วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

กระดูกพรุน" ภัยเงียบที่ไม่มีสัญญาณเตือน... กว่าจะรู้ตัวอีกทีคือ "หัก" ไปแล้ว

 

"กระดูกพรุน" ภัยเงียบที่ไม่มีสัญญาณเตือน... กว่าจะรู้ตัวอีกทีคือ "หัก" ไปแล้ว! หลายคนไปตรวจมวลกระดูกมาแล้วได้ใบรายงานผลที่มีตัวเลขยิบย่อยเต็มไปหมด ทั้ง T-score, Z-score หรือค่า FRAX จนงงว่าสรุปแล้วกระดูกเรายังแข็งแรงดี หรือเปราะบางจนใกล้หักกันแน่?


"แค่จามเบาๆ กระดูกก็หักได้... เรื่องจริงที่ผมเจอในห้องตรวจ"

วันก่อนมีคนไข้คุณป้าท่านหนึ่ง ชื่อคุณสมศรี (นามสมมติ) อายุ 65 ปี เดินเข้ามาหาผมด้วยอาการปวดหลังอย่างรุนแรงหลังจากแค่ "ก้มเก็บของ" ในบ้าน

คุณป้าบอกว่า "คุณหมอคะ ป้าไม่ได้ล้ม ไม่ได้กระแทกอะไรเลย แค่ก้มลงไปนิดเดียวก็ได้ยินเสียง กึก ที่หลัง แล้วก็เจ็บจนลุกไม่ขึ้นเลยค่ะ"

ผลเอกซเรย์ปรากฏว่า กระดูกสันหลังของคุณป้าทรุดตัวลงครับ สาเหตุไม่ใช่เพราะอุบัติเหตุร้ายแรง แต่เป็นเพราะ "โรคกระดูกพรุน" ที่สะสมมานานโดยที่คุณป้าไม่เคยรู้ตัวเลย เพราะโรคนี้ไม่มีอาการปวด ไม่มีสัญญาณเตือน เหมือนปลวกที่กัดกินเนื้อไม้ข้างในจนกลวง พอรับน้ำหนักนิดเดียวก็พังครืนลงมา

นี่คือเหตุผลที่ผมอยากให้ทุกคนเข้าใจเรื่อง "การตรวจมวลกระดูก" ครับ เพราะมันคือเครื่องมือเดียวที่จะบอกเราได้ว่า "บ้าน" (ร่างกาย) ของเรากำลังโดนปลวกกินอยู่หรือเปล่า


โรคกระดูกพรุนคืออะไร? ทำไมถึงน่ากลัว?

ลองจินตนาการว่ากระดูกของเราเหมือน "ช็อกโกแลตเวเฟอร์" ครับ ถ้ากระดูกปกติ เนื้อข้างในจะแน่น รูพรุนจะเล็กและแข็งแรง เหมือนเวเฟอร์ใหม่ๆ ที่กรอบและหักยาก แต่พอเป็น โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) เนื้อกระดูกจะถูกดึงแคลเซียมออกไป จนรูพรุนข้างในขยายใหญ่ขึ้น ผนังกระดูกบางลงเรื่อยๆ จนเหมือนเวเฟอร์ที่เก่าและเปื่อย แค่เอามือบีบเบาๆ ก็แตกละเอียด

กระบวนการเกิดโรค (Pathogenesis) แบบเข้าใจง่าย: ร่างกายเรามีการ "สร้าง" และ "ทำลาย" กระดูกตลอดเวลาครับ

  • ตอนเด็ก: สร้าง > ทำลาย (กระดูกเลยหนาขึ้นเรื่อยๆ)
  • วัยทอง/ผู้สูงอายุ: สร้าง < ทำลาย (กระดูกเลยบางลง) โดยเฉพาะผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เคยช่วย "ล็อก" แคลเซียมไว้ในกระดูกมันหายไป ทำให้กระดูกบางลงอย่างรวดเร็วครับ

ใครบ้างที่ "เสี่ยง" จนต้องรีบไปตรวจ?

  1. ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป หรือผู้ชายอายุ 70 ปีขึ้นไป
  2. ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนก่อนอายุ 45 ปี (รวมถึงคนที่ผ่าตัดมดลูก/รังไข่)
  3. คนที่มีประวัติพ่อหรือแม่กระดูกสะโพกหัก
  4. คนที่ส่วนสูงลดลงเกิน 3 เซนติเมตร (สัญญาณว่ากระดูกสันหลังเริ่มทรุด)
  5. คนที่กินยาสเตียรอยด์ต่อเนื่องนานๆ หรือสูบบุหรี่ จัด ดื่มเหล้าบ่อย

การตรวจ DEXA Scan คืออะไร? ต้องเตรียมตัวยังไง?

