม อายุ การใช้สเตียรอยด์ และคะแนนความเสี่ยงจาก FRAX เพื่อไม่ให้คนที่เสี่ยงสูงถูกมองข้าม และไม่ให้คนเสี่ยงต่ำเกินไปได้รับยามากเกินจำเป็น.

  3. Kanis JA, Harvey NC, McCloskey E, Bruyère O, Veronese N, Lorentzon M, et al. Algorithm for the management of patients at low, intermediate or high risk of osteoporotic fracture. Osteoporos Int. 2020;31(1):1–12. PMID: 31444534. DOI: 10.1007/s00198-019-05132-3.
    บทความนี้เสนอ “แผนผังการตัดสินใจ” สำหรับแพทย์ในการแบ่งคนไข้เป็นกลุ่มเสี่ยงต่ำ ปานกลาง และสูง จากข้อมูล BMD และ FRAX แล้วกำหนดว่าสายไหนควรเพียงติดตามและปรับพฤติกรรม สายไหนควรตรวจเพิ่มเติม และสายไหนควรเริ่มยาทันที ช่วยให้การใช้ยากระดูกพรุนมีประสิทธิภาพและประหยัด ไม่ได้ให้ยากับทุกคนเหมือนกันหมด.

  4. Siris ES, Adler R, Bilezikian J, Bolognese MA, Dawson-Hughes B, Khan AA, et al. The clinical diagnosis of osteoporosis: a position statement from the National Bone Health Alliance Working Group. Osteoporos Int. 2014;25(5):1439–1443. PMID: 24584245. DOI: 10.1007/s00198-013-xxxx-x (ควรตรวจเลข DOI จากต้นฉบับก่อนใช้งาน).
    แถลงการณ์นี้เน้นว่า “โรคกระดูกพรุน” ไม่ได้วัดจากตัวเลข T‑score เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงประวัติกระดูกหักเปราะและระดับความเสี่ยงโดยรวมของคนไข้ เช่น คนที่เคยสะโพกหักจากหกล้มเบา ๆ ถือว่าเป็นกระดูกพรุนทางคลินิก แม้ค่า BMD จะไม่ต่ำมากก็ตาม ทำให้แพทย์ต้องดูภาพรวมชีวิตและปัจจัยเสี่ยงของคนไข้ทั้งหมด.

  5. Compston J, Cooper A, Cooper C, Francis R, Kanis JA, Marsh D, et al. Guidelines for the management of postmenopausal osteoporosis in the UK. Osteoporos Int. 2009;20(4):503–515. PMID: 19214436. DOI: 10.1007/s00198-008-0792-2.
    แนวทางนี้ออกแบบมาสำหรับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนในสหราชอาณาจักร แนะนำให้เริ่มจากการปรับพฤติกรรม เช่น รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดี ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก (เช่น เดินเร็ว ยืนย่อเข่า) เลิกบุหรี่ ลดเหล้า และป้องกันการหกล้ม จากนั้นจึงพิจารณายากลุ่ม bisphosphonate หรือยาตัวอื่นในผู้ที่มีความเสี่ยงกระดูกหักสูง เพื่อให้ดูแลได้อย่างปลอดภัยในระยะยาว.




วันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569

ทำไมป้าได้ยากิน แต่เพื่อนได้ยาฉีด?" เจาะลึกหลักการเลือกยากระดูกพรุน ที่หมอใช้ตัดสินใจ

 



ทำไมป้าได้ยากิน แต่เพื่อนได้ยาฉีด?" เจาะลึกหลักการเลือกยากระดูกพรุน ที่หมอใช้ตัดสินใจ

“หมอคะ ป้าเห็นเพื่อนบ้านเขาไปฉีดยากระดูกพรุนแบบ 6 เดือนครั้ง เขาบอกว่าดีมาก ไม่ต้องมาคอยนั่งกินยาทุกอาทิตย์ ป้าขอเปลี่ยนเป็นแบบฉีดบ้างได้ไหมคะ ยิ่งแพงน่าจะยิ่งดีกว่าใช่ไหม?”

นี่คือบทสนทนาที่เกิดขึ้นแทบทุกวันในคลินิกของผมครับ หลายคนเข้าใจว่ายาที่แพงกว่าหรือยาฉีดจะต้อง "ดีที่สุด" สำหรับทุกคนเสมอ แต่ในความเป็นจริง การรักษากระดูกพรุนไม่ได้มีสูตรสำเร็จแบบ "ขนาดเดียวใส่ได้ทุกคน" (One size fits all) ครับ

วันนี้หมอจะมาเปิดตำรา เล่าเบื้องหลังความคิดของหมอกระดูกให้ฟังแบบง่ายๆ ว่า เรามี "หลักการ" อย่างไรในการเลือกยาแต่ละตัวให้เหมาะกับคนไข้แต่ละคนครับ


เรื่องเล่าจากคนไข้: "คุณนายสมร ผู้มีกระเพาะที่บอบบาง"

คุณนายสมร อายุ 68 ปี ตรวจพบว่ากระดูกบางมาก เสี่ยงที่จะหัก ตอนแรกคุณนายไปรักษากับคลินิกใกล้บ้าน ได้ยาแบบกินสัปดาห์ละ 1 เม็ดมา ปรากฏว่าพอกินไปได้แค่ 2 สัปดาห์ คุณนายมีอาการแสบร้อนกลางอกอย่างรุนแรง กลืนน้ำลายก็เจ็บ เพราะคุณนายมีโรคประจำตัวคือ "โรคกรดไหลย้อน" ขั้นรุนแรงอยู่แล้ว

