วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569

กินอะไรให้กระดูกแข็งแรง?" ไม่ได้มีแค่ 'นม' อย่างที่คิด! เจาะลึกอาหารบำรุงกระดูกฉบับอัปเดต 2026

 



กินอะไรให้กระดูกแข็งแรง?" ไม่ได้มีแค่ 'นม' อย่างที่คิด! เจาะลึกอาหารบำรุงกระดูกฉบับอัปเดต 2026

"คุณหมอคะ แม่กินนมทุกวันเลย ทำไมตรวจมวลกระดูกแล้วยังบางอยู่อีก?"

นี่เป็นคำถามยอดฮิตที่ผมเจอในห้องตรวจบ่อยมากครับ หลายคนเข้าใจว่าการบำรุงกระดูกคือการ "ดื่มนม" เพียงอย่างเดียว แต่ความจริงแล้ว กระดูกของเราเหมือน "บ้าน" ครับ การจะสร้างบ้านให้แข็งแรงไม่ได้มีแค่ปูน (แคลเซียม) เท่านั้น แต่ต้องมีเหล็กเส้น (โปรตีน) มีช่างคอยคุมงาน (วิตามินดี) และมีวัสดุตกแต่งอื่นๆ (แมกนีเซียม วิตามินเค) ทำงานร่วมกันเป็นระบบ

วันนี้หมอจะพาทุกคนไปเปิดตู้เย็น ดูว่าอาหารอะไรบ้างที่ช่วยให้ "ธนาคารกระดูก" ของเรามั่นคง ไม่ล้มละลายตอนแก่ครับ


เรื่องเล่าจากคนไข้: "นึกว่ากินดีแล้ว... แต่ทำไมกระดูกยังพรุน?"

ผมมีคนไข้ท่านหนึ่งชื่อ "ป้าสมศรี" (นามสมมติ) อายุ 62 ปี ป้าดูแลตัวเองดีมากครับ ดื่มนมวันละกล่อง กินผักเยอะ แต่ป้ามีนิสัยอย่างหนึ่งคือ "กลัวแดดมาก" และ "ชอบกินรสจัด"

ผลปรากฏว่าเมื่อตรวจมวลกระดูก (DXA Scan) กระดูกป้าเริ่มบางเข้าขั้นอันตรายครับ สาเหตุเพราะอะไร? เพราะป้าขาด "วิตามินดี" ที่ช่วยดูดซึมแคลเซียม และ "รสเค็ม" จากโซเดียมที่ป้าชอบ มันไปดึงแคลเซียมออกจากกระดูกแล้วขับออกทางปัสสาวะครับ

เคสป้าสมศรีสอนให้เรารู้ว่า "การกินเพื่อบำรุงกระดูก ไม่ใช่แค่การกินเข้าไป แต่คือการกินให้ 'สมดุล' และ 'ดูดซึมได้จริง' ครับ"


ความจริงเรื่องกระดูก

กระดูกไม่ใช่ก้อนหินนิ่งๆ นะครับ แต่มันเป็น "เนื้อเยื่อที่มีชีวิต" มีการสร้างใหม่และสลายตัวอยู่ตลอดเวลา (Pathogenesis)

  • ช่วงอายุ 0-30 ปี: คือช่วง "ขาขึ้น" ร่างกายสร้างกระดูกได้มากกว่าสลาย เราต้องรีบสะสมต้นทุนไว้
  • ช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไป: คือช่วง "เสมอตัว" และเริ่ม "ขาลง" ร่ายกายจะสลายกระดูกมากกว่าสร้าง
  • วัยหมดประจำเดือน: ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลง จะทำให้การสลายกระดูกพุ่งปรี๊ดเหมือนรถเบรกแตกครับ

หากเรากินอาหารบำรุงไม่ถึง กระดูกจะค่อยๆ กลวงและเปราะเหมือน "อิฐมอญที่ถูกปลวกแทะ" จนวันดีคืนดีแค่ลื่นล้มเบาๆ กระดูกก็หักได้ (Fragility Fracture)


5 ขุนพลอาหาร... บำรุงกระดูกให้เหล็กไหล

1. แคลเซียม (Calcium): "อิฐบล็อกหลักของกระดูก"

ร่างกายคนเราต้องการแคลเซียมประมาณ 800 - 1,200 มิลลิกรัมต่อวันครับ

  • นมและผลิตภัณฑ์จากนม: โยเกิร์ต, ชีส (เลือกสูตรไขมันต่ำหรือน้ำตาลน้อยจะดีมาก)
  • ปลาเล็กปลาน้อย: ปลาที่กินได้ทั้งก้าง เช่น ปลาซิว ปลากรอบ เพราะแคลเซียมส่วนใหญ่อยู่ที่ก้างครับ
  • เต้าหู้เหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง: มีแคลเซียมสูงและยังมีสารที่มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน ช่วยเรื่องกระดูกในผู้หญิงได้ด้วย
  • ผักใบเขียวเข้ม: คะน้า, กวางตุ้ง, บรอกโคลี (แต่ต้องระวังผักที่มีออกซาเลตสูงอย่างปวยเล้ง เพราะมันจะขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมครับ)

2. วิตามินดี (Vitamin D): "กุญแจเปิดประตูรับแคลเซียม"

ต่อให้กินแคลเซียมเยอะแค่ไหน ถ้าไม่มีวิตามินดี แคลเซียมเหล่านั้นจะถูกขับทิ้งหมดครับ

  • แสงแดด: วิธีที่ง่ายที่สุดคือการตากแดดช่วงเช้าหรือเย็นวันละ 15 นาที
  • เห็ดต่างๆ: โดยเฉพาะเห็ดหอม หรือเห็ดออรินจิ
  • ปลาที่มีไขมันสูง: เช่น ปลาแซลมอน, ปลาทู, ปลาสวายไทยเราก็มีวิตามินดีสูงนะครับ
  • ไข่แดง: มีวิตามินดีธรรมชาติที่ร่างกายนำไปใช้ได้ดี

3. โปรตีน (Protein): "เหล็กเส้นพยุงโครงสร้าง"

กระดูกไม่ได้มีแค่แคลเซียม แต่มี "คอลลาเจน" เป็นโครงสร้างยืดหยุ่น ถ้าขาดโปรตีน กระดูกจะเปราะหักง่ายเหมือนกิ่งไม้แห้ง

  • เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน, อกไก่, ไข่ขาว, และถั่วต่างๆ

4. แมกนีเซียมและวิตามินเค (Magnesium & Vitamin K): "ช่างตกแต่งผู้เก็บรายละเอียด"

  • แมกนีเซียม: พบในกล้วย, ถั่วเปลือกแข็ง (อัลมอนด์, เม็ดมะม่วงหิมพานต์), ธัญพืช ช่วยให้กระดูกมีความหนาแน่น
  • วิตามินเค: พบในผักใบเขียวและถั่วเน่า (นัตโตะ) ช่วย "ล็อก" แคลเซียมให้อยู่ในกระดูก ไม่ให้ไปเกาะตามหลอดเลือด

5. ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง

  • ฝรั่ง, ส้ม, กีวี่: วิตามินซีจำเป็นต่อการสร้างคอลลาเจนในกระดูกครับ

ปัจจัยเสี่ยง: กินแบบไหน... ทำร้ายกระดูก?

  • กินเค็มจัด (โซเดียมสูง): โซเดียมจะพาแคลเซียมออกจากร่างกายทางปัสสาวะ
  • ดื่มน้ำอัดลมเยอะ: ฟอสเฟตในน้ำอัดลมจะไปแย่งที่แคลเซียมในกระดูก
  • ดื่มคาเฟอีนเกินขนาด: กาแฟวันละเกิน 2-3 แก้ว อาจขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมเล็กน้อย (ถ้ากินนมชดเชยก็ยังพอไหวครับ)
  • แอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่: สารพิษเหล่านี้ไปทำลายเซลล์สร้างกระดูกโดยตรง

การสืบค้นและตรวจเช็ก: อยากรู้ว่ากระดูกดีไหม ทำอย่างไร?

หากคุณกังวลว่าที่กินไปบำรุงพอไหม หมอมีวิธีตรวจครับ:

  1. การตรวจเลือด: ดูระดับแคลเซียม, วิตามินดี และการทำงานของตับไต
  2. การตรวจมวลกระดูก (DXA Scan): เป็นวิธีมาตรฐาน (Gold Standard) ที่บอกได้เลยว่ากระดูกคุณอยู่ในระดับ "ปกติ", "บาง" หรือ "พรุน"
  3. การตรวจปัสสาวะ: ดูปริมาณการสลายกระดูกในบางกรณี

การรักษาและพยากรณ์โรค

หากตรวจพบว่ากระดูกเริ่มบาง การรักษาจะเริ่มจาก:

  • ปรับพฤติกรรมการกิน: เน้นอาหารตามที่หมอเล่าไปข้างต้น
  • ยากลุ่มเสริมสร้างกระดูก: มีทั้งแบบกินรายสัปดาห์ และแบบฉีดราย 6 เดือน (เช่น Denosumab) เพื่อเพิ่มมวลกระดูกอย่างรวดเร็ว

พยากรณ์โรค: หากตรวจพบไวและปรับการกินตั้งแต่อยู่ในภาวะ "กระดูกบาง" (Osteopenia) มีโอกาสสูงมากที่มวลกระดูกจะกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมครับ แต่ถ้าปล่อยจนพรุนและหัก การรักษาจะซับซ้อนและต้องดูแลตลอดชีวิตครับ