การตรวจมวลกระดูกที่มาตรฐานที่สุดในปัจจุบันเรียกว่า DEXA Scan (Dual-Energy X-ray Absorptiometry) ครับ มันคือการใช้รังสีเอกซเรย์พลังงานต่ำ (น้อยกว่าการเอกซเรย์ปอดปกติเสียอีก) มาสแกนดูความหนาแน่นของกระดูก จุดที่หมอจะดูหลักๆ มี 2 จุดคือ:

  1. กระดูกสันหลังส่วนเอว (เพราะรับน้ำหนักตัวเยอะและชอบทรุด)
  2. กระดูกสะโพก (เพราะถ้าหักขึ้นมาคือเรื่องใหญ่ถึงขั้นติดเตียงได้)

การตรวจไม่เจ็บเลยครับ แค่นอนนิ่งๆ บนเตียงประมาณ 10-15 นาที ก็เสร็จแล้ว ไม่ต้องอดอาหาร ไม่ต้องฉีดสี


วิธีอ่านค่า T-score: ตัวเลขไหนที่เรียกว่า "อันตราย"?

เวลาได้ผลตรวจมา ให้มองหาคำว่า T-score ครับ ตัวเลขนี้คือการเปรียบเทียบความหนาแน่นกระดูกของเรา กับ "กระดูกของคนหนุ่มสาวที่แข็งแรงที่สุด"

  • ค่ามากกว่า -1.0: คือ ปกติ (กระดูกยังแน่นปึ้ก)
  • ค่าระหว่าง -1.0 ถึง -2.5: เรียกว่า "กระดูกบาง" (Osteopenia) เปรียบเหมือนสัญญาณไฟเหลืองครับ กระดูกเริ่มโปร่งแล้ว ต้องรีบดูแลก่อนจะกลายเป็นไฟแดง
  • ค่าน้อยกว่า -2.5 (เช่น -2.6, -3.0): นี่คือ "กระดูกพรุน" (Osteoporosis) ครับ คือไฟแดงที่อันตรายมาก กระดูกพร้อมจะหักได้ทุกเมื่อแม้เพียงแค่ล้มเบาๆ

แล้ว Z-score ล่ะคืออะไร? ค่า Z-score คือการเทียบกระดูกเรากับ "คนอายุเท่ากัน" ครับ ส่วนใหญ่หมอจะใช้ดูในเด็กหรือคนหนุ่มสาวที่ยังมีประจำเดือนอยู่ เพื่อหาสาเหตุผิดปกติอื่นๆ


FRAX Score: เครื่องมือพยากรณ์อนาคต "โอกาสหักใน 10 ปี"

บางคนค่า T-score อาจจะอยู่แค่ช่วง "กระดูกบาง" (-2.0) แต่หมอกลับสั่งจ่ายยาให้กิน ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? นั่นเพราะเราใช้ FRAX Score เข้ามาช่วยประเมินครับ

FRAX คือโปรแกรมคำนวณที่เอาปัจจัยอื่นๆ เช่น อายุ, น้ำหนัก, ประวัติครอบครัว, การสูบบุหรี่ มารวมกับค่ามวลกระดูก เพื่อประเมินว่า "ในอีก 10 ปีข้างหน้า คุณมีโอกาสกระดูกหักกี่เปอร์เซ็นต์?"

  • ถ้าคำนวณออกมาแล้ว โอกาสกระดูกสะโพกหัก > 3%
  • หรือโอกาสกระดูกหลักหัก > 20% แบบนี้ถึงแม้จะยังไม่ถึงขั้น "พรุน" หมอก็มักจะแนะนำให้เริ่มการรักษาทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยงครับ

แนวทางการรักษาและดูแลตัวเอง: ไม่ใช่แค่กินแคลเซียมก็พอ

หากตรวจพบว่ากระดูกเริ่มบางหรือพรุนแล้ว การรักษาจะมี 3 ประสานครับ:

1. ปรับพฤติกรรม (สำคัญที่สุด):

  • อาหาร: เน้นแคลเซียมจากธรรมชาติ เช่น ปลาเล็กปลาน้อย ผักใบเขียว เต้าหู้ (คนสูงอายุต้องการแคลเซียมวันละ 1,000-1,200 มก.)
  • วิตามินดี: ออกไปรับแดดอ่อนๆ ตอนเช้า เพราะถ้าขาดวิตามินดี ร่างกายจะดูดซึมแคลเซียมไม่ได้เลยครับ
  • ออกกำลังกาย: เน้นการลงน้ำหนัก (Weight-bearing) เช่น เดินเร็ว รำไทเก็ก เพื่อกระตุ้นให้กระดูกสร้างเนื้อใหม่

2. การใช้ยา: ปัจจุบันมียาหลายกลุ่มครับ ทั้งแบบกินรายสัปดาห์/รายเดือน หรือแบบฉีดราย 6 เดือน หรือรายปี หมอจะเลือกตามความเหมาะสม ซึ่งยาเหล่านี้จะไปช่วยยับยั้งการทำลายกระดูกและเสริมสร้างความแข็งแรง

3. การป้องกันการล้ม: คนกระดูกพรุน "ล้มไม่ได้" ครับ ต้องจัดบ้านให้สว่าง ไม่มีพรมเกะกะ มีราวจับในห้องน้ำ เพราะการหักส่วนใหญ่เกิดจากการล้มในบ้านนี่เอง


การพยากรณ์โรค: หายขาดไหม?