เมื่อคุณนายสมรมาพบผม ผมจึงต้องสั่ง "หยุดยากิน" ทันทีครับ เพราะยากินกลุ่มนี้ระคายเคืองหลอดอาหารมาก ผมเปลี่ยนแผนการรักษาเป็นการให้ "ยาฉีดทางเส้นเลือดดำปีละ 1 ครั้ง" แทน ผลคือคุณนายสมรไม่ต้องทนปวดท้องอีกต่อไป และมวลกระดูกก็ค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ

เห็นไหมครับว่า ยาที่ดีที่สุดของคนหนึ่ง อาจเป็นยาที่ทำร้ายร่างกายของอีกคนหนึ่งก็ได้


เปรียบเทียบให้เห็นภาพ: การเลือกยา เหมือนการ "เลือกรถให้เหมาะกับการเดินทาง"

ลองนึกภาพว่าเรากำลังจะเดินทางไกลครับ: หากถนนเรียบดี ไม่รีบมาก เราอาจจะเลือกปั่น "จักรยาน" (แคลเซียมและวิตามินดี) เพื่อบำรุงสุขภาพไปเรื่อยๆ หากต้องเดินทางข้ามจังหวัด เราต้องใช้ "รถยนต์" (ยากินแบบสัปดาห์หรือเดือนละครั้ง) ที่ขับได้เรื่อยๆ ประหยัด และได้ผลดี แต่ถ้าเราต้องข้ามน้ำข้ามทะเล (กระดูกพรุนรุนแรงมาก หักไปแล้วหลายท่อน) เราก็ต้องใช้ "เครื่องบิน" (ยาฉีดกระตุ้นการสร้างกระดูก) ที่พุ่งตรงไปแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วและทรงพลัง

ดังนั้น หมอจะเป็นคนประเมิน "สภาพถนน" และ "ความเร่งด่วน" ของคนไข้ เพื่อเลือกยานพาหนะที่ปลอดภัยที่สุดครับ


ความรู้พื้นฐานก่อนเลือกยา

ก่อนที่หมอจะจรดปากกาสั่งยา หมอต้องมีข้อมูลของคนไข้ในมือ 3 อย่างนี้เสมอครับ:

  1. ระดับความรุนแรง: ดูจากค่าสแกนกระดูก (T-score) และประวัติกระดูกหัก

  2. โรคประจำตัว: โดยเฉพาะการทำงานของ "ไต" และ "กระเพาะอาหาร"

  3. ความมีวินัย: คนไข้เป็นคนขี้ลืมไหม มีคนดูแลเรื่องการจัดยาให้หรือเปล่า


4 หลักการสำคัญ ในการเลือกใช้ยากระดูกพรุน

หมอขอแบ่งกลุ่มคนไข้และวิธีเลือกยาออกเป็น 4 กรณีหลักๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายนะครับ

กรณีที่ 1: กระดูกพรุนระดับเริ่มต้น ไม่มีโรคประจำตัวแทรกซ้อน

  • ยาที่เลือกใช้: ยายับยั้งการสลายกระดูกแบบรับประทาน (กลุ่มบิสฟอสโฟเนต) เช่น กินสัปดาห์ละ 1 เม็ด หรือเดือนละ 1 เม็ด

  • เหตุผล: เป็นยามาตรฐานตัวแรกที่แพทย์ทั่วโลกแนะนำ (First-line therapy) ราคาเข้าถึงได้ ประสิทธิภาพดีมากในการป้องกันกระดูกหัก

  • ข้อจำกัด: คนไข้ต้องสามารถนั่งตัวตรงหรือยืนได้อย่างน้อย 30-60 นาทีหลังกินยา เพื่อป้องกันยากัดหลอดอาหาร และต้องไม่มีปัญหาโรคไตเสื่อมรุนแรง

กรณีที่ 2: มีปัญหาโรคกระเพาะ กรดไหลย้อน หรือเป็นคนขี้ลืม

  • ยาที่เลือกใช้: ยาฉีดเข้าเส้นเลือดดำ (ปีละ 1 ครั้ง)

  • เหตุผล: ยาจะข้ามระบบทางเดินอาหารไปเลย ทำให้หมดปัญหาเรื่องยากัดกระเพาะ และเหมาะมากสำหรับคนที่ลืมกินยาบ่อยๆ ฉีดเข็มเดียวคุ้มครองได้ทั้งปี

  • ข้อจำกัด: อาจมีอาการไข้ ปวดเมื่อยตามตัวคล้ายไข้หวัดใหญ่ ใน 2-3 วันแรกหลังฉีด และห้ามใช้ในคนไข้โรคไตเสื่อมรุนแรงเช่นกัน

กรณีที่ 3: คนไข้มีภาวะ "ไตเสื่อมรุนแรง" (eGFR ต่ำกว่า 35)

  • ยาที่เลือกใช้: ยาฉีดใต้ผิวหนังทุก 6 เดือน (กลุ่มเดโนซูแมบ)

  • เหตุผล: ยาตัวนี้ไม่ได้ขับออกทางไตครับ จึงปลอดภัยมากสำหรับคนไข้สูงอายุที่มีโรคไตเรื้อรังร่วมด้วย แถมยังเพิ่มมวลกระดูกได้ดีเยี่ยม

  • ข้อจำกัด: "ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด" เพราะยาทำงานเหมือนเขื่อนกั้นน้ำ ถ้าหยุดฉีดกะทันหัน เขื่อนจะแตก และกระดูกจะถูกสลายอย่างรวดเร็วจนกระดูกสันหลังอาจยุบตัวได้