สรุป

อาหารบำรุงกระดูกที่ดีที่สุดไม่ใช่ "ยาเม็ดราคาแพง" ครับ แต่คือ "ความหลากหลาย" บนจานอาหารของคุณในทุกมื้อ เน้นแคลเซียมจากธรรมชาติ รับวิตามินดีจากแสงแดด กินโปรตีนให้เพียงพอ และเลี่ยงรสจัด เพียงเท่านี้ "บ้าน" หลังใหญ่ที่ชื่อว่าร่างกายของคุณ ก็จะมีเสาเข็มที่แข็งแรงไปจนถึงวัยชราครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#อาหารบำรุงกระดูก #กระดูกพรุน #แคลเซียม #วิตามินดี #สุขภาพผู้สูงอายุ #หมอเก่ง #กินอะไรดี #ป้องกันกระดูกหัก #ความรู้สุขภาพ #ปวดหลัง #กระดูกบาง #Osteoporosis


References

  1. Weaver CM, et al. (2016). Calcium plus vitamin D supplementation and risk of fractures: an updated meta-analysis from the National Osteoporosis Foundation. Osteoporosis International. สรุปเรื่องการเสริมแคลเซียมและวิตามินดีในการลดความเสี่ยงกระดูกหัก
  2. Heaney RP. (2006). Role of dietary protein in bone health. Journal of the American College of Nutrition. ความสำคัญของโปรตีนที่มีต่อความแข็งแรงของกระดูก
  3. Vermeer C, et al. (2011). Vitamin K and bone health. Food & Function. บทบาทของวิตามินเคในการช่วยเก็บแคลเซียมเข้าสู่กระดูก
  4. Thai Osteoporosis Foundation (TOPF). (2024). Dietary Guidelines for Bone Health in Thai Populations. แนวทางโภชนาการเพื่อสุขภาพกระดูกสำหรับคนไทย
  5. Boonen S, et al. (2011). Management of osteoporosis in men. The Lancet Diabetes & Endocrinology. ข้อมูลเรื่องสารอาหารและการจัดการโรคกระดูกพรุนในเพศชายและหญิง

อายุยังไม่ถึง 50 อยากตรวจมวลกระดูก ตรวจได้ไหม? แล้วควรตรวจหรือยัง?"

 



อายุยังไม่ถึง 50 อยากตรวจมวลกระดูก ตรวจได้ไหม? แล้วควรตรวจหรือยัง?"

เป็นคำถามที่ดีและทันสมัยมากครับ! หลายคนมักเข้าใจผิดว่า "โรคกระดูกพรุน" เป็นเรื่องของคนวัย 60-70 ปีเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง "ต้นทุนกระดูก" ของเราถูกสะสมมาตั้งแต่วัยรุ่น และเริ่มหยุดสร้างตั้งแต่อายุ 30 ปี หลังจากนั้นคือช่วง "ถอนทุนคืน" อย่างเดียวครับ

วันนี้หมอจะมาไขข้อข้องใจว่า คนวัย 30-40 ปีอย่างพวกเรา จำเป็นต้องเดินไปตรวจมวลกระดูก (DXA Scan) หรือยัง?


เรื่องเล่าจากคนไข้: "อายุน้อย... แต่กระดูกบางเท่าคนวัย 70"

ผมเคยเจอคนไข้ผู้หญิงคนหนึ่งอายุเพียง 38 ปี เธอมาหาผมด้วยอาการปวดหลังเรื้อรัง พอลองซักประวัติพบว่าเธอไดเอทอย่างเข้มงวดมานาน ไม่กินนม ไม่โดนแดด และสูบบุหรี่จัด พอผมส่งตรวจมวลกระดูก ผลออกมาน่าตกใจมากครับ เพราะค่า T-score ของเธอติดลบจนเกือบเข้าเกณฑ์กระดูกพรุนเหมือนคนอายุ 70 ปี!

เคสนี้บอกเราว่า "ตัวเลขจังหวะชีวิต" สำคัญกว่า "ตัวเลขปีเกิด" ครับ


อายุไม่ถึง 50 ตรวจได้ไหม? และ "ข้อบ่งชี้" มีอะไรบ้าง?

คำตอบคือ "ตรวจได้ครับ" แต่ถ้าไม่มีปัจจัยเสี่ยงเลย หมอมักจะยังไม่แนะนำให้ตรวจหว่านแห เพราะค่าที่ได้อาจจะยังไม่สะท้อนความเสี่ยงจริงในอนาคต แต่ถ้าคุณมีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ "ควรตรวจทันที" แม้อายุจะยังไม่ถึง 50 ครับ:

  1. ประจำเดือนหมดก่อนกำหนด: ไม่ว่าจะหมดเองตามธรรมชาติ หรือถูกผ่าตัดมดลูก/รังไข่ออกก่อนอายุ 45 ปี เพราะฮอร์โมนเอสโตรเจนที่หายไปคือตัวการหลักที่ทำให้กระดูกละลายเร็ว
  2. ใช้ยาสเตียรอยด์ต่อเนื่อง: เช่น คนที่เป็นโรคพุ่มพวง (SLE) หรือรูมาตอยด์ ที่ต้องกินยากดภูมิเป็นเวลานาน (เกิน 3 เดือน)
  3. มีโรคประจำตัวที่ส่งผลต่อกระดูก: เช่น โรคไทรอยด์เป็นพิษ, โรคตับเรื้อรัง, โรคไต หรือโรคที่มีปัญหาการดูดซึมอาหาร
  4. รูปร่างผอมบางเกินไป: ดัชนีมวลกาย (BMI) น้อยกว่า 18.5 หรือน้ำหนักตัวน้อยกว่า 45 กิโลกรัม
  5. เคยกระดูกหักง่าย: เช่น แค่ลื่นล้มเบาๆ แต่ข้อมือหัก หรือกระดูกสันหลังทรุด (อันนี้คือสัญญาณอันตรายที่สุดครับ)
  6. ไลฟ์สไตล์เสี่ยง: สูบบุหรี่จัด, ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ หรือดื่มกาแฟมากกว่า 3 แก้วต่อวัน

ถ้าตรวจก่อน... จะเป็นอะไรไหม?

การตรวจมวลกระดูกด้วยเครื่อง DXA Scan (การใช้รังสีเอกซเรย์พลังงานต่ำ) ไม่มีอันตรายครับ ปริมาณรังสีน้อยมาก (น้อยกว่าการเอกซเรย์ปอดทั่วไปเสียอีก)

ผลเสียเพียงอย่างเดียวของการตรวจก่อนเวลา: คือ "ความกังวลที่เกินจริง" เพราะในคนอายุน้อย หมอจะไม่ได้ใช้ค่า T-score (เทียบกับคนหนุ่มสาว) เป็นหลัก แต่จะใช้ค่า Z-score (เทียบกับคนอายุเท่ากัน) หากเราไปตรวจในที่ที่แปลผลไม่เชี่ยวชาญ อาจทำให้เราตกใจว่ากระดูกบาง ทั้งที่จริงๆ อาจจะเป็นไปตามวัยหรือกรรมพันธุ์ครับ


ตรวจได้ที่ไหนบ้าง?

  • โรงพยาบาลรัฐและเอกชนขนาดใหญ่: จะมีเครื่อง DXA Scan มาตรฐาน (ตรวจที่กระดูกสันหลังและข้อสะโพก) ซึ่งเป็นวิธีที่แม่นยำที่สุด
  • คลินิกเฉพาะทางกระดูก: บางแห่งมีเครื่องตรวจมวลกระดูกขนาดเล็ก หรือเครื่องตรวจที่ส้นเท้า (Ultrasound) ซึ่งใช้ "คัดกรองเบื้องต้น" ได้ดี แต่ถ้าจะยืนยันเพื่อรับยา ต้องใช้เครื่องใหญ่ที่โรงพยาบาลครับ

แนวทางการดูแลตัวเอง (ก่อนจะพรุน)

หากคุณอายุยังน้อย หมอแนะนำให้สะสม "ธนาคารกระดูก" ดังนี้ครับ:

  • กินแคลเซียมให้ถึง: นม ปลาเล็กปลาน้อย ผักใบเขียว
  • รับวิตามินดี: ตากแดดอ่อนๆ ช่วงเช้าหรือเย็นวันละ 15 นาที
  • ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก (Weight-bearing): เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ หรือยกเวท เพื่อกระตุ้นให้กระดูกสร้างเนื้อใหม่

สรุป

อายุไม่ถึง 50 ก็ตรวจมวลกระดูกได้ครับ หากคุณมีปัจจัยเสี่ยง หรือมีความกังวลใจจากไลฟ์สไตล์ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย การตรวจจะช่วยให้เรา "รู้ต้นทุน" ของตัวเอง และวางแผนป้องกันได้ทันท่วงที ดีกว่ารอให้หักแล้วค่อยมารักษาครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ตรวจมวลกระดูก #กระดูกพรุน #สุขภาพผู้หญิง #วัยทำงาน #หมอเก่ง #DXAscan #แคลเซียม #ป้องกันกระดูกพรุน #ปวดหลัง #กระดูกบาง


References

  1. Cosman F, et al. (2014). Clinician's Guide to Prevention and Treatment of Osteoporosis. Osteoporosis International. เกี่ยวกับข้อบ่งชี้ในการตรวจมวลกระดูกในกลุ่มอายุต่างๆ
  2. Kanis JA, et al. (2019). European guidance for the diagnosis and management of osteoporosis in postmenopausal women. Osteoporosis International. แนวทางการวินิจฉัยและคัดกรองผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง
  3. Lewiecki EM. (2010). Clinical applications of dual-energy X-ray absorptiometry for indicating bone health. Nature Reviews Rheumatology. การประยุกต์ใช้การตรวจ DXA ในเวชปฏิบัติ
  4. Thai Osteoporosis Foundation (TOPF). (2024). แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลโรคกระดูกพรุน. ข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงในคนไทย
  5. World Health Organization (WHO). (2023). Assessment of fracture risk and its application to screening for postmenopausal osteoporosis. เกณฑ์การคัดกรองและการวินิจฉัยระดับสากล