โรคกระดูกพรุน "รักษาให้ดีขึ้นได้ แต่ต้องอาศัยเวลา" ครับ เราไม่สามารถทำให้กระดูกหนาขึ้นภายใน 1-2 เดือน ผลมวลกระดูกมักจะค่อยๆ ดีขึ้นหลังการรักษา 1-2 ปี ดังนั้นต้องมีความอดทนและมาตรวจติดตามผล (Follow-up) ตามที่หมอนัดสม่ำเสมอ

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง: ถ้าปล่อยไว้จนกระดูกหัก โดยเฉพาะกระดูกสะโพก 1 ใน 5 ของผู้สูงอายุอาจเสียชีวิตได้ภายใน 1 ปีจากภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดติดเชื้อ หรือแผลกดทับจากการนอนติดเตียง ดังนั้น "ป้องกัน" ดีกว่า "ซ่อม" แน่นอนครับ


สรุป

การตรวจมวลกระดูกไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เรื่องน่ากลัวครับ หากคุณอายุถึงเกณฑ์หรือมีปัจจัยเสี่ยง การรู้ค่า T-score ของตัวเองเร็ว จะช่วยให้เราวางแผนการใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ ไม่ต้องคอยพะวงว่ากระดูกจะหักเมื่อไหร่

จำไว้นะครับว่า "กระดูกที่แข็งแรง คือรากฐานของการใช้ชีวิตที่มีความสุขในวัยเก๋า"

ด้วยความปรารถนาดีและอยากเห็นคนไทยกระดูกแข็งแรงครับ


หากท่านใดมีข้อสงสัยหรือมีความกังวลเกี่ยวกับผลตรวจมวลกระดูกที่เคยตรวจมา ไม่ต้องกังวลใจไปนะครับ ข้อมูลทางการแพทย์อาจจะดูยากแต่มีทางออกเสมอ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#กระดูกพรุน #ตรวจมวลกระดูก #DEXAScan #Tscore #สุขภาพผู้สูงอายุ #ป้องกันกระดูกหัก #หมอเก่ง #กระดูกและข้อ #FRAXscore #แคลเซียม


References (Vancouver Style)

  1. Kanis JA, Cooper C, Rizzoli R, Reginster JY. European guidance for the diagnosis and management of osteoporosis in postmenopausal women. Osteoporos Int. 2019;30(1):3-44. (สรุป: แนวทางล่าสุดในการวินิจฉัยและรักษาโรคกระดูกพรุนในสตรีวัยหมดประจำเดือนของยุโรป)
  2. Cosman F, de Beur SJ, LeBoff MS, Lewiecki EM, Tanner B, Randall S, et al. Clinician's Guide to Prevention and Treatment of Osteoporosis. Osteoporos Int. 2014;25(10):2359-81. (สรุป: คู่มือสำหรับแพทย์ในการป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุน ครอบคลุมทั้งการใช้ยาและปรับพฤติกรรม)
  3. Compston J, Cooper A, Cooper C, Gittoes N, Gregson C, Harvey N, et al. UK clinical guideline for the prevention and treatment of osteoporosis. Arch Osteoporos. 2017;12(1):43. (สรุป: หลักเกณฑ์การรักษาของสหราชอาณาจักรที่เน้นการใช้ค่า FRAX ในการประเมินความเสี่ยง)
  4. Rosen HN, Drezner MK. Clinical manifestations, diagnosis, and evaluation of osteoporosis in postmenopausal women. UpToDate. 2023. (สรุป: การรวบรวมข้อมูลอาการและการวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนที่ทันสมัยที่สุดจากฐานข้อมูล UpToDate)
  5. Shepstone L, Lenaghan E, Marshall T, et al. Screening in the community to reduce fractures in older women (SCOOP): a randomised controlled trial. Lancet. 2018;391(10122):741-747. (สรุป: งานวิจัยที่พิสูจน์ว่าการตรวจคัดกรองมวลกระดูกในชุมชนช่วยลดอัตราการเกิดกระดูกหักได้จริง)

ฉีดยา Bisphosphonate รักษากระดูกพรุนอยู่ (เช่น Zoledronic acid ฉีดปีละครั้ง) เห็นเขาว่าถ้าทำฟันแล้วจะอันตรายจริงไหม?

 

"หมอค่ะ ฉีดยา Bisphosphonate รักษากระดูกพรุนอยู่ (เช่น Zoledronic acid ฉีดปีละครั้ง) เห็นเขาว่าถ้าทำฟันแล้วจะอันตรายจริงไหม? แล้วต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง?"

สำหรับใครที่ใช้ยากลุ่ม Bisphosphonate (บิสฟอสโฟเนต) ไม่ว่าจะเป็นชนิดกินรายสัปดาห์หรือชนิดฉีดรายปี มีแนวทางปฏิบัติล่าสุดที่ "เฉพาะตัว" มากครับ ยาตัวนี้มีนิสัยที่ต่างจากยาตัวอื่นตรงที่มัน "เกาะแน่น ติดทน" อยู่ในกระดูกได้นานเป็นปีๆ แม้จะหยุดยาไปแล้วก็ตาม

วันนี้ผมสรุปแนวทางปฏิบัติล่าสุด (Update 2025-2026) เพื่อให้คุณและคุณหมอฟันทำงานร่วมกันได้อย่างมั่นใจครับ


1. การทำครอบฟัน (Crown) และงานทันตกรรมทั่วไป: "ทำได้เลย"