กรณีที่ 4: กระดูกพรุนขั้นวิกฤต (หักมาแล้วหลายที่ หรือมวลกระดูกติดลบหนักมาก)

  • ยาที่เลือกใช้: ยากลุ่มสร้างกระดูกใหม่ (ยาฉีดใต้ผิวหนังทุกวัน หรือ ยาฉีดเดือนละครั้ง)

  • เหตุผล: ในกรณีที่บ้านใกล้จะพังเต็มที การใช้ยากำจัดปลวกอาจไม่ทันกาล เราต้องส่ง "ช่างไม้" เข้าไปสร้างโครงสร้างใหม่ให้เร็วที่สุด ยาตัวนี้จะทำให้กระดูกหนาตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

  • ข้อจำกัด: ราคาค่อนข้างสูงมาก ใช้ได้จำกัดเวลา (เช่น ห้ามเกิน 1-2 ปี) และยาบางตัวมีข้อห้ามในคนไข้ที่เพิ่งเป็นโรคหัวใจขาดเลือดหรือสโตรกมาไม่เกิน 1 ปี


ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ต้องเปลี่ยนชนิดของยา

  • มีอาการกลืนลำบาก หรือกรดไหลย้อนรุนแรงขึ้น

  • ค่าการทำงานของไตลดลงอย่างรวดเร็ว

  • กินยาอย่างมีวินัยแล้ว แต่กระดูกยังบางลงเรื่อยๆ หรือเกิดการหักซ้ำ

  • จำเป็นต้องถอนฟันหรือทำรากฟันเทียม (ต้องแจ้งหมอก่อนเสมอเพื่อประเมินการหยุดหรือปรับยา)


การเตรียมตัวก่อนรับยา (ไม่ว่าจะเป็นตัวไหนก็ตาม)

  1. เจาะเลือดดูค่าแคลเซียมและวิตามินดี: ถ้าร่างกายขาดวัตถุดิบ หมอต้องให้กินเสริมจนค่ากลับมาปกติก่อน ไม่อย่างนั้นยาจะไม่ได้ผล และอาจทำให้แคลเซียมในเลือดตกจนหน้ามืดได้

  2. ทำฟันให้เรียบร้อย: เพื่อลดความเสี่ยงภาวะกระดูกขากรรไกรอักเสบที่อาจพบได้น้อยมากๆ

  3. ลิสต์รายชื่อยาทุกชนิดที่กินอยู่: หอบถุงยาเดิมมาให้หมอดูทั้งหมด เพื่อป้องกันยาตีกันครับ


พยากรณ์โรค: ต้องกินยานานแค่ไหน?

  • ยาแบบกินและยาฉีดรายปี: หมอมักจะให้ต่อเนื่อง 3-5 ปี แล้วเจาะประเมิน หากกระดูกแข็งแรงดี หมอจะให้ "พักยา" (Drug Holiday) เพื่อลดผลข้างเคียงในระยะยาว

  • ยาแบบฉีด 6 เดือน: มักจะฉีดต่อเนื่องไปเรื่อยๆ หากจะหยุดต้องมีการปรับเปลี่ยนไปใช้ยากินแทนเพื่อกันกระดูกทรุดตัว

  • ยาสร้างกระดูก: ใช้ระยะสั้น 1-2 ปี แล้วต้องเปลี่ยนกลับมาเป็นยายับยั้งการสลายกระดูกเพื่อคงสภาพไว้


ภาวะแทรกซ้อนจากการเลือกยาผิดหรือหยุดยาเอง

  • กินยากระดูกพรุนแบบเม็ดแล้วล้มตัวลงนอนทันที อาจทำให้หลอดอาหารเป็นแผลทะลุได้

  • ภาวะกระดูกต้นขาหักแบบผิดปกติ (Atypical femur fracture) มักเกิดจากการใช้ยากลุ่มเดิมซ้ำๆ นานเกิน 5-10 ปีโดยไม่มีการพักยา

  • ระดับแคลเซียมในเลือดต่ำเฉียบพลัน หากฉีดยาโดยไม่ได้เตรียมความพร้อมเรื่องวิตามินดี


Q&A ถาม-ตอบ คลายข้อสงสัย

Q: หมอคะ ถ้าป้าลืมกินยาประจำสัปดาห์ไป 1 วัน ต้องทำอย่างไร? A: ถ้าลืมแค่ 1-2 วัน ให้กินในเช้าวันถัดไปที่นึกได้เลยครับ แต่ถ้าลืมจนใกล้จะถึงรอบของสัปดาห์ถัดไป ให้ข้ามมื้อที่ลืมไปเลย แล้วรอกินตามรอบปกติครับ ห้ามกินเบิ้ล 2 เม็ดเด็ดขาด

Q: เป็นโรคหัวใจ กินยากระดูกพรุนได้ไหม? A: ยากินแบบสัปดาห์หรือเดือน และยาฉีดรายปี หรือฉีดทุก 6 เดือน สามารถใช้ได้ปลอดภัยในคนไข้โรคหัวใจครับ มีเพียงยาฉีดแบบสร้างกระดูกบางชนิดที่ต้องระวัง ซึ่งหมอจะซักประวัติอย่างละเอียดก่อนเสมอ

Q: ยาสร้างกระดูกทำไมไม่ให้ใช้ไปตลอดเลยคะ ในเมื่อมันดีขนาดนี้? A: เพราะถ้าร่างกายถูกกระตุ้นให้สร้างกระดูกมากเกินไปและนานเกินไป อาจเพิ่มความเสี่ยงของเซลล์กระดูกที่เติบโตผิดปกติได้ครับ องค์การอาหารและยาจึงกำหนดระยะเวลาปลอดภัยไว้ที่ไม่เกิน 1-2 ปีครับ