กลัวยาฉีดแก้กระดูกพรุน..." ความกังวลใจยอดฮิตเกี่ยวกับยา Denosumab และความจริงที่ต้องรู้

 


กลัวยาฉีดแก้กระดูกพรุน..." ความกังวลใจยอดฮิตเกี่ยวกับยา Denosumab และความจริงที่ต้องรู้

"คุณหมอคะ แม่เป็นกระดูกพรุนรุนแรง หมอแนะนำให้ฉีดยาปีละ 2 ครั้งที่ชื่อว่า Denosumab (ดีโนซูแมบ) แต่พอกลับไปหาข้อมูลในเน็ต เจอแต่เรื่องผลข้างเคียงน่ากลัวๆ ทั้งกระดูกกรามตาย ทั้งฟันหลุด แม่กลัวมากจนไม่กล้าฉีดแล้วค่ะ"

นี่คือสถานการณ์จริงที่ผมเจอเกือบทุกสัปดาห์ครับ เมื่อคนไข้หรือญาติได้ยินชื่อ "ยาฉีด" และอ่านเจอผลข้างเคียงที่ดูรุนแรง ความกังวลก็ตามมาจนบางครั้งยอม "หยุดการรักษา" ทั้งที่กระดูกบางมากจนเสี่ยงหักได้ทุกเมื่อ

วันนี้ผมจะขอใช้บทบาทหมอกระดูก มาเล่าความจริงเกี่ยวกับยานี้ให้ฟังแบบภาษาชาวบ้าน เพื่อให้เราเลิกกลัวแบบไม่มีข้อมูล และตัดสินใจรักษาได้อย่างสบายใจครับ


เรื่องเล่าจากคนไข้: "เกือบจะเลิกฉีดเพราะฟังเขามา"

มีคุณป้าวัย 75 ท่านหนึ่ง กระดูกสันหลังยุบไปแล้ว 2 ข้อ ปวดหลังจนเดินไม่ได้ ผมแนะนำให้ฉีดยา Denosumab เพื่อเพิ่มความหนาแน่นกระดูก ป้ากลับไปนอนก่ายหน้าผากอยู่ 3 วัน เพราะเพื่อนที่เต้นแอโรบิกด้วยกันบอกว่า "ระวังนะ ฉีดแล้วกรามจะเน่า ฟันจะหลุดหมดปาก"

ผมต้องมานั่งอธิบายให้ป้าฟังว่า "ความเสี่ยงน่ะมีครับ แต่มันน้อยกว่าโอกาสที่ป้าจะล้มแล้วกระดูกสะโพกหักจนเดินไม่ได้หลายร้อยเท่า" สุดท้ายป้าตัดสินใจฉีด ผ่านมา 3 ปีตอนนี้กระดูกป้าแข็งแรงขึ้นมาก และฟันก็ยังอยู่ครบทุกซี่ครับ


ยา Denosumab คืออะไร? และทำไมต้องฉีด?

กระดูกของเราเหมือนบ้านที่ต้องมีการซ่อมแซมตลอดเวลาครับ มี "หน่วยสร้าง" และ "หน่วยทำลาย" ทำงานแข่งกัน แต่พอเราอายุมากหรือเป็นกระดูกพรุน หน่วยทำลายจะขยันเกินเหตุ จนกระดูกกลวงและเปราะ

  • หน้าที่ของยา: ยานี้จะเข้าไป "ล็อคแขน" หน่วยทำลายกระดูกไม่ให้ทำงานมากเกินไป ช่วยให้กระดูกมีโอกาสสร้างเนื้อกลับมาหนาแน่นขึ้น
  • วิธีใช้: ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง (เหมือนฉีดเบาหวาน) เพียงแค่ "6 เดือนครั้ง" หรือปีละ 2 ครั้งเท่านั้นครับ สะดวกมากสำหรับคนที่ไม่ชอบกินยาบ่อยๆ

ถ้าฉีดไปแล้ว ผลลัพธ์จริงๆ ที่จะได้คืออะไร? ร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไปในทางไหนบ้าง?" วันนี้ผมจะมาสรุปให้ฟังชัดๆ ครับว่า เมื่อยาตัวนี้เข้าสู่ร่างกายแล้ว มันไปทำหน้าที่อะไรและให้ผลลัพธ์อย่างไรกับกระดูกของเรา


1. ยาทำงานอย่างไร? (กลไกการออกฤทธิ์)

ในร่างกายเราจะมี "เซลล์สลายกระดูก" (Osteoclast) ที่คอยกัดกินเนื้อกระดูก ยา Denosumab เป็นยาในกลุ่มชีววัตถุ (Monoclonal Antibody) ที่มีความจำเพาะสูงมาก มันจะวิ่งเข้าไป "เกาะ" และ "ยับยั้ง" โปรตีนที่ชื่อว่า RANKL ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นหลักของเซลล์สลายกระดูก

ผลคือ: เซลล์สลายกระดูกจะหยุดทำงานและลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว ทำให้กระดูกไม่ถูกกัดกินเพิ่มครับ


2. มวลกระดูกเพิ่มขึ้น (Increase Bone Mineral Density - BMD)

นี่คือผลลัพธ์หลักที่หมอต้องการครับ จากงานวิจัยระดับโลกพบว่า:

  • กระดูกสันหลัง: มวลกระดูกจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี (ประมาณ 3-5% ต่อปีใน 3 ปีแรก)
  • กระดูกสะโพก: มวลกระดูกจะค่อยๆ หนาตัวขึ้น ช่วยให้โครงสร้างส่วนที่รับน้ำหนักแข็งแรงขึ้น
  • ผลระยะยาว: เมื่อฉีดต่อเนื่อง มวลกระดูกจะค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งต่างจากยากินบางชนิดที่อาจจะมีจุดอิ่มตัวเร็วกว่า

3. ลดความเสี่ยง "กระดูกหัก" (Fracture Reduction)

เป้าหมายสูงสุดของการรักษาไม่ใช่แค่ตัวเลขมวลกระดูกที่สวยงาม แต่คือการ "ไม่ให้กระดูกหัก" ครับ ผลจากการฉีด Denosumab คือ:

  • ลดความเสี่ยงกระดูกสันหลังยุบตัวได้ประมาณ 70%
  • ลดความเสี่ยงกระดูกสะโพกหักได้ประมาณ 40%
  • ลดความเสี่ยงกระดูกส่วนอื่นๆ (เช่น ข้อมือ) หักได้ประมาณ 20%

4. ความสะดวกและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

  • ฉีดเพียงปีละ 2 ครั้ง: ไม่ต้องตื่นมาทานยาทุกสัปดาห์ หรือต้องนั่งตัวตรงหลังทานยาเหมือนยากินกลุ่มเดิม ลดผลข้างเคียงเรื่องการระคายเคืองทางเดินอาหาร
  • ใช้ได้ในคนไข้โรคไต: ยาตัวนี้ไม่ได้ขับออกทางไตเป็นหลัก จึงเป็นทางเลือกที่ดีมากสำหรับผู้สูงอายุที่มีค่าการทำงานของไตเริ่มลดลง (ซึ่งยากินกลุ่มอื่นมักมีข้อจำกัด)

5. สิ่งที่ "ต้องระวัง" เมื่อหยุดฉีด (Rebound Effect)

ผลลัพธ์สำคัญอย่างหนึ่งที่คนไข้ต้องทราบคือ ยาตัวนี้ออกฤทธิ์ได้ประมาณ 6 เดือนแล้วจะหมดไป หากหยุดฉีดหรือฉีดช้าเกินกำหนด เซลล์สลายกระดูกจะกลับมาทำงานอย่างบ้าคลั่งทันที (Rebound) ทำให้มวลกระดูกลดลงฮวบฮาบ และเสี่ยงกระดูกสันหลังยุบตัวหลายข้อพร้อมกัน

สรุปผลลัพธ์: ฉีดแล้วกระดูกแข็งแรงขึ้น ลดโอกาสพิการจากกระดูกหัก แต่ต้อง "ฉีดให้ตรงเวลาทุก 6 เดือน" และห้ามหยุดยาเองโดยเด็ดขาดครับ


เจาะลึกผลข้างเคียง... ที่หลายคนกังวลจนนอนไม่หลับ

เรามาดูผลข้างเคียงที่คนกลัวที่สุด 2 อย่างนี้ครับ:

  1. ภาวะกระดูกกรามตาย (ONJ): นี่คือสิ่งที่คนกลัวที่สุด ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า ในคนไข้ที่ฉีดรักษาโรคกระดูกพรุนทั่วไป พบได้น้อยมาก (ประมาณ 1 ใน 10,000 ถึง 1 ใน 100,000 คน) ส่วนใหญ่มักเกิดในคนไข้ที่เป็นมะเร็งลุกลามแล้วได้รับยาในปริมาณที่สูงกว่านี้มากครับ
    • วิธีป้องกัน: ก่อนเริ่มยา ควรเคลียร์ช่องปาก ถอนฟันหรือรักษารากฟันให้เรียบร้อย และแจ้งทันตแพทย์ทุกครั้งว่าเราใช้ยานี้อยู่
  2. กระดูกต้นขาหักผิดปกติ (Atypical Femoral Fracture): พบได้น้อยมากเช่นกัน มักเกิดในคนที่ใช้ยากลุ่มยับยั้งการทำลายกระดูกต่อเนื่องนานเกิน 5-10 ปีโดยไม่มีการพักยา
    • วิธีป้องกัน: หมอจะมีการประเมินและ "พักยา" (Drug Holiday) เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมครับ
  3. อาการอื่นๆ: เช่น ผื่นคัน หรือแคลเซียมในเลือดต่ำ (ซึ่งหมอจะให้กินแคลเซียมและวิตามินดีควบคู่ไปด้วยเพื่อป้องกันครับ)

ทำไมเราถึง "ไม่ควรกลัวจนไม่รักษา"?