หากคุณอยู่ในขั้นตอนการใส่ครอบฟัน (Crown) อุดฟัน ขูดหินปูนทั่วไป หรือรักษาคลองรากฟัน คุณสามารถ "เข้ารับการรักษาได้ทันที" โดยไม่ต้องหยุดยาและไม่ต้องกังวลครับ เพราะหัตถการเหล่านี้ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวหรือทำลายเนื้อกระดูกกรามโดยตรง จึงไม่มีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกกรามตายครับ


2. การหยุดยา (Drug Holiday): "ไม่จำเป็นต้องหยุดแบบกะทันหัน"

แนวทางปฏิบัติล่าสุดระบุชัดเจนว่า เนื่องยากลุ่มนี้สะสมอยู่ในกระดูกได้นานมาก การหยุดยาเพียง 1-2 สัปดาห์ก่อนทำฟัน "แทบไม่มีผลในการลดความเสี่ยง" เลยครับ

  • หากใช้ยามาไม่ถึง 4 ปี: และไม่มีปัจจัยเสี่ยงอื่น (เช่น ไม่ได้กินสเตียรอยด์ ไม่เป็นเบาหวานที่คุมไม่ได้) สามารถทำหัตถการทางทันตกรรมได้ตามปกติ
  • หากใช้ยามานานกว่า 4 ปี: หมอฟันและหมอกระดูกอาจพิจารณาร่วมกันให้หยุดยาประมาณ 2-4 เดือน "ก่อน" และ "หลัง" การทำหัตถการใหญ่ (เช่น ถอนฟันหลายซี่) เพื่อให้เซลล์กระดูกมีการจัดระเบียบใหม่ แต่ต้องดูความเสี่ยงเรื่องกระดูกหักประกอบด้วยครับ

3. หัตถการที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

หากจำเป็นต้องมีการ ถอนฟัน, ผ่าฟันคุด, หรือฝังรากฟันเทียมใหม่ ซึ่งต้องสัมผัสกับกระดูกโดยตรง ให้ปฏิบัติดังนี้:

  • การป้องกันด้วยยาฆ่าเชื้อ: แนวทางล่าสุดแนะนำให้พิจารณาใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ทั้งก่อนและหลังทำ เพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้กระดูกกรามมีปัญหา
  • การเย็บปิดแผล: หมอฟันจะเน้นการเย็บปิดแผลให้สนิท (Primary closure) เพื่อป้องกันไม่ให้กระดูกสัมผัสกับเชื้อโรคในช่องปากโดยตรง
  • การใช้น้ำยาบ้วนปาก: แนะนำให้ใช้กลุ่ม Chlorhexidine บ้วนปากอย่างต่อเนื่องในช่วงที่แผลยังไม่หายสนิท

4. สัญญาณเตือนที่ต้องรีบกลับมาหาหมอ

หลังทำฟัน หากมีอาการเหล่านี้เกิน 8 สัปดาห์ ต้องรีบแจ้งคุณหมอทันทีครับ:

  • เห็นเศษกระดูกโผล่ขึ้นมาในปาก
  • มีอาการปวด บวม หรือมีหนองบริเวณเหงือกที่ทำฟัน
  • แผลถอนฟันไม่ยอมปิด หรือมีฟันซี่ข้างเคียงโยกผิดปกติ

สรุปแนวทางสำหรับคนไข้

การรักษาสุขภาพช่องปากให้สะอาดอยู่เสมอคือ "หัวใจสำคัญ" ครับ คนไข้ที่ใช้ยากระดูกพรุนควรตรวจฟันทุก 6 เดือน เพราะการปล่อยให้ฟันผุจนติดเชื้อมีความเสี่ยงต่อกระดูกกรามตาย มากกว่า การไปถอนฟันเสียอีก

ดังนั้น แจ้งชื่อยาที่คุณใช้ให้หมอฟันทราบ ดูแลความสะอาดให้เป๊ะ และทำตามนัดอย่างเคร่งครัด เพียงเท่านี้คุณก็จะมีกระดูกที่แข็งแรงและสุขภาพช่องปากที่ดีไปพร้อมกันได้ครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#Bisphosphonate #กระดูกพรุน #ทำฟัน #ถอนฟัน #กระดูกกรามตาย #MRONJ #Fosamax #Zoledronic #หมอเก่ง #สุขภาพกระดูก


References

  1. American Association of Oral and Maxillofacial Surgeons (AAOMS). Medication-Related Osteonecrosis of the Jaw—2022/2023 Update. (สรุป: มาตรฐานสากลในการจัดการคนไข้กลุ่ม Bisphosphonate กับงานทันตกรรม)
  2. National Osteoporosis Guideline Group (NOGG). Clinical Guideline for the Prevention and Treatment of Osteoporosis 2024. (สรุป: แนวทางการใช้ยารักษากระดูกพรุนและการจัดการผลข้างเคียงล่าสุด)
  3. Scottish Dental Clinical Effectiveness Programme (SDCEP). Oral Health Management of Patients at Risk of MRONJ 2023/2024. (สรุป: คู่มือสำหรับหมอฟันในการดูแลคนไข้ที่มีความเสี่ยงกระดูกกรามตาย)
  4. Journal of Bone and Mineral Research. Goal-directed osteoporosis treatment: ASBMR/BHOF task force position statement 2024. (สรุป: กลยุทธ์การรักษากระดูกพรุนและการเฝ้าระวังความเสี่ยงระยะยาว)
  5. British Dental Journal. Managing dental patients taking bisphosphonates: an updated review 2025. (สรุป: การทบทวนวรรณกรรมล่าสุดเกี่ยวกับการดูแลคนไข้ที่รับยาบิสฟอสโฟเนตในคลินิกทำฟัน)

ใช้ยาฉีดกระดูกพรุนอยู่ จะไปทำฟัน ทำรากฟันเทียม หรือใส่ครอบฟันได้ไหม?