สรุป 5 ประเด็นสำคัญ ในการเลือกยากระดูกพรุน

  1. การเลือกยาต้อง "ตัดให้พอดีตัว" โดยดูจากระดับความรุนแรง โรคกระเพาะ และโรคไตของคนไข้เป็นหลัก

  2. ยาแบบกินคือมาตรฐานแรกที่ได้ผลดี แต่ต้องกินให้ถูกวิธี (ห้ามนอนหลังกิน 30 นาที)

  3. ยาฉีด 6 เดือน เหมาะกับคนเป็นโรคไต แต่มีข้อควรระวังสูงสุดคือ "ห้ามหยุดฉีดเองเด็ดขาด"

  4. ยาสร้างกระดูก เหมาะสำหรับรายที่รุนแรงมาก แต่ใช้ได้ในระยะเวลาจำกัด

  5. สิ่งที่สำคัญพอๆ กับยา คือการเคลียร์ช่องปากให้สะอาด และทานแคลเซียมพร้อมวิตามินดีให้เพียงพอเสมอ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#กระดูกพรุน #ยากระดูกพรุน #เลือกยากระดูกพรุน #เดโนซูแมบ #บิสฟอสโฟเนต #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดหลัง #กระดูกสะโพกหัก #ดูแลผู้สูงอายุ #กระดูกสันหลังยุบ #วัยทอง #สุขภาพผู้สูงวัย #ยาฉีดกระดูกพรุน #ปวดเข่า #Orthopedics


Reference List

  1. Eastell R, Rosen CJ, Bone HG, Drake MT, Janssens FA, Kendler DL, et al. Pharmacological management of osteoporosis in postmenopausal women: an Endocrine Society clinical practice guideline. J Clin Endocrinol Metab. 2019 May 1;104(5):1595-1622. doi:10.1210/jc.2019-00221. PMID:30907953.
    แนวทางนี้บอกชัดว่าควรรักษาใครด้วยยาอะไร ใช้ bisphosphonate เป็นยาหลักเมื่อความเสี่ยงปานกลาง–สูง เมื่อครบ 3–5 ปีให้ทบทวนว่าจะหยุดยา (drug holiday) หรือเปลี่ยนเป็นยาตัวอื่นตามความเสี่ยงของคนไข้

  2. Qaseem A, Hicks LA, Etxeandia-Ikobaltzeta I, Shamliyan T, Cooney TG; Clinical Guidelines Committee of the American College of Physicians. Pharmacologic treatment of primary osteoporosis or low bone mass to prevent fractures in adults: a living clinical guideline from the American College of Physicians. Ann Intern Med. 2023 Feb;176(2):224-238. doi:10.7326/M22-0730. PMID:36652499.
    แนวทางจากวิทยาลัยอายุรแพทย์นี้จัดลำดับการใช้ยาอย่างเป็นขั้นตอน เริ่มจาก bisphosphonate เป็นตัวเลือกแรกในคนส่วนใหญ่ แล้วพิจารณา denosumab หรือ romosozumab ในรายที่เสี่ยงกระดูกหักสูงมาก โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและต้นทุนร่วมกัน

  3. Reid IR, Billington EO. Drug therapy for osteoporosis in older adults. Lancet. 2022 Mar 12;399(10329):1080-1092. doi:10.1016/S0140-6736(21)02664-1. PMID:35245469.
    บทความนี้ทบทวนยากระดูกพรุนหลักทุกกลุ่มในผู้สูงอายุ เปรียบเทียบข้อดี ข้อเสีย และข้อควรระวัง เช่น คนไตเสื่อมควรเลี่ยงยาไหน คนเสี่ยงลิ่มเลือดอุดตันควรเลี่ยงยาไหน เพื่อให้หมอเลือกยาที่เหมาะกับโรคร่วมของคนไข้แต่ละราย

  4. Kanis JA, Cooper C, Rizzoli R, Reginster JY; Scientific Advisory Board of the European Society for Clinical and Economic Aspects of Osteoporosis. European guidance for the diagnosis and management of osteoporosis in postmenopausal women. Osteoporos Int. 2019 Jan;30(1):3-44. doi:10.1007/s00198-018-4704-5. PMID:30324412.
    เอกสารนี้ให้คำแนะนำจากยุโรปเรื่องการใช้ค่า BMD ผสมกับเครื่องมืออย่าง FRAX เพื่อจัดกลุ่มความเสี่ยงของผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน แล้วใช้ระดับความเสี่ยงมาช่วยตัดสินใจว่าจะใช้ยากิน ยาฉีด หรือยาสร้างกระดูกเป็นลำดับต่อไป

  5. Miller PD. Management of severe osteoporosis. Expert Opin Pharmacother. 2016;17(4):473-488. doi:10.1517/14656566.2016.1133579. PMID:26768239.
    บทความนี้เน้นว่าผู้ป่วยกระดูกพรุน “ขั้นรุนแรง” เช่น เคยกระดูกหักหลายจุดหรือมี T-score ต่ำมาก ควรเริ่มรักษาด้วยยาที่กระตุ้นการสร้างกระดูก เช่น teriparatide หรือ romosozumab ก่อน จากนั้นจึงคงผลด้วยยาลดการสลายกระดูกเพื่อป้องกันการหักซ้ำในระยะยาว


แค่ลื่นล้มเบาๆ... ทำไมกลายเป็นเรื่องใหญ่? ถึงเวลาหรือยังที่เราต้องใช้ยา "ต้านกระดูกพรุน"

 



แค่ลื่นล้มเบาๆ... ทำไมกลายเป็นเรื่องใหญ่? ถึงเวลาหรือยังที่เราต้องใช้ยา "ต้านกระดูกพรุน"

“หมอคะ ป้าเพิ่งไปตรวจความหนาแน่นกระดูกมา หมอบอกว่ากระดูกบางมาก ต้องเริ่มกินยาแล้ว แต่เพื่อนบ้านบอกว่ายากระดูกพรุนกินแล้วกระดูกกรามจะเน่า ป้ากลัวมากเลย แค่กินแคลเซียมเสริมเฉยๆ ไม่ได้เหรอคะ?”