ถ้าเรา "ไม่ฉีดยา" ทั้งที่กระดูกพรุนรุนแรง สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ:

  • กระดูกสะโพกหัก: หากหักแล้ว 20% ของผู้สูงอายุมีโอกาสเสียชีวิตภายใน 1 ปี และอีก 50% อาจจะกลับมาเดินไม่ได้ปกติอีกเลย
  • กระดูกสันหลังทรุด: ทำให้หลังโกง ปวดหลังเรื้อรัง ปอดขยายตัวได้น้อยลง หายใจลำบาก
  • ความพิการ: ต้องเป็นภาระให้ลูกหลานดูแลระยะยาว

เมื่อเทียบความเสี่ยงของการ "ไม่รักษา" (ที่โอกาสหักมีสูงมาก) กับความเสี่ยงจาก "ผลข้างเคียงยา" (ที่พบน้อยมาก) การรักษาจึงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่ามหาศาลครับ


การสืบค้นก่อนและระหว่างรักษา

เพื่อให้การฉีดยาปลอดภัยที่สุด หมอจะทำสิ่งเหล่านี้ครับ:

  • ตรวจมวลกระดูก (DXA Scan): เพื่อยืนยันว่าพรุนจริงและใช้ติดตามผลทุก 1-2 ปี
  • ตรวจเลือด: เช็กค่าแคลเซียมและวิตามินดี รวมถึงการทำงานของไต
  • ตรวจสุขภาพฟัน: หมอจะแนะนำให้ตรวจฟันก่อนเริ่มเข็มแรกเสมอ

พยากรณ์โรค: ผลลัพธ์หลังฉีด

คนไข้ส่วนใหญ่ที่ฉีด Denosumab มวลกระดูกจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องใน 3 ปีแรก ความเสี่ยงในการเกิดกระดูกหักลดลงอย่างชัดเจนถึง 60-70% ครับ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ "ห้ามหยุดยาเอง" เพราะหากเลยกำหนดฉีดนานเกินไป มวลกระดูกที่สร้างมาอาจจะลดลงอย่างรวดเร็ว (Rebound effect) ดังนั้นต้องฉีดให้ตรงเวลาทุก 6 เดือนครับ


สรุป

ยา Denosumab เป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงและมีความปลอดภัยดีมากหากใช้อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผลข้างเคียงที่น่ากลัวนั้นมีโอกาสเกิดน้อยมากเหมือนการถูกหวยรางวัลที่ 1 อย่าให้ความกังวลที่เกินจริงมาขวางกั้นการรักษาที่จะช่วยให้คุณเดินได้แข็งแรงไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิตครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#กระดูกพรุน #ยาฉีดกระดูกพรุน #Denosumab #สุขภาพผู้สูงอายุ #หมอเก่ง #กระดูกกรามตาย #แคลเซียม #ปวดหลัง #กระดูกหัก #ป้องกันกระดูกพรุน


References

  1. Cummings SR, et al. (2009). Denosumab for prevention of fractures in postmenopausal women with osteoporosis. New England Journal of Medicine. การศึกษาหลักที่ยืนยันประสิทธิภาพของยาในการลดกระดูกหัก
  2. Bone HG, et al. (2017). 10 years of denosumab treatment in postmenopausal women with osteoporosis. The Lancet Diabetes & Endocrinology. ผลการติดตามความปลอดภัยและประสิทธิภาพของยาต่อเนื่อง 10 ปี
  3. Adler RA, et al. (2016). Managing osteoporosis in patients on long-term bisphosphonate treatment. Journal of Bone and Mineral Research. แนวทางการดูแลและป้องกันผลข้างเคียงระยะยาว
  4. Khan AA, et al. (2015). Diagnosis and management of osteonecrosis of the jaw. Journal of Bone and Mineral Research. ข้อมูลเรื่องภาวะกระดูกกรามตายและการป้องกันในคนไข้ที่ใช้ยา
  5. Lamy O, et al. (2019). Stop denosumab? No, but be careful. Revue Medicale Suisse. ข้อมูลเรื่อง Rebound effect หลังหยุดยา
  6. Miller PD, et al. (2008). Effect of denosumab on bone mineral density and remodeling in postmenopausal women with low bone mass. Journal of Bone and Mineral Research.
  7. Thai Osteoporosis Foundation (TOPF). (2024). Clinical Practice Guideline for Management of Osteoporosis. แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลโรคกระดูกพรุนของประเทศไทย



วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ฝังรากเทียมขณะใช้ยาแก้กระดูกพรุน อันตรายจริงไหม? เรื่องที่คนอยากทำฟันต้องรู้ก่อนกังวลจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ

 



ฝังรากเทียมขณะใช้ยาแก้กระดูกพรุน อันตรายจริงไหม? เรื่องที่คนอยากทำฟันต้องรู้ก่อนกังวลจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ

"คุณหมอครับ ผมอยากไปทำรากเทียมมากเลย แต่หมอฟันบอกว่าผมกินยาแก้กระดูกพรุนอยู่ ทำไม่ได้เด็ดขาด เพราะกระดูกขากรรไกรอาจจะตาย... มันน่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอครับ?"

นี่คือคำถามยอดฮิตที่คุณลุงสมชาย (นามสมมติ) วัย 68 ปี ถามผมด้วยสีหน้ากังวลสุดขีด ลุงสมชายเป็นคนไข้โรคกระดูกพรุนที่ดูแลกับผมมานาน แกทานยาเม็ดสัปดาห์ละครั้งต่อเนื่องมาหลายปี พอฟันหลออยากจะเคี้ยวอาหารให้อร่อยเหมือนสมัยหนุ่มๆ กลับเจอคำเตือนที่ทำให้ขวัญเสีย

วันนี้ผมจะมาไขข้อข้องใจแบบภาษาบ้านๆ ให้ฟังครับว่า จริงๆ แล้วคนไข้ที่ทานยาหรือฉีดยาแก้กระดูกพรุนกลุ่ม "บิสฟอสโฟเนต" (Bisphosphonates) สามารถฝังรากเทียมได้หรือไม่ และต้องเตรียมตัวอย่างไรให้ปลอดภัยที่สุด


ทำความเข้าใจก่อน: ยาตัวนี้ทำหน้าที่อะไร?

ก่อนอื่นต้องบอกว่ายาในกลุ่มบิสฟอสโฟเนต (เช่น Alendronate ที่เป็นยาเม็ด หรือ Zoledronic acid ที่เป็นยาฉีดรายปี) คือฮีโร่ที่ช่วยลดความเสี่ยงกระดูกหักในผู้สูงอายุได้มหาศาลครับ หลักการทำงานของมันคือ "การไปยับยั้งตัวทำลายกระดูก" ทำให้กระดูกเราหนาแน่นขึ้น ไม่เปราะหักง่าย

แต่เหรียญมีสองด้านเสมอครับ เนื่องจากยาตัวนี้ไปลดการสลายตัวของกระดูก ทำให้กระดูกมีการ "ซ่อมแซมตัวเอง" (Remodeling) ช้าลงกว่าปกติ ซึ่งในร่างกายเรา กระดูกที่มีการผลัดเปลี่ยนเซลล์บ่อยที่สุดจุดหนึ่งก็คือ **"กระดูกขากรรไกร"**นั่นเองครับ

เมื่อเราไปทำหัตถกรรมหนักๆ เช่น การถอนฟัน หรือการฝังรากเทียมที่ต้องเจาะเข้าไปในกระดูก หากร่างกายซ่อมแซมแผลไม่ทัน หรือมีการติดเชื้อแทรกซ้อน ก็อาจเกิดภาวะที่เรียกว่า "กระดูกขากรรไกรตาย" (Osteonecrosis of the Jaw หรือ ONJ) ซึ่งเป็นภาวะที่เนื้อเยื่อเหงือกไม่ปิดแผล และมองเห็นกระดูกโผล่ออกมาเป็นเวลานานกว่า 8 สัปดาห์


ความจริงที่น่าตกใจ (แต่ช่วยให้สบายใจขึ้น)

หลายคนฟังแล้วอาจจะกลัวจนไม่กล้าแตะยา แต่ฟังทางนี้ก่อนครับ จากข้อมูลทางการแพทย์ล่าสุด โอกาสเกิดภาวะกระดูกขากรรไกรตายในคนไข้ที่ทานยาแก้กระดูกพรุนเพื่อรักษา "โรคกระดูกพรุนทั่วไป" นั้น ต่ำมาก ครับ

  • สถิติบอกว่าพบเพียงประมาณ 0.01% ถึง 0.1% เท่านั้น (หรือประมาณ 1 ใน 1,000 ถึง 1 ใน 10,000 ราย)
  • ส่วนใหญ่เคสที่อันตรายจริงๆ มักเป็นคนไข้โรคมะเร็งที่ได้รับยาตัวนี้ใน "ปริมาณสูงมากและฉีดบ่อยทุกเดือน" เพื่อรักษาอาการมะเร็งลามไปกระดูก

ดังนั้น สำหรับคุณลุงคุณป้าที่ทานยาเม็ดอาทิตย์ละครั้ง หรือฉีดยาปีละครั้งเพื่อกันกระดูกหัก ความเสี่ยงถือว่าน้อยมากครับ แต่ก็ "ไม่ใช่ศูนย์" เราจึงต้องระวังกันไว้ก่อน


อาการที่ต้องสังเกต

หากคุณกำลังใช้ยาอยู่ แล้วไปทำฟันมา หรืออยู่ดีๆ มีอาการเหล่านี้ ควรรีบไปพบหมอฟันหรือหมอกระดูกทันทีครับ:

  1. ปวดเหงือกหรือฟันอย่างรุนแรงโดยหาสาเหตุไม่ได้
  2. เหงือกบวมแดง อักเสบเรื้อรัง
  3. มีหนองไหลออกมาจากเหงือก
  4. ฟันโยกผิดปกติ
  5. เห็นเศษกระดูกสีขาวๆ โผล่ออกมาในช่องปาก และแผลไม่ยอมปิดสักที

แนวทางปฏิบัติ: ถ้าจะฝังรากเทียม ต้องทำยังไง?