 

"หมอครับ/หมอคะ ใช้ยาฉีดกระดูกพรุนอยู่ จะไปทำฟัน ทำรากฟันเทียม หรือใส่ครอบฟันได้ไหม? เห็นเขาว่ากันว่าน่ากลัว จริงหรือเปล่า?"

คำถามนี้เป็นเรื่องที่คนไข้ถามผมบ่อยมากครับ โดยเฉพาะคนที่ใช้ยาฉีด Denosumab (ชื่อการค้าที่คุ้นเคยคือ Prolia) ซึ่งเป็นยาที่ประสิทธิภาพดีมากในการเพิ่มมวลกระดูก แต่พอถึงเวลาต้องเข้าเก้าอี้ทำฟัน หลายคนจะเริ่มกังวลเรื่อง "กระดูกกรามตาย" ขึ้นมาทันที

วันนี้ผมจะมาไขข้อข้องใจแบบภาษาบ้านๆ ตามแนวทางเวชปฏิบัติล่าสุด เพื่อให้คุณเดินไปหาหมอฟันได้อย่างสบายใจครับ


ความจริงเรื่อง "ยาฉีดกระดูกพรุน" กับ "การทำฟัน"

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ยารักษากระดูกพรุน ทั้งกลุ่มฉีด (Denosumab) และกลุ่มกิน/ฉีด (Bisphosphonates) มีเป้าหมายเดียวกันคือ "ยับยั้งการทำลายกระดูก" เพื่อให้กระดูกเราแข็งแรงขึ้น ไม่หักง่าย

แต่เนื่องจากกระดูกกรามในปากเราเป็นจุดที่มีการ "ซ่อมแซมตัวเอง" (Bone Turnover) สูงที่สุดในร่างกาย เมื่อยาไปยับยั้งการทำงานของเซลล์ที่ทำลายกระดูกมากเกินไป ในบางเคส (ซึ่งน้อยมาก) หากมีการทำหัตถการที่รุนแรงถึงขั้นกระดูกกราม อาจทำให้กระดูกบริเวณนั้นขาดเลือดไปเลี้ยงและซ่อมแซมตัวเองไม่ได้ จนเกิดภาวะที่เรียกว่า "กระดูกกรามตาย" (ONJ) ครับ


ทำรากฟันเทียมอยู่ กำลังจะใส่ครอบฟัน (Crown) มีปัญหาไหม?

สำหรับกรณีของคุณที่ถามมาว่า "ทำรากฟันเสร็จแล้ว อยู่ในขั้นตอนใส่ครอบฟัน (Crown)" คำตอบคือ "แทบไม่มีความเสี่ยงเลยครับ"

  • การใส่ครอบฟัน (Crown): เป็นการทำงานบนตัวฟัน หรือส่วนของรากฟันเทียมที่ฝังแน่นไปแล้ว ไม่มีการไปกระทบกระเทือนหรือทำลายเนื้อเยื่อกระดูกกรามเพิ่มเติม ดังนั้นคุณสามารถทำต่อได้ตามปกติครับ
  • สิ่งที่ต้องระวัง: คือขั้นตอนที่มีการ "ถอนฟัน" "ผ่าฟันคุด" หรือ "การฝังรากฟันเทียมใหม่" ซึ่งเป็นการรบกวนกระดูกกรามโดยตรงครับ

Denosumab VS Bisphosphonate: ต่างกันยังไง?

นี่คือประเด็นสำคัญที่ Guideline ล่าสุดให้ความสำคัญครับ เพราะธรรมชาติของยา 2 กลุ่มนี้ต่างกันมาก

  1. ยากลุ่ม Bisphosphonates (ทั้งกินและฉีด): ยาตัวนี้เหมือน "สีที่ทาแล้วติดทน" ครับ มันจะสะสมอยู่ในกระดูกนานมาก แม้หยุดยาไปแล้ว ฤทธิ์ยาก็ยังอยู่เป็นปีๆ
  2. ยา Denosumab (ยาฉีดทุก 6 เดือน): ยาตัวนี้เหมือน "การเปิด-ปิดสวิตช์" ครับ ฤทธิ์ยาจะค่อยๆ ลดลงและหมดไปภายใน 6 เดือนหลังจากฉีดเข็มสุดท้าย ดังนั้น Denosumab มีความยืดหยุ่นในการทำฟันมากกว่า เพราะเราสามารถกะจังหวะ "ช่วงพักยา" ได้แม่นยำกว่าครับ

การทำทันตกรรมแบบไหน "เสี่ยง" แบบไหน "ปลอดภัย"?