นี่คือความกังวลยอดฮิตที่ผมเจอบ่อยมากในห้องตรวจครับ ความกลัวจาก "คำเขาเล่าว่า" ทำให้คนไข้หลายคนปฏิเสธการรักษา และสุดท้ายต้องมาเจอกันอีกครั้งในห้องฉุกเฉินด้วยภาวะกระดูกสะโพกหักหรือกระดูกสันหลังยุบ ซึ่งรักษายากและทรมานกว่าการกินยาหลายเท่าตัว

วันนี้หมอเลยจะมาเจาะลึกแบบหมดเปลือก อธิบายให้ฟังง่ายๆ ว่าเมื่อไหร่ที่เราจำเป็นต้องใช้ยาต้านกระดูกพรุน ยามีแบบไหนบ้าง และต้องเตรียมตัวอย่างไรเพื่อความปลอดภัยสูงสุดครับ


เรื่องเล่าจากคนไข้: "ป้าสมหมายกับความกลัวยาที่เกือบทำให้เดินไม่ได้"

คุณป้าสมหมาย อายุ 65 ปี เป็นคนดูแลสุขภาพดีมากครับ รูปร่างผอมบาง วันหนึ่งป้าเดินสะดุดพรมในบ้านล้มเบาๆ เอามือยันพื้น ปรากฏว่ากระดูกข้อมือหัก!

พอรักษากระดูกข้อมือเสร็จ ผมแนะนำให้ป้าไปตรวจความหนาแน่นกระดูก (เครื่องสแกนกระดูก) ผลออกมาคือป้าเป็นโรคกระดูกพรุนขั้นรุนแรง ผมจึงแนะนำให้เริ่มใช้ยาฉีดรักษา แต่ป้าสมหมายปฏิเสธเสียงแข็ง เพราะกลัวผลข้างเคียงเรื่องกระดูกกรามมีปัญหาตามที่อ่านเจอในอินเทอร์เน็ต ป้าขอกลับไปกินแค่นมกับแคลเซียม

ผ่านไป 1 ปี ป้าสมหมายกลับมาหาผมอีกครั้งด้วยอาการปวดหลังรุนแรง แค่เอี้ยวตัวหยิบของ กระดูกสันหลังก็ทรุดตัวลงมา 1 ข้อ คราวนี้ป้าต้องเจ็บตัวหนักและยอมรับการรักษาด้วยยาอย่างเคร่งครัด ซึ่งถ้าป้าตัดสินใจรับยาตั้งแต่แรก กระดูกสันหลังข้อนี้ก็คงไม่ต้องยุบตัวลงมาครับ


เปรียบเทียบให้เห็นภาพ: กล้ามเนื้อและกระดูกคือ "บ้านไม้กับปลวก"

ให้ลองนึกภาพว่า กระดูกของเราคือ "บ้านไม้" ครับ ในตอนที่เรายังหนุ่มสาว ร่างกายเราจะมี "ช่างไม้" คอยสร้างเนื้อไม้ใหม่ๆ และมี "ปลวก" (เซลล์สลายกระดูก) คอยกินไม้เก่าที่หมดสภาพ เป็นวงจรที่สมดุล บ้านจึงแข็งแรง

แต่พอเราอายุมากขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน "ช่างไม้" เริ่มขี้เกียจทำงาน แต่ "ปลวก" กลับขยันกินไม้มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เนื้อไม้ในบ้านกลวงโบ๋ (กระดูกพรุน) แค่มีลมพัดแรงๆ (ล้มเบาๆ) บ้านก็พร้อมจะพังครืนลงมา

"แคลเซียม" เปรียบเหมือน "เนื้อไม้หรือปูน" ที่รอให้ช่างนำไปใช้ ถ้าปลวกมันกินดุเดือดมาก การเอาไม้มากองไว้เฉยๆ (กินแคลเซียมอย่างเดียว) ก็ไม่ช่วยอะไรครับ เราจึงต้องใช้ "ยาต้านกระดูกพรุน" ซึ่งเปรียบเหมือน "ยากำจัดปลวก" หรือ "ยาบำรุงกำลังช่างไม้" เพื่อหยุดการพังทลายของบ้านนั่นเองครับ


ความรู้พื้นฐานของโรค: โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis)

โรคนี้คืออะไร? โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) คือ ภาวะที่ความหนาแน่นและคุณภาพของเนื้อกระดูกลดลง ทำให้กระดูกเปราะบางและมีโอกาสหักได้ง่าย โรคนี้ได้ชื่อว่าเป็น "ภัยเงียบ" เพราะจะไม่มีอาการปวดใดๆ เตือนล่วงหน้าเลยจนกว่ากระดูกจะหักครับ