ข้อมูลอัปเดตล่าสุดจากสมาคมศัลยกรรมช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียล (AAOMS) และแนวทางเวชปฏิบัติปัจจุบัน สรุปขั้นตอนให้เข้าใจง่ายๆ ดังนี้ครับ:

1. ปรึกษาหมอกระดูกก่อนเสมอ อย่าหยุดยาเองเด็ดขาดครับ! หมอกระดูกจะประเมินว่าคุณมีความเสี่ยงแค่ไหน โดยดูจาก "ระยะเวลาที่ใช้ยา"

  • ใช้ยาน้อยกว่า 4 ปี: และไม่มีปัจจัยเสี่ยงอื่น (เช่น ไม่ได้ทานสเตียรอยด์) โดยส่วนใหญ่สามารถฝังรากเทียมได้เลยตามปกติครับ ไม่จำเป็นต้องหยุดยา
  • ใช้ยามากกว่า 4 ปี: หรือมีปัจจัยเสี่ยงร่วม หมออาจจะพิจารณาให้ "พักยา" (Drug Holiday) ประมาณ 2-4 เดือนก่อนทำฟัน และรอจนแผลหายสนิทค่อยกลับมาเริ่มยาใหม่

2. ตรวจสุขภาพช่องปากให้คลีนที่สุด ก่อนจะฝังรากเทียม คุณต้องรักษาโรคเหงือก อุดฟันที่ผุ และขูดหินปูนให้เรียบร้อย เพราะ "การติดเชื้อในช่องปาก" คือตัวจุดชนวนที่สำคัญที่สุดที่ทำให้กระดูกตาย ไม่ใช่แค่ตัวยาเพียงอย่างเดียวครับ

3. การเลือกใช้ยา กรณีที่ต้องฝังรากเทียมจริงๆ หมอฟันอาจจะเลือกใช้เทคนิคที่ถนอมเนื้อเยื่อที่สุด หรือใช้ยาปฏิชีวนะช่วยในช่วงที่ทำ เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อ

4. การดูแลหลังทำ ต้องรักษาความสะอาดแบบ 10 เต็ม 10 ครับ บ้วนปากตามคำแนะนำหมอฟัน และนัดตรวจติดตามแผลอย่างต่อเนื่องจนกว่าแผลจะปิดสนิท 100%


สรุป: กินยาอยู่ ทำรากเทียมได้ไหม?

คำตอบคือ "ทำได้ครับ แต่ต้องวางแผน" เราไม่ควรกลัวจนปฏิเสธการรักษาโรคกระดูกพรุน เพราะกระดูกสะโพกหักอันตรายถึงชีวิตมากกว่าเรื่องฟันหลายเท่าครับ ในขณะเดียวกัน เราก็ไม่ควรละเลยความเสี่ยงเรื่องขากรรไกร

สูตรสำเร็จคือ: "บอกหมอฟันว่ากินยาอะไร บอกหมอกระดูกว่าจะทำรากเทียมเมื่อไหร่" ให้คุณหมอทั้งสองท่านได้คุยกันหรือส่งข้อมูลถึงกัน เท่านี้คุณลุงคุณป้าก็จะมีกระดูกที่แข็งแรงและมีรอยยิ้มที่มั่นใจเหมือนเดิมแล้วครับ


หากท่านใดที่มีความเห็นต่างหรือกังวลใจเกี่ยวกับข้อมูลนี้ สามารถแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้ด้วยความยินดีครับ ข้อมูลทางการแพทย์มีการพัฒนาอยู่เสมอ และการรักษาก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลที่แตกต่างกันไป

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#กระดูกพรุน #ฝังรากเทียม #บิสฟอสโฟเนต #กระดูกขากรรไกรตาย #หมอเก่ง #รักษากระดูก #สุขภาพผู้สูงอายุ #ทำฟัน #รากเทียม #ความรู้สุขภาพ


References

  1. Adler RA, et al. (2016). Managing Osteoporosis in Patients on Long-term Bisphosphonate Treatment: Report of a Task Force of the American Society for Bone and Mineral Research. Journal of Bone and Mineral Research.
    • สรุป: แนวทางวิชาการเกี่ยวกับการใช้ยาบิสฟอสโฟเนตในระยะยาว และการประเมินช่วงเวลาที่ควรพักยา (Drug Holiday) เพื่อลดผลข้างเคียง
  2. Ruggiero SL, et al. (2022). American Association of Oral and Maxillofacial Surgeons (AAOMS) Position Paper on Medication-Related Osteonecrosis of the Jaws—2022 Update. Journal of Oral and Maxillofacial Surgery.
    • สรุป: ข้อมูลอัปเดตล่าสุดเกี่ยวกับการวินิจฉัยและการจัดการภาวะกระดูกขากรรไกรตายจากการใช้ยา รวมถึงความเสี่ยงในคนไข้ฝังรากเทียม
  3. Khan AA, et al. (2015). Diagnosis and Management of Osteonecrosis of the Jaw: A Systematic Review and International Consensus. Journal of Bone and Mineral Research.
    • สรุป: บทความฉันทามติระดับนานาชาติที่อธิบายกลไกการเกิดโรคและการดูแลรักษาคนไข้ที่มีปัญหาขากรรไกรจากยาแก้กระดูกพรุน
  4. Papapoulos S, et al. (2018). Bisphosphonates in the Management of Postmenopausal Osteoporosis. Archives of Osteoporosis.
    • สรุป: รวบรวมประสิทธิภาพของการใช้ยาบิสฟอสโฟเนตในการป้องกันกระดูกหัก และการเปรียบเทียบความเสี่ยงกับประโยชน์ที่ได้รับ
  5. Reid IR. (2020). Short-term and Long-term Effects of Osteoporosis Therapies on Bone Loss and Fracture Prevention. Endocrine Reviews.
    • สรุป: การศึกษาถึงผลกระทบของยาต่อเซลล์กระดูกทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งช่วยอธิบายว่าทำไมถึงต้องมีการวางแผนก่อนทำหัตถการทางทันตกรรม

วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

อายุ 58 แต่กระดูกหลังยุบไปแล้ว 3 ข้อ... นี่ไม่ใช่เรื่องปกติของวัยทองธรรมดา แต่อาจมี 'มือที่สาม' ซ่อนอยู่!

 

อายุ 58 แต่กระดูกหลังยุบไปแล้ว 3 ข้อ... นี่ไม่ใช่เรื่องปกติของวัยทองธรรมดา แต่อาจมี 'มือที่สาม' ซ่อนอยู่!"


มีเคสคนไข้ผู้หญิงอายุ 58 ปีท่านหนึ่ง เดินตัวงอเล็กน้อยเข้ามาหาหมอด้วยอาการปวดหลังเรื้อรัง เธอเล่าด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ ว่า "คุณหมอคะ แค่ไอจามแรง ๆ กับเอื้อมหยิบของบนชั้น ปวดหลังจนทรุด พอไปเอกซเรย์มาหมอบอกว่ากระดูกสันหลังยุบไป 3 ข้อแล้ว และมีกระดูกพรุนด้วย หมอที่นั่นบอกว่าหนูแก่เร็วไปหรือเปล่า เพราะเพิ่ง 50 กว่า ๆ เอง"

ผมฟังแล้วต้องรีบปลอบใจพร้อมกับตั้งข้อสังเกตทันทีครับ เพราะโดยปกติแล้ว ผู้หญิงวัย 58 ปี แม้จะหมดประจำเดือนแล้ว แต่การที่กระดูกจะพรุนจน "ยุบเอง" ถึง 2-3 ตำแหน่งนั้น ถือว่ารุนแรงผิดปกติ (Too young, Too severe) ครับ

กรณีแบบนี้เราจะปักใจเชื่อว่าเป็นแค่ "กระดูกพรุนวัยทอง" ไม่ได้ แต่ต้องสืบหาให้เจอว่ามี "กระดูกพรุนทุติยภูมิ" (Secondary Osteoporosis) หรือโรคอื่นแอบแฝงอยู่หรือไม่!