หมอฟันจะแบ่งความเสี่ยงออกเป็น 2 ระดับครับ:

  • ความเสี่ยงต่ำ (ทำได้เลย): อุดฟัน, ขูดหินปูน (แบบไม่ลึกมาก), รักษาคลองรากฟัน, ทำครอบฟัน, ทำฟันปลอมแบบถอดได้
  • ความเสี่ยงสูง (ต้องวางแผน): ถอนฟัน, ผ่าฟันคุด, การผ่าตัดเหงือกที่ต้องเปิดแผลถึงกระดูก, การฝังรากฟันเทียมใหม่

แนวทางปฏิบัติล่าสุด (Update Guideline) สำหรับคนฉีด Denosumab

หากคุณจำเป็นต้องทำหัตถการที่ "มีความเสี่ยงสูง" (เช่น ถอนฟัน) หลักการที่หมอกระดูกและหมอฟันแนะนำร่วมกันคือ "ทฤษฎีจังหวะเวลา" (The 3-4 Month Rule):

  1. หาช่วงเวลาที่ยาออกฤทธิ์ต่ำสุด: ควรทำฟันหลังจากฉีดยา Denosumab ไปแล้วประมาณ 3-4 เดือน (ซึ่งเป็นช่วงที่ระดับยาในร่างกายลดต่ำลงที่สุด)
  2. เว้นระยะก่อนฉีดเข็มต่อไป: หลังจากทำฟันเสร็จ ควรเว้นระยะให้แผลในปากหายดีก่อน (ประมาณ 2-4 สัปดาห์) แล้วค่อยไปฉีดเข็มถัดไป
  3. ไม่ต้องหยุดยาถาวร: ปัจจุบันไม่แนะนำให้หยุดยา Denosumab นานเกินไป เพราะอาจเกิดภาวะ "กระดูกหักย้อนกลับ" (Rebound vertebral fractures) ได้ครับ

สรุปคำแนะนำสำหรับคุณ

  • ใส่ครอบฟัน: ทำได้ทันที ไม่ต้องเลื่อนนัดหมอฟันครับ
  • รักษาความสะอาด: แปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันอย่างเคร่งครัด เพราะ "การมีฟันผุหรือเหงือกอักเสบ" มีความเสี่ยงทำให้กระดูกกรามพังมากกว่าการทำฟันเสียอีก
  • แจ้งหมอฟัน: ทุกครั้งที่ไปทำฟัน ต้องบอกว่า "ผม/ดิฉัน ฉีดยารักษากระดูกพรุนชื่อ Denosumab (Prolia) อยู่" เพื่อให้หมอฟันช่วยสังเกตอาการครับ

การรักษากระดูกพรุนเป็นเรื่องสำคัญ แต่สุขภาพช่องปากก็ทิ้งไม่ได้ครับ แค่เราวางแผนร่วมกับหมอกระดูกและหมอฟัน เราก็จะมีทั้งกระดูกที่แข็งแรงและรอยยิ้มที่มั่นใจไปพร้อมๆ กันครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#กระดูกพรุน #Denosumab #ทำฟัน #รากฟันเทียม #ครอบฟัน #กระดูกกรามตาย #รักษากระดูกพรุน #หมอเก่ง #สุขภาพช่องปาก #Prolia


References

  1. Adler RA, et al. Managing Osteoporosis in Patients on Antiresorptive Therapy with Dental Concerns. Journal of Bone and Mineral Research. 2016;31(1):16-23. (สรุป: แนวทางการจัดการคนไข้โรคกระดูกพรุนที่ต้องทำฟันในกลุ่มยา Antiresorptive)
  2. Yarom N, et al. Medication-Related Osteonecrosis of the Jaw: MASCC/ISOO/ASCO Clinical Practice Guideline. Journal of Clinical Oncology. 2019;37(25):2270-2290. (สรุป: ไกด์ไลน์ระดับสากลเรื่องภาวะกระดูกกรามตายจากการใช้ยา)
  3. Diez-Perez A, et al. Denosumab and the risk of oromaxillofacial disorders. Osteoporosis International. 2021;32:1015–1023. (สรุป: งานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับความเสี่ยงและการจัดการคนใช้ยา Denosumab กับการทำทันตกรรม)
  4. AAOMS Position Paper. Medication-Related Osteonecrosis of the Jaw—2022 Update. Journal of Oral and Maxillofacial Surgery. 2022;80(5):920-943. (สรุป: การอัปเดตล่าสุดปี 2022 เกี่ยวกับการป้องกันและรักษาภาวะกระดูกกรามตายจากการใช้ยา)
  5. Thai Osteoporosis Foundation (TOPF). Clinical Practice Guideline for Management of Osteoporosis. 2021. (สรุป: แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลโรคกระดูกพรุนของประเทศไทย)

วันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569

“กระดูกบาง... แต่ยังไม่พรุน” อายุ 60 ปี ผล DEXA แบบนี้ ต้องกินยาเลยไหม หรือแค่แคลเซียมก็พอ?

 

“กระดูกบาง... แต่ยังไม่พรุน” อายุ 60 ปี ผล DEXA แบบนี้ ต้องกินยาเลยไหม หรือแค่แคลเซียมก็พอ?