เมื่อไหร่ที่ "จำเป็น" ต้องใช้ยารักษา? เราไม่ได้จ่ายยาให้ทุกคนที่อายุมากนะครับ แต่หมอจะพิจารณาให้ยาเมื่อ:

  1. ตรวจพบมวลกระดูกต่ำมาก (ค่า T-score จากเครื่องสแกนกระดูกน้อยกว่าหรือเท่ากับ -2.5)

  2. เคยมีประวัติกระดูกหักจากอุบัติเหตุเบาๆ มาก่อน เช่น ล้มยืนแล้วสะโพกหัก ข้อมือหัก

  3. มีความเสี่ยงสูงมากที่จะกระดูกหักในอีก 10 ปีข้างหน้า (ประเมินจากโปรแกรมทางการแพทย์)


ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้กระดูกบางเร็ว (ไม่เกิน 5 ข้อ)

  • วัยหมดประจำเดือน: ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ช่วยปกป้องกระดูกหายไป

  • รูปร่างผอมบาง: คนตัวเล็กมักมีมวลกระดูกต้นทุนน้อยกว่าคนตัวใหญ่

  • การใช้ยาบางชนิด: โดยเฉพาะยากลุ่มสเตียรอยด์ที่กินต่อเนื่องนานๆ

  • กรรมพันธุ์: มีพ่อแม่ที่เคยกระดูกสะโพกหัก

  • พฤติกรรมทำร้ายกระดูก: สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์จัด ไม่ค่อยโดนแดด และไม่ออกกำลังกาย


การตรวจวินิจฉัยก่อนเริ่มยา

  1. การตรวจมวลกระดูก (DXA Scan): เป็นวิธีมาตรฐานที่แม่นยำที่สุด ไม่เจ็บ ใช้เวลาแค่ 10 นาที

  2. การตรวจเลือดดูค่าแคลเซียมและวิตามินดี: เพื่อดูว่าวัตถุดิบในการสร้างกระดูกมีพอไหม

  3. การตรวจการทำงานของไต: เพราะยาบางชนิดไม่สามารถใช้ได้ในคนไข้โรคไตเสื่อมระยะท้าย

  4. การตรวจสุขภาพฟัน: (สำคัญมาก หมอจะอธิบายในหัวข้อถัดไปครับ)


แนวทางการรักษาและการเลือกใช้ยา (อย่างละเอียด)

การรักษากระดูกพรุนไม่ใช่แค่กินยาแล้วจบ แต่ต้องทำควบคู่กันไปหลายส่วนครับ เรียงตามลำดับความสำคัญดังนี้:

1. การปรับพฤติกรรมและวัตถุดิบพื้นฐาน ต้องได้รับแคลเซียม (ประมาณ 1,000-1,200 มิลลิกรัม/วัน) และวิตามินดี ให้เพียงพอก่อนเสมอ หากวัตถุดิบไม่พอ ยาจะทำงานไม่ได้ผลครับ

2. กายภาพบำบัดและการออกกำลังกาย เน้นการออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก (Weight-bearing) เช่น เดินเร็ว รำไทเก็ก เพื่อกระตุ้นให้เซลล์สร้างกระดูกทำงาน

3. การใช้ยาต้านกระดูกพรุน (เจาะลึก) ยาแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ตามกลไกการออกฤทธิ์ครับ:

  • กลุ่มที่ 1: ยายับยั้งการสลายกระดูก (Anti-resorptive drugs) เปรียบเหมือน "ยากำจัดปลวก"

    • ยาแบบรับประทาน (กลุ่มบิสฟอสโฟเนต): กินสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือเดือนละ 1 ครั้ง

      • ข้อควรระวัง: ยานี้ระคายเคืองกระเพาะอาหารมาก วิธีกินต้องเป๊ะ! คือต้องกินตอนเช้าท้องว่าง ดื่มน้ำตามแก้วใหญ่ๆ และ "ห้ามล้มตัวลงนอนอย่างน้อย 30-60 นาที" เพื่อกันยาขย้อนขึ้นมาหลอดอาหาร

    • ยาแบบฉีดเข้าใต้ผิวหนัง (กลุ่มเดโนซูแมบ): ฉีดทุก 6 เดือน สะดวกมากและปลอดภัยในคนเป็นโรคไต

      • ข้อควรระวัง: "ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด" เพราะถ้าหยุดฉีด กระดูกจะบางลงอย่างรวดเร็วและเสี่ยงกระดูกสันหลังยุบ หากต้องหยุดหมอจะต้องเปลี่ยนเป็นยากินให้แทนครับ

    • ยาแบบฉีดเข้าเส้นเลือดดำ: ฉีดปีละ 1 ครั้ง เหมาะสำหรับคนลืมกินยาบ่อยๆ แต่อาจมีไข้ปวดเมื่อยคล้ายไข้หวัดใหญ่ได้ในช่วง 2-3 วันแรกหลังฉีด

  • กลุ่มที่ 2: ยาสร้างกระดูก (Anabolic drugs) เปรียบเหมือน "ยาบำรุงช่างไม้"

    • เป็นยาฉีดเข้าใต้ผิวหนังทุกวัน (คนไข้ฉีดเองเหมือนยาเบาหวาน) ใช้ในกรณีที่กระดูกพรุนรุนแรงมาก หรือกระดูกหักซ้ำซ้อน ใช้ได้ไม่เกิน 2 ปี แล้วต้องเปลี่ยนกลับไปใช้กลุ่มที่ 1 เพื่อรักษากระดูกที่สร้างมาใหม่ไว้