กระดูกพรุนทุติยภูมิ คืออะไร? (เข้าใจง่าย ๆ ใน 1 นาที)

ปกติกระดูกคนเราเหมือน "ผนังบ้าน" ครับ พออายุเยอะขึ้นปูนก็อาจจะกะเทาะบ้างตามกาลเวลา (Primary Osteoporosis)

แต่ถ้าผนังบ้านถล่มลงมาตั้งแต่อายุยังไม่เยอะ หรือพังทีเดียวหลายจุด แปลว่าอาจจะมี "ปลวก" แอบกินไส้ในอยู่ครับ ปลวกพวกนี้แหละครับคือ "สาเหตุทุติยภูมิ" ที่ทำให้กระดูกเปราะเร็วกว่าคนทั่วไปหลายเท่า


ทำไมหมอถึงต้อง "ขุดรากถอนโคน" หาต้นเหตุ?

ในคนไข้ที่อายุน้อยกว่า 60 ปี แต่กระดูกยุบหลายข้อ หมอจะต้องสั่งตรวจ Lab และตรวจพิเศษเพื่อหาจำเลยเหล่านี้ครับ:

  1. ความผิดปกติของฮอร์โมน: เช่น ต่อมพาราไทรอยด์ทำงานเกิน (ทำให้แคลเซียมถูกดึงออกจากกระดูกตลอดเวลา) หรือไทรอยด์เป็นพิษ
  2. โรคเลือดและมะเร็งบางชนิด: เช่น มะเร็งไขกระดูก (Multiple Myeloma) ซึ่งมักมาด้วยอาการกระดูกยุบและปวดหลัง
  3. การใช้ยาบางประเภท: โดยเฉพาะ "ยาสเตียรอยด์" หรือยาลูกกลอน ยาชุดที่แอบผสมสารสเตียรอยด์ ซึ่งกัดกินเนื้อกระดูกได้น่ากลัวมาก
  4. โรคระบบทางเดินอาหาร: การดูดซึมสารอาหารผิดปกติ ทำให้ร่างกายขาดแคลเซียมและวิตามินดีอย่างรุนแรง
  5. โรคไตเรื้อรัง: ทำให้สมดุลแคลเซียมในร่างกายเสียไป
  6. โรครูมาตอยด์ โรคไทรอยด์

ขั้นตอนการวินิจฉัย: หมอจะทำอะไรบ้าง?

  • ซักประวัติอย่างละเอียด: หมอจะถามยิบเลยครับว่า เคยทานยาสมุนไพรไหม ประจำเดือนหมดเมื่อไหร่ น้ำหนักลดผิดปกติไหม
  • การตรวจมวลกระดูก (DXA Scan): เพื่อดูค่า T-Score ว่าติดลบไปเท่าไหร่ (ในเคสนี้มักจะติดลบมากกว่า -2.5 ไปเยอะครับ)
  • การเอกซเรย์ (X-ray) และ MRI: เพื่อดูว่ากระดูกที่ยุบนั้น "ยุบจากความเสื่อม" หรือ "ยุบจากการมีก้อนเนื้อ" แฝงอยู่หรือไม่
  • การตรวจเลือดและปัสสาวะ (The Workup):
    • ตรวจระดับแคลเซียมและฟอสฟอรัส
    • ตรวจค่าการทำงานของตับและไต
    • ตรวจระดับวิตามินดี (Vitamin D 25-OH)
    • ตรวจระดับฮอร์โมนพาราไทรอยด์ (PTH)
    • ตรวจ serum electrophoresis เพื่อดูว่าเป็น multiple myeloma
    • ตรวจโปรตีนในเลือดและปัสสาวะเพื่อตัดประจักษ์พยานเรื่องมะเร็งไขกระดูก

แนวทางการรักษา: แก้ที่ต้นเหตุและซ่อมส่วนที่พัง

  1. จัดการ "ตัวต้นเหตุ": ถ้าเจอว่าเป็นเพราะฮอร์โมนผิดปกติ หรือโรคไต ต้องรักษาโรคนั้นควบคู่ไปครับ ไม่เช่นนั้นให้ยาบำรุงกระดูกไปเท่าไหร่ก็เอาไม่อยู่
  2. ยาเพิ่มความหนาแน่นกระดูก: ในเคสที่ยุบหลายข้อ หมอมักจะใช้ยาที่ "กระตุ้นการสร้างกระดูก" (Bone Formation) ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่ายาที่แค่ "ยับยั้งการทำลาย"
  3. การเติมซีเมนต์ (Vertebroplasty/Kyphoplasty): ถ้าคนไข้ปวดหลังรุนแรงจนลุกเดินไม่ได้ หมออาจใช้เข็มฉีดซีเมนต์ทางการแพทย์เข้าไปในข้อที่ยุบ เพื่อให้กระดูกแข็งแรงขึ้นและหายปวดทันที
  4. อาหารและวิตามิน: เสริมแคลเซียมและวิตามินดีในขนาดที่เหมาะสมตามที่ผลเลือดระบุ

พยากรณ์โรค: จะกลับมาหลังตรงได้ไหม?

กระดูกที่ยุบไปแล้วมักจะไม่คืนรูปเดิม 100% ครับ แต่เป้าหมายสำคัญของการรักษาคือ "หยุดการยุบเพิ่ม" และ "ทำให้กระดูกที่เหลือแข็งแรงที่สุด" เพื่อไม่ให้เกิดภาวะทุพพลภาพหรือหลังโก่งจนหายใจลำบากในอนาคตครับ หากรักษาได้ตรงจุด คนไข้มักจะกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติและเดินเหินได้ดีขึ้นครับ


สรุป

ผู้หญิงวัยไม่ถึง 60 ปี หากพบว่ากระดูกพรุนรุนแรงหรือกระดูกสันหลังยุบ อย่ามองว่าเป็นเรื่องของ "ความแก่" เพียงอย่างเดียวครับ การตรวจหา Secondary Osteoporosis คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้การรักษาได้ผลจริงและยั่งยืน

หากท่านใดมีความเห็นต่างหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับผลตรวจ Lab ผมยินดีให้คำปรึกษาและแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อความปลอดภัยและการรักษาที่แม่นยำที่สุดครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#กระดูกพรุน #กระดูกสันหลังยุบ #ปวดหลังเรื้อรัง #กระดูกพรุนทุติยภูมิ #ตรวจมวลกระดูก #หมอเก่ง #สุขภาพผู้หญิง #กระดูกและข้อ #Osteoporosis #BackPain


References

  1. Camacho PM, et al. American Association of Clinical Endocrinologists/American College of Endocrinology Clinical Practice Guidelines for the Diagnosis and Treatment of Postmenopausal Osteoporosis. Endocr Pract. 2020.(สรุป: แนวทางการวินิจฉัยและรักษาภาวะกระดูกพรุนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน และเกณฑ์การตรวจหาโรคแฝง)
  2. Ebeling PR, et al. Secondary Causes of Osteoporosis in Men and Women. Current Osteoporosis Reports. 2022.(สรุป: รวบรวมสาเหตุทุติยภูมิที่พบบ่อยในคนที่กระดูกพรุนก่อนวัยอันควร)
  3. Black DM, Rosen CJ. Clinical Practice. Postmenopausal Osteoporosis. N Engl J Med. 2016 (Updated 2023).(สรุป: กลไกการเกิดและการเลือกใช้ยารักษาภาวะกระดูกพรุนที่รุนแรง)
  4. Eastell R, et al. Pharmacological Management of Osteoporosis in Postmenopausal Women: An Endocrine Society Clinical Practice Guideline. J Clin Endocrinol Metab. 2019. (สรุป: คำแนะนำการใช้ยาในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดกระดูกหักซ้ำ)
  5. Shoback D, et al. Pharmacological Management of Osteoporosis in Postmenopausal Women: An Endocrine Society Guideline Update. J Clin Endocrinol Metab. 2020. (สรุป: อัปเดตการเลือกใช้ยาฉีดกลุ่มกระตุ้นการสร้างเนื้อกระดูกในเคสที่รุนแรง)

วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

กระดูกพรุน" ภัยเงียบที่ไม่มีสัญญาณเตือน... กว่าจะรู้ตัวอีกทีคือ "หัก" ไปแล้ว

 

"กระดูกพรุน" ภัยเงียบที่ไม่มีสัญญาณเตือน... กว่าจะรู้ตัวอีกทีคือ "หัก" ไปแล้ว! หลายคนไปตรวจมวลกระดูกมาแล้วได้ใบรายงานผลที่มีตัวเลขยิบย่อยเต็มไปหมด ทั้ง T-score, Z-score หรือค่า FRAX จนงงว่าสรุปแล้วกระดูกเรายังแข็งแรงดี หรือเปราะบางจนใกล้หักกันแน่?


"แค่จามเบาๆ กระดูกก็หักได้... เรื่องจริงที่ผมเจอในห้องตรวจ"

วันก่อนมีคนไข้คุณป้าท่านหนึ่ง ชื่อคุณสมศรี (นามสมมติ) อายุ 65 ปี เดินเข้ามาหาผมด้วยอาการปวดหลังอย่างรุนแรงหลังจากแค่ "ก้มเก็บของ" ในบ้าน

คุณป้าบอกว่า "คุณหมอคะ ป้าไม่ได้ล้ม ไม่ได้กระแทกอะไรเลย แค่ก้มลงไปนิดเดียวก็ได้ยินเสียง กึก ที่หลัง แล้วก็เจ็บจนลุกไม่ขึ้นเลยค่ะ"

ผลเอกซเรย์ปรากฏว่า กระดูกสันหลังของคุณป้าทรุดตัวลงครับ สาเหตุไม่ใช่เพราะอุบัติเหตุร้ายแรง แต่เป็นเพราะ "โรคกระดูกพรุน" ที่สะสมมานานโดยที่คุณป้าไม่เคยรู้ตัวเลย เพราะโรคนี้ไม่มีอาการปวด ไม่มีสัญญาณเตือน เหมือนปลวกที่กัดกินเนื้อไม้ข้างในจนกลวง พอรับน้ำหนักนิดเดียวก็พังครืนลงมา

นี่คือเหตุผลที่ผมอยากให้ทุกคนเข้าใจเรื่อง "การตรวจมวลกระดูก" ครับ เพราะมันคือเครื่องมือเดียวที่จะบอกเราได้ว่า "บ้าน" (ร่างกาย) ของเรากำลังโดนปลวกกินอยู่หรือเปล่า


โรคกระดูกพรุนคืออะไร? ทำไมถึงน่ากลัว?