“คุณหมอคะ เพื่อนรุ่นเดียวกันล้มแล้วสะโพกหักไปหลายคนเลย พี่เลยไปตรวจมวลกระดูกมา ผลออกมาเป็นเลขติดลบ หมอบอกว่ากระดูกเริ่มบางแล้ว พี่กลัวมากเลยค่ะ ต้องเริ่มกินยาเลยไหม หรือต้องทำตัวยังไงไม่ให้มันกลายเป็นกระดูกพรุน?”

เคสนี้เป็นคำถามยอดฮิตของคุณแม่วัย 60 ปีที่รักสุขภาพครับ การที่เรารู้ตัวก่อนว่า “กระดูกเริ่มบาง” เปรียบเหมือนเราเห็นรอยร้าวบนผนังบ้านก่อนที่มันจะถล่มลงมาครับ เป็นโอกาสทองที่เราจะรีโนเวทให้มันกลับมาแข็งแรงได้ทันเวลา

วันนี้หมอจะพามาแปลผลตัวเลข -1.8 และ -1.6 ให้เข้าใจง่ายๆ พร้อมแผนรับมือฉบับใช้งานได้จริงครับ

เข้าใจตัวเลข DEXA: -1.8 กับ -1.6 บอกอะไรเรา?

เวลาเราไปเข้าเครื่องสแกนวัดมวลกระดูก (DEXA scan) ค่าที่ได้เราเรียกว่า T-Score ครับ ซึ่งเป็นการเอาความหนาแน่นกระดูกของเราไปเทียบกับคนหนุ่มสาวที่กระดูกแข็งแรงที่สุด

  • ค่าปกติ: มากกว่า -1.0 ขึ้นไป
  • กระดูกบาง (Osteopenia): อยู่ระหว่าง -1.0 ถึง -2.5 (เคสนี้อยู่ที่ -1.8 และ -1.6 จึงจัดอยู่ในกลุ่มนี้ครับ)
  • กระดูกพรุน (Osteoporosis): น้อยกว่า -2.5 ลงไป (เช่น -2.6, -3.0)

แม้ตัวเลขของคุณพี่จะยังไม่ถึงขั้น “พรุน” แต่ก็ประมาทไม่ได้ครับ เพราะความแข็งแรงเริ่มลดลงแล้ว และถ้าปล่อยไว้โดยไม่ทำอะไร ตัวเลขนี้จะขยับลงไปแตะโซนอันตรายได้ทุกปีตามอายุที่เพิ่มขึ้นครับ

กลไกภายใน: ทำไมผู้หญิงวัย 60 ถึงกระดูกบางลง?

เมื่อเข้าสู่วัยทอง ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เคยช่วย “ล็อก” แคลเซียมไว้ในกระดูกจะหายไปครับ ร่างกายจะเริ่มดึงแคลเซียมออกมาใช้มากกว่าการสร้างใหม่ ผลที่ตามมาคือเนื้อกระดูกที่เคยแน่นเหมือน “ผนังปูน” จะเริ่มกลายเป็น “ฟองน้ำ” ที่มีรูพรุนมากขึ้นเรื่อยๆ

ปัจจัยที่ทำให้บางเร็วขึ้น:

  1. การทานแคลเซียมไม่พอในแต่ละวัน
  2. ขาดวิตามินดี (ไม่ค่อยโดนแดด)
  3. ไม่ค่อยออกกำลังกายลงน้ำหนัก
  4. พันธุกรรม หรือการทานยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์

อาการแสดง: “ภัยเงียบที่ไม่มีสัญญาณเตือน”

โรคกระดูกบางและกระดูกพรุนไม่มีอาการปวดครับ หลายคนเข้าใจผิดว่าปวดหลังคือกระดูกพรุน จริงๆ แล้วเราจะไม่รู้สึกอะไรเลยจนกว่า “กระดูกจะหัก” ครับ ดังนั้นการตรวจเจอจากค่า DEXA ตั้งแต่เนิ่นๆ แบบนี้ถือว่าโชคดีมากครับ

แนวทางการรักษาและป้องกัน: ต้องทานยาไหม?

สำหรับค่า T-score ระหว่าง -1.0 ถึง -2.5 หมอจะพิจารณา 2 ส่วนหลักๆ ครับ

1. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (พื้นฐานที่ต้องทำทุกคน):

  • แคลเซียมต้องถึง: ผู้หญิงอายุ 60 ควรได้รับแคลเซียมวันละ 1,200 มิลลิกรัม เน้นจากอาหาร เช่น ปลาเล็กปลาน้อย ผักใบเขียว เต้าหู้ นมพร่องมันเนย
  • วิตามินดีต้องมี: ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม หมอแนะนำให้ตรวจระดับวิตามินดีในเลือดด้วยครับ หรือรับแสงแดดอ่อนๆ ช่วงเช้า/เย็น
  • ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก (Weight-bearing): เช่น การเดินเร็ว รำไทเก๊ก หรือเต้นแอโรบิกเบาๆ เพื่อกระตุ้นให้เซลล์กระดูกสร้างเนื้อกระดูกใหม่

2. การใช้ยา (พิจารณาเป็นรายบุคคล):

  • หากคำนวณความเสี่ยง (FRAX Score) แล้วพบว่ามีโอกาสกระดูกหักสูงใน 10 ปีข้างหน้า แม้มวลกระดูกจะยังไม่ถึง -2.5 หมอก็อาจพิจารณาให้ยาครับ
  • ยาที่พิจารณา: มักเริ่มจากกลุ่มเสริมแคลเซียมและวิตามินดีรูปแบบยาเม็ด หรือยารักษากระดูกพรุนบางชนิดในกรณีที่มีความเสี่ยงสูงจริงๆ