  • กลุ่มที่ 3: ยาออกฤทธิ์ 2 ทาง ทั้งสร้างกระดูกและยับยั้งการสลายกระดูก

    • เป็นยาฉีดตัวใหม่ล่าสุด ฉีดเดือนละครั้ง เป็นเวลา 1 ปี ให้ผลดีมากในผู้ป่วยที่ความเสี่ยงหักสูงมากๆ แต่ข้อควรระวังคือห้ามใช้ในผู้ที่มีประวัติโรคหัวใจขาดเลือดหรือเส้นเลือดสมองตีบภายใน 1 ปีที่ผ่านมาครับ

4. การฉีดยาเฉพาะจุดโดยใช้เครื่อง ultrasound ในคนไข้ที่กระดูกพรุนและมีอาการปวดข้อเข่าเสื่อมร่วมด้วย หมออาจใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทางเพื่อฉีดน้ำเลี้ยงข้อ ช่วยให้หายปวดและกลับไปเดินออกกำลังกายสร้างกระดูกได้ดีขึ้นครับ

5. การผ่าตัด จะใช้ก็ต่อเมื่อกระดูกหักไปแล้ว เช่น ฉีดซีเมนต์เสริมกระดูกสันหลัง หรือผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม ซึ่งการกินยาป้องกันไว้ก่อนคือทางออกที่ดีที่สุดครับ ผู้ป่วยส่วนใหญ่หากรับยาอย่างถูกต้อง ไม่ต้องผ่าตัดแน่นอนครับ


การเตรียมตัวที่สำคัญที่สุดก่อนใช้ยา: "ต้องทำฟันก่อน!"

นี่คือเหตุผลที่หลายคนกลัวครับ ยาในกลุ่มระงับการสลายกระดูก (ทั้งยากินและยาฉีด 6 เดือน) มีผลข้างเคียงที่ "พบได้น้อยมากๆ" (ประมาณ 1 ใน 10,000 ถึง 1 ใน 100,000) คือ ภาวะกระดูกขากรรไกรตาย (Osteonecrosis of the jaw) มักเกิดในคนที่สุขภาพช่องปากแย่ ถอนฟัน หรือฝังรากเทียมขณะใช้ยา

วิธีเตรียมตัว: ก่อนเริ่มยา หมอจะให้คนไข้ไปพบทันตแพทย์เพื่อเคลียร์ช่องปากให้เรียบร้อย อุดฟันผุ ถอนฟันที่เสียให้หมด หากฟันแข็งแรงดีแล้ว โอกาสเกิดภาวะนี้จะแทบเป็นศูนย์เลยครับ สบายใจได้

อีกผลข้างเคียงที่พบได้น้อยมากคือ กระดูกต้นขาหักแบบผิดปกติ (Atypical femur fracture) มักเจอในคนที่ใช้ยาต่อเนื่องนานเกิน 5-10 ปี หมอจึงมีการจัด "ช่วงพักยา" (Drug holiday) ให้คนไข้เพื่อป้องกันภาวะนี้ครับ


พยากรณ์โรค: โรคนี้หายขาดไหม?

โรคกระดูกพรุนเหมือนโรคความดันหรือเบาหวานครับ คือ "ไม่หายขาด แต่ควบคุมได้" การใช้ยาจะช่วยเพิ่มมวลกระดูก ลดโอกาสหักลงได้อย่างชัดเจน ต้องรักษากันหลักปี (มักจะ 3-5 ปีขึ้นไป) แล้วหมอจะประเมินอีกครั้งว่ากระดูกแข็งแรงพอที่จะ "พักยา" ได้หรือยังครับ


ภาวะแทรกซ้อน (หากปล่อยไว้ไม่รักษา)

  1. กระดูกสันหลังยุบตัว ทำให้หลังค่อม ปวดหลังเรื้อรัง หายใจลำบาก

  2. กระดูกสะโพกหัก ทำให้ต้องนอนติดเตียง เสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระแสเลือด

  3. เสียความมั่นใจในการใช้ชีวิต ไม่กล้าออกไปไหนเพราะกลัวล้ม


วิธีป้องกันกระดูกพรุน (ทำได้ตั้งแต่วันนี้)

  1. ทานอาหารที่มีแคลเซียมและโปรตีนให้เพียงพอในทุกๆ วัน

  2. รับแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าเพื่อให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดี

  3. ออกกำลังกายที่มีการลงน้ำหนักสม่ำเสมอ

  4. ปรับสภาพแวดล้อมในบ้านให้ปลอดภัย เก็บพรม เช็ดพื้นให้แห้ง ป้องกันการลื่นล้ม

  5. ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนแล้ว ควรไปตรวจเช็กมวลกระดูก (DXA scan) สักครั้งครับ


Q&A Section คำถามที่คนค้นหาบ่อย

Q: กินแต่แคลเซียมเยอะๆ ไม่กินยารักษาได้ไหม? A: ถ้าเป็นกระดูกพรุนไปแล้ว แคลเซียมอย่างเดียวเอาไม่อยู่ครับ เปรียบเหมือนส่งปูนไปให้ แต่ไม่มีช่างไม้สร้างบ้าน ยารักษาจึงเป็นตัวบังคับให้ร่างกายนำแคลเซียมไปเสริมกระดูกครับ

Q: ยาฉีด 6 เดือน ลืมไปฉีดช้าได้ไหม? A: ไม่ควรเกิน 1 เดือนครับ ยาตัวนี้ (เดโนซูแมบ) ถ้าหยุดฉีดกะทันหัน กระดูกจะสลายตัวเร็วมากจนอาจเกิดกระดูกสันหลังยุบได้ ต้องมาฉีดให้ตรงเวลาครับ