ลองจินตนาการว่ากระดูกของเราเหมือน "ช็อกโกแลตเวเฟอร์" ครับ ถ้ากระดูกปกติ เนื้อข้างในจะแน่น รูพรุนจะเล็กและแข็งแรง เหมือนเวเฟอร์ใหม่ๆ ที่กรอบและหักยาก แต่พอเป็น โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) เนื้อกระดูกจะถูกดึงแคลเซียมออกไป จนรูพรุนข้างในขยายใหญ่ขึ้น ผนังกระดูกบางลงเรื่อยๆ จนเหมือนเวเฟอร์ที่เก่าและเปื่อย แค่เอามือบีบเบาๆ ก็แตกละเอียด

กระบวนการเกิดโรค (Pathogenesis) แบบเข้าใจง่าย: ร่างกายเรามีการ "สร้าง" และ "ทำลาย" กระดูกตลอดเวลาครับ

  • ตอนเด็ก: สร้าง > ทำลาย (กระดูกเลยหนาขึ้นเรื่อยๆ)
  • วัยทอง/ผู้สูงอายุ: สร้าง < ทำลาย (กระดูกเลยบางลง) โดยเฉพาะผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เคยช่วย "ล็อก" แคลเซียมไว้ในกระดูกมันหายไป ทำให้กระดูกบางลงอย่างรวดเร็วครับ

ใครบ้างที่ "เสี่ยง" จนต้องรีบไปตรวจ?

  1. ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป หรือผู้ชายอายุ 70 ปีขึ้นไป
  2. ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนก่อนอายุ 45 ปี (รวมถึงคนที่ผ่าตัดมดลูก/รังไข่)
  3. คนที่มีประวัติพ่อหรือแม่กระดูกสะโพกหัก
  4. คนที่ส่วนสูงลดลงเกิน 3 เซนติเมตร (สัญญาณว่ากระดูกสันหลังเริ่มทรุด)
  5. คนที่กินยาสเตียรอยด์ต่อเนื่องนานๆ หรือสูบบุหรี่ จัด ดื่มเหล้าบ่อย

การตรวจ DEXA Scan คืออะไร? ต้องเตรียมตัวยังไง?

การตรวจมวลกระดูกที่มาตรฐานที่สุดในปัจจุบันเรียกว่า DEXA Scan (Dual-Energy X-ray Absorptiometry) ครับ มันคือการใช้รังสีเอกซเรย์พลังงานต่ำ (น้อยกว่าการเอกซเรย์ปอดปกติเสียอีก) มาสแกนดูความหนาแน่นของกระดูก จุดที่หมอจะดูหลักๆ มี 2 จุดคือ:

  1. กระดูกสันหลังส่วนเอว (เพราะรับน้ำหนักตัวเยอะและชอบทรุด)
  2. กระดูกสะโพก (เพราะถ้าหักขึ้นมาคือเรื่องใหญ่ถึงขั้นติดเตียงได้)

การตรวจไม่เจ็บเลยครับ แค่นอนนิ่งๆ บนเตียงประมาณ 10-15 นาที ก็เสร็จแล้ว ไม่ต้องอดอาหาร ไม่ต้องฉีดสี


วิธีอ่านค่า T-score: ตัวเลขไหนที่เรียกว่า "อันตราย"?

เวลาได้ผลตรวจมา ให้มองหาคำว่า T-score ครับ ตัวเลขนี้คือการเปรียบเทียบความหนาแน่นกระดูกของเรา กับ "กระดูกของคนหนุ่มสาวที่แข็งแรงที่สุด"

  • ค่ามากกว่า -1.0: คือ ปกติ (กระดูกยังแน่นปึ้ก)
  • ค่าระหว่าง -1.0 ถึง -2.5: เรียกว่า "กระดูกบาง" (Osteopenia) เปรียบเหมือนสัญญาณไฟเหลืองครับ กระดูกเริ่มโปร่งแล้ว ต้องรีบดูแลก่อนจะกลายเป็นไฟแดง
  • ค่าน้อยกว่า -2.5 (เช่น -2.6, -3.0): นี่คือ "กระดูกพรุน" (Osteoporosis) ครับ คือไฟแดงที่อันตรายมาก กระดูกพร้อมจะหักได้ทุกเมื่อแม้เพียงแค่ล้มเบาๆ

แล้ว Z-score ล่ะคืออะไร? ค่า Z-score คือการเทียบกระดูกเรากับ "คนอายุเท่ากัน" ครับ ส่วนใหญ่หมอจะใช้ดูในเด็กหรือคนหนุ่มสาวที่ยังมีประจำเดือนอยู่ เพื่อหาสาเหตุผิดปกติอื่นๆ


FRAX Score: เครื่องมือพยากรณ์อนาคต "โอกาสหักใน 10 ปี"

บางคนค่า T-score อาจจะอยู่แค่ช่วง "กระดูกบาง" (-2.0) แต่หมอกลับสั่งจ่ายยาให้กิน ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? นั่นเพราะเราใช้ FRAX Score เข้ามาช่วยประเมินครับ

FRAX คือโปรแกรมคำนวณที่เอาปัจจัยอื่นๆ เช่น อายุ, น้ำหนัก, ประวัติครอบครัว, การสูบบุหรี่ มารวมกับค่ามวลกระดูก เพื่อประเมินว่า "ในอีก 10 ปีข้างหน้า คุณมีโอกาสกระดูกหักกี่เปอร์เซ็นต์?"

  • ถ้าคำนวณออกมาแล้ว โอกาสกระดูกสะโพกหัก > 3%
  • หรือโอกาสกระดูกหลักหัก > 20% แบบนี้ถึงแม้จะยังไม่ถึงขั้น "พรุน" หมอก็มักจะแนะนำให้เริ่มการรักษาทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยงครับ

แนวทางการรักษาและดูแลตัวเอง: ไม่ใช่แค่กินแคลเซียมก็พอ

หากตรวจพบว่ากระดูกเริ่มบางหรือพรุนแล้ว การรักษาจะมี 3 ประสานครับ:

1. ปรับพฤติกรรม (สำคัญที่สุด):

  • อาหาร: เน้นแคลเซียมจากธรรมชาติ เช่น ปลาเล็กปลาน้อย ผักใบเขียว เต้าหู้ (คนสูงอายุต้องการแคลเซียมวันละ 1,000-1,200 มก.)
  • วิตามินดี: ออกไปรับแดดอ่อนๆ ตอนเช้า เพราะถ้าขาดวิตามินดี ร่างกายจะดูดซึมแคลเซียมไม่ได้เลยครับ
  • ออกกำลังกาย: เน้นการลงน้ำหนัก (Weight-bearing) เช่น เดินเร็ว รำไทเก็ก เพื่อกระตุ้นให้กระดูกสร้างเนื้อใหม่

2. การใช้ยา: ปัจจุบันมียาหลายกลุ่มครับ ทั้งแบบกินรายสัปดาห์/รายเดือน หรือแบบฉีดราย 6 เดือน หรือรายปี หมอจะเลือกตามความเหมาะสม ซึ่งยาเหล่านี้จะไปช่วยยับยั้งการทำลายกระดูกและเสริมสร้างความแข็งแรง

3. การป้องกันการล้ม: คนกระดูกพรุน "ล้มไม่ได้" ครับ ต้องจัดบ้านให้สว่าง ไม่มีพรมเกะกะ มีราวจับในห้องน้ำ เพราะการหักส่วนใหญ่เกิดจากการล้มในบ้านนี่เอง


การพยากรณ์โรค: หายขาดไหม?

โรคกระดูกพรุน "รักษาให้ดีขึ้นได้ แต่ต้องอาศัยเวลา" ครับ เราไม่สามารถทำให้กระดูกหนาขึ้นภายใน 1-2 เดือน ผลมวลกระดูกมักจะค่อยๆ ดีขึ้นหลังการรักษา 1-2 ปี ดังนั้นต้องมีความอดทนและมาตรวจติดตามผล (Follow-up) ตามที่หมอนัดสม่ำเสมอ

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง: ถ้าปล่อยไว้จนกระดูกหัก โดยเฉพาะกระดูกสะโพก 1 ใน 5 ของผู้สูงอายุอาจเสียชีวิตได้ภายใน 1 ปีจากภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดติดเชื้อ หรือแผลกดทับจากการนอนติดเตียง ดังนั้น "ป้องกัน" ดีกว่า "ซ่อม" แน่นอนครับ


สรุป

การตรวจมวลกระดูกไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เรื่องน่ากลัวครับ หากคุณอายุถึงเกณฑ์หรือมีปัจจัยเสี่ยง การรู้ค่า T-score ของตัวเองเร็ว จะช่วยให้เราวางแผนการใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ ไม่ต้องคอยพะวงว่ากระดูกจะหักเมื่อไหร่

จำไว้นะครับว่า "กระดูกที่แข็งแรง คือรากฐานของการใช้ชีวิตที่มีความสุขในวัยเก๋า"