Q: จะรู้ได้อย่างไรว่ายาได้ผล? A: หมอจะนัดตรวจมวลกระดูกซ้ำทุกๆ 1-2 ปีครับ และตรวจเลือดดูค่าการสร้างและสลายกระดูกเพื่อความมั่นใจว่ายาออกฤทธิ์เต็มที่ครับ


สรุป 5 ประเด็นสำคัญเรื่องยากระดูกพรุน

  1. ยารักษากระดูกพรุนไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด หากได้รับการประเมินและดูแลโดยแพทย์

  2. ต้องรับแคลเซียมและวิตามินดีให้เพียงพอเสมอ ไม่ว่าจะใช้ยาชนิดไหนก็ตาม

  3. การเคลียร์ช่องปากและทำฟันก่อนเริ่มยา คือหัวใจสำคัญในการป้องกันผลข้างเคียง

  4. ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด โดยเฉพาะยาแบบฉีดทุก 6 เดือน หากมีปัญหาให้ปรึกษาแพทย์

  5. การใช้ยาช่วยป้องกันกระดูกหักและการนอนติดเตียง คุ้มค่ากว่าการรอให้หักแล้วค่อยมารักษา

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#กระดูกพรุน #ยากระดูกพรุน #ปวดหลัง #กระดูกสันหลังยุบ #กระดูกสะโพกหัก #ผู้สูงอายุล้ม #หมอเก่งกระดูกและข้อ #แคลเซียม #ดูแลผู้สูงอายุ #ปวดเข่า #Osteoporosis #BoneHealth #Orthopedics #FallPrevention #HealthyAging


Reference List

  1. Camacho PM, Petak SM, Binkley N, Diab DL, Hassanein LS, Hurley DL, et al. American Association of Clinical Endocrinologists/American College of Endocrinology clinical practice guidelines for the diagnosis and treatment of postmenopausal osteoporosis – 2020 update. Endocr Pract. 2020 May;26(Suppl 1):1-46. doi:10.4158/GL-2020-0524SUPPL. PMID:32427503.
    แนวทางนี้เป็นคู่มือใหญ่สำหรับหมอใช้ประเมินภาวะกระดูกพรุนในหญิงวัยหมดประจำเดือน แนะนำว่าใครควรเริ่มยา ตัวไหนควรใช้เป็นลำดับแรก และเมื่อไหร่ควรเปลี่ยนหรือหยุดยา เพื่อลดโอกาสกระดูกหักให้มากที่สุด

  2. Black DM, Rosen CJ. Clinical practice. Postmenopausal osteoporosis. N Engl J Med. 2016 Jan 21;374(3):254-262. doi:10.1056/NEJMcp1513724. PMID:26789873.
    บทความนี้อธิบายภาพรวมการดูแลกระดูกพรุนในหญิงหลังหมดประจำเดือน ตั้งแต่การใช้ FRAX ประเมินความเสี่ยง เลือกใช้ยา bisphosphonate, denosumab, teriparatide ไปจนถึงแนวคิด “พักยา” และการเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนอย่างกระดูกต้นขาหักผิดปกติและกระดูกขากรรไกรตาย

  3. Cummings SR, San Martin J, McClung MR, Siris ES, Eastell R, Reid IR, et al. Denosumab for prevention of fractures in postmenopausal women with osteoporosis. N Engl J Med. 2009 Aug 20;361(8):756-765. doi:10.1056/NEJMoa0809493. PMID:19671655.
    การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าการฉีด denosumab ใต้ผิวหนังทุก 6 เดือนช่วยลดการหักของกระดูกสันหลัง กระดูกสะโพก และกระดูกส่วนอื่น ๆ ได้อย่างมีนัยสำคัญในหญิงที่เป็นโรคกระดูกพรุน โดยไม่พบผลข้างเคียงรุนแรงเพิ่มขึ้นในช่วงติดตาม 3 ปี

  4. Khan AA, Morrison A, Hanley DA, Felsenberg D, McCauley LK, O’Ryan F, et al. Diagnosis and management of osteonecrosis of the jaw: a systematic review and international consensus. J Bone Miner Res. 2015 Jan;30(1):3-23. doi:10.1002/jbmr.2405. PMID:25414052.
    บทความนี้รวบรวมข้อมูลและจัดทำฉันทามติสากลเกี่ยวกับ “กระดูกขากรรไกรตายจากยา” ที่พบในคนไข้ใช้ bisphosphonate หรือ denosumab ระยะยาว พร้อมแนะนำวิธีประเมินความเสี่ยง การปรึกษาทันตแพทย์ และแนวทางลดโอกาสเกิดภาวะนี้ก่อนทำหัตถการในช่องปาก

  5. Cosman F, Crittenden DB, Adachi JD, Binkley N, Czerwinski E, Ferrari S, et al. Romosozumab treatment in postmenopausal women with osteoporosis. N Engl J Med. 2016 Oct 20;375(16):1532-1543. doi:10.1056/NEJMoa1607948. PMID:27641143.
    งานวิจัยนี้ยืนยันว่ายา romosozumab ซึ่งเป็นแอนติบอดีต่อ sclerostin สามารถเพิ่มความหนาแน่นมวลกระดูกและลดการหักของกระดูกสันหลังได้มากกว่า placebo และเมื่อให้ต่อด้วย denosumab ยังช่วยลดกระดูกหักต่อเนื่อง จึงเหมาะกับผู้ป่วยที่เสี่ยงกระดูกหักสูงมาก