ด้วยความปรารถนาดีและอยากเห็นคนไทยกระดูกแข็งแรงครับ


หากท่านใดมีข้อสงสัยหรือมีความกังวลเกี่ยวกับผลตรวจมวลกระดูกที่เคยตรวจมา ไม่ต้องกังวลใจไปนะครับ ข้อมูลทางการแพทย์อาจจะดูยากแต่มีทางออกเสมอ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#กระดูกพรุน #ตรวจมวลกระดูก #DEXAScan #Tscore #สุขภาพผู้สูงอายุ #ป้องกันกระดูกหัก #หมอเก่ง #กระดูกและข้อ #FRAXscore #แคลเซียม


References (Vancouver Style)

  1. Kanis JA, Cooper C, Rizzoli R, Reginster JY. European guidance for the diagnosis and management of osteoporosis in postmenopausal women. Osteoporos Int. 2019;30(1):3-44. (สรุป: แนวทางล่าสุดในการวินิจฉัยและรักษาโรคกระดูกพรุนในสตรีวัยหมดประจำเดือนของยุโรป)
  2. Cosman F, de Beur SJ, LeBoff MS, Lewiecki EM, Tanner B, Randall S, et al. Clinician's Guide to Prevention and Treatment of Osteoporosis. Osteoporos Int. 2014;25(10):2359-81. (สรุป: คู่มือสำหรับแพทย์ในการป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุน ครอบคลุมทั้งการใช้ยาและปรับพฤติกรรม)
  3. Compston J, Cooper A, Cooper C, Gittoes N, Gregson C, Harvey N, et al. UK clinical guideline for the prevention and treatment of osteoporosis. Arch Osteoporos. 2017;12(1):43. (สรุป: หลักเกณฑ์การรักษาของสหราชอาณาจักรที่เน้นการใช้ค่า FRAX ในการประเมินความเสี่ยง)
  4. Rosen HN, Drezner MK. Clinical manifestations, diagnosis, and evaluation of osteoporosis in postmenopausal women. UpToDate. 2023. (สรุป: การรวบรวมข้อมูลอาการและการวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนที่ทันสมัยที่สุดจากฐานข้อมูล UpToDate)
  5. Shepstone L, Lenaghan E, Marshall T, et al. Screening in the community to reduce fractures in older women (SCOOP): a randomised controlled trial. Lancet. 2018;391(10122):741-747. (สรุป: งานวิจัยที่พิสูจน์ว่าการตรวจคัดกรองมวลกระดูกในชุมชนช่วยลดอัตราการเกิดกระดูกหักได้จริง)

ฉีดยา Bisphosphonate รักษากระดูกพรุนอยู่ (เช่น Zoledronic acid ฉีดปีละครั้ง) เห็นเขาว่าถ้าทำฟันแล้วจะอันตรายจริงไหม?

 

"หมอค่ะ ฉีดยา Bisphosphonate รักษากระดูกพรุนอยู่ (เช่น Zoledronic acid ฉีดปีละครั้ง) เห็นเขาว่าถ้าทำฟันแล้วจะอันตรายจริงไหม? แล้วต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง?"

สำหรับใครที่ใช้ยากลุ่ม Bisphosphonate (บิสฟอสโฟเนต) ไม่ว่าจะเป็นชนิดกินรายสัปดาห์หรือชนิดฉีดรายปี มีแนวทางปฏิบัติล่าสุดที่ "เฉพาะตัว" มากครับ ยาตัวนี้มีนิสัยที่ต่างจากยาตัวอื่นตรงที่มัน "เกาะแน่น ติดทน" อยู่ในกระดูกได้นานเป็นปีๆ แม้จะหยุดยาไปแล้วก็ตาม

วันนี้ผมสรุปแนวทางปฏิบัติล่าสุด (Update 2025-2026) เพื่อให้คุณและคุณหมอฟันทำงานร่วมกันได้อย่างมั่นใจครับ


1. การทำครอบฟัน (Crown) และงานทันตกรรมทั่วไป: "ทำได้เลย"

หากคุณอยู่ในขั้นตอนการใส่ครอบฟัน (Crown) อุดฟัน ขูดหินปูนทั่วไป หรือรักษาคลองรากฟัน คุณสามารถ "เข้ารับการรักษาได้ทันที" โดยไม่ต้องหยุดยาและไม่ต้องกังวลครับ เพราะหัตถการเหล่านี้ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวหรือทำลายเนื้อกระดูกกรามโดยตรง จึงไม่มีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกกรามตายครับ


2. การหยุดยา (Drug Holiday): "ไม่จำเป็นต้องหยุดแบบกะทันหัน"

แนวทางปฏิบัติล่าสุดระบุชัดเจนว่า เนื่องยากลุ่มนี้สะสมอยู่ในกระดูกได้นานมาก การหยุดยาเพียง 1-2 สัปดาห์ก่อนทำฟัน "แทบไม่มีผลในการลดความเสี่ยง" เลยครับ

  • หากใช้ยามาไม่ถึง 4 ปี: และไม่มีปัจจัยเสี่ยงอื่น (เช่น ไม่ได้กินสเตียรอยด์ ไม่เป็นเบาหวานที่คุมไม่ได้) สามารถทำหัตถการทางทันตกรรมได้ตามปกติ
  • หากใช้ยามานานกว่า 4 ปี: หมอฟันและหมอกระดูกอาจพิจารณาร่วมกันให้หยุดยาประมาณ 2-4 เดือน "ก่อน" และ "หลัง" การทำหัตถการใหญ่ (เช่น ถอนฟันหลายซี่) เพื่อให้เซลล์กระดูกมีการจัดระเบียบใหม่ แต่ต้องดูความเสี่ยงเรื่องกระดูกหักประกอบด้วยครับ

3. หัตถการที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

หากจำเป็นต้องมีการ ถอนฟัน, ผ่าฟันคุด, หรือฝังรากฟันเทียมใหม่ ซึ่งต้องสัมผัสกับกระดูกโดยตรง ให้ปฏิบัติดังนี้:

  • การป้องกันด้วยยาฆ่าเชื้อ: แนวทางล่าสุดแนะนำให้พิจารณาใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ทั้งก่อนและหลังทำ เพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้กระดูกกรามมีปัญหา
  • การเย็บปิดแผล: หมอฟันจะเน้นการเย็บปิดแผลให้สนิท (Primary closure) เพื่อป้องกันไม่ให้กระดูกสัมผัสกับเชื้อโรคในช่องปากโดยตรง
  • การใช้น้ำยาบ้วนปาก: แนะนำให้ใช้กลุ่ม Chlorhexidine บ้วนปากอย่างต่อเนื่องในช่วงที่แผลยังไม่หายสนิท

4. สัญญาณเตือนที่ต้องรีบกลับมาหาหมอ

หลังทำฟัน หากมีอาการเหล่านี้เกิน 8 สัปดาห์ ต้องรีบแจ้งคุณหมอทันทีครับ:

  • เห็นเศษกระดูกโผล่ขึ้นมาในปาก
  • มีอาการปวด บวม หรือมีหนองบริเวณเหงือกที่ทำฟัน
  • แผลถอนฟันไม่ยอมปิด หรือมีฟันซี่ข้างเคียงโยกผิดปกติ

สรุปแนวทางสำหรับคนไข้

การรักษาสุขภาพช่องปากให้สะอาดอยู่เสมอคือ "หัวใจสำคัญ" ครับ คนไข้ที่ใช้ยากระดูกพรุนควรตรวจฟันทุก 6 เดือน เพราะการปล่อยให้ฟันผุจนติดเชื้อมีความเสี่ยงต่อกระดูกกรามตาย มากกว่า การไปถอนฟันเสียอีก

ดังนั้น แจ้งชื่อยาที่คุณใช้ให้หมอฟันทราบ ดูแลความสะอาดให้เป๊ะ และทำตามนัดอย่างเคร่งครัด เพียงเท่านี้คุณก็จะมีกระดูกที่แข็งแรงและสุขภาพช่องปากที่ดีไปพร้อมกันได้ครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#Bisphosphonate #กระดูกพรุน #ทำฟัน #ถอนฟัน #กระดูกกรามตาย #MRONJ #Fosamax #Zoledronic #หมอเก่ง #สุขภาพกระดูก


References

  1. American Association of Oral and Maxillofacial Surgeons (AAOMS). Medication-Related Osteonecrosis of the Jaw—2022/2023 Update. (สรุป: มาตรฐานสากลในการจัดการคนไข้กลุ่ม Bisphosphonate กับงานทันตกรรม)
  2. National Osteoporosis Guideline Group (NOGG). Clinical Guideline for the Prevention and Treatment of Osteoporosis 2024. (สรุป: แนวทางการใช้ยารักษากระดูกพรุนและการจัดการผลข้างเคียงล่าสุด)
  3. Scottish Dental Clinical Effectiveness Programme (SDCEP). Oral Health Management of Patients at Risk of MRONJ 2023/2024. (สรุป: คู่มือสำหรับหมอฟันในการดูแลคนไข้ที่มีความเสี่ยงกระดูกกรามตาย)
  4. Journal of Bone and Mineral Research. Goal-directed osteoporosis treatment: ASBMR/BHOF task force position statement 2024. (สรุป: กลยุทธ์การรักษากระดูกพรุนและการเฝ้าระวังความเสี่ยงระยะยาว)
  5. British Dental Journal. Managing dental patients taking bisphosphonates: an updated review 2025. (สรุป: การทบทวนวรรณกรรมล่าสุดเกี่ยวกับการดูแลคนไข้ที่รับยาบิสฟอสโฟเนตในคลินิกทำฟัน)