การตรวจติดตามและพยากรณ์โรค

โดยทั่วไป หมอจะนัดตรวจมวลกระดูกซ้ำทุก 1-2 ปี เพื่อดูว่าแนวทางการรักษาที่ทำอยู่นั้นได้ผลไหม มวลกระดูกเพิ่มขึ้นหรือนิ่งอยู่กับที่หรือไม่

ข่าวดีคือ: ภาวะกระดูกบาง “ย้อนกลับได้” หรืออย่างน้อยก็ “หยุดให้นิ่ง” ได้ครับ หากเราปรับการกินและออกกำลังกายอย่างจริงจัง โอกาสที่จะกลายเป็นกระดูกพรุนจนสะโพกหักก็จะลดลงมหาศาลครับ


สรุป

ผลตรวจ -1.8 และ -1.6 คือสัญญาณเตือนภัยที่กำลังบอกให้คุณพี่หันมาใส่ใจกระดูกอย่างจริงจังครับ ยังไม่ต้องตกใจถึงขั้นกินยารักษากระดูกพรุนแบบฉีดหรือเม็ดแรงๆ (ถ้าความเสี่ยงอื่นไม่สูง) แต่ต้องเข้มงวดเรื่องแคลเซียม วิตามินดี และการเดินออกกำลังกาย เพื่อรักษา “ฐานราก” ของร่างกายให้แข็งแรงไปนานๆ ครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#กระดูกบาง #กระดูกพรุน #DEXAscan #ผู้หญิงวัยทอง #สุขภาพผู้สูงอายุ #แคลเซียม #วิตามินดี #ตรวจมวลกระดูก #หมอเก่ง #กระดูกแข็งแรง


References

  1. Cosman F, et al. (2024). Clinician's Guide to Prevention and Treatment of Osteoporosis. (แนวทางการดูแลกระดูกบางเพื่อป้องกันไม่ให้พัฒนาเป็นกระดูกพรุน)
  2. International Osteoporosis Foundation (2023). Calcium and Vitamin D recommendations for postmenopausal women. (ข้อแนะนำปริมาณแคลเซียมและวิตามินดีที่เหมาะสมในผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน)
  3. Thai Osteoporosis Foundation (2024). Clinical Practice Guideline for Management of Osteopenia. (แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลภาวะกระดูกบางของประเทศไทย)
  4. Bischoff-Ferrari HA, et al. (2025). Role of weight-bearing exercise in bone health. (บทบาทของการออกกำลังกายลงน้ำหนักต่อการเพิ่มความหนาแน่นมวลกระดูก)
  5. National Osteoporosis Guideline Group (2023). FRAX tool and clinical decision making. (การใช้เครื่องมือคำนวณความเสี่ยงกระดูกหักเพื่อพิจารณาการเริ่มยาในคนไข้กระดูกบาง)

วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569

ตรวจกระดูกที่ส้นเท้า... บอกว่าเป็นกระดูกพรุน!" เชื่อได้แค่ไหน? ทำไมหมอถึงบอกว่าอย่าเพิ่งตกใจถ้ายังไม่ได้ทำ DEXA Scan

 



ตรวจกระดูกที่ส้นเท้า... บอกว่าเป็นกระดูกพรุน!" เชื่อได้แค่ไหน? ทำไมหมอถึงบอกว่าอย่าเพิ่งตกใจถ้ายังไม่ได้ทำ DEXA Scan

"หมอครับ ไปตรวจมวลกระดูกฟรีที่ร้านยามา เขาเอาเครื่องมาทาบที่ส้นเท้าแล้วบอกว่าผมเป็นกระดูกพรุน ให้รีบซื้อแคลเซียมกินด่วนเลย จริงไหมครับหมอ?"

คำถามนี้ผมเจอบ่อยมากครับ คุณป้าสมศรี (นามสมมติ) วัย 60 ปี เดินเข้ามาหาผมด้วยสีหน้ากังวลสุดขีด มือหนึ่งถือแผ่นพิกัดสีแดงที่ได้จากเครื่องตรวจจิ๋วใบนั้น อีกมือหนึ่งถือถุงยาแคลเซียมพะรุงพะรัง ซึ่งนี่คือ "กับดัก" ความเข้าใจผิดที่ทำให้หลายคนเสียเงินฟรีและเสียสุขภาพจิตไปไม่น้อยเลยครับ

เครื่องตรวจที่ส้นเท้า vs มาตรฐานโรงพยาบาล ต่างกันยังไง?

ต้องอธิบายแบบนี้ครับ เครื่องที่คุณป้าเจอตามงานจัดแสดงหรือร้านขายยา ส่วนใหญ่คือเครื่อง Quantitative Ultrasound (QUS) ซึ่งใช้คลื่นเสียงความถี่สูงตรวจบริเวณส้นเท้าหรือข้อมือ

  • ความจริงคือ: เครื่องนี้เป็นเพียงการ "คัดกรองเบื้องต้น" (Screening) เท่านั้นครับ ความแม่นยำยังคลาดเคลื่อนได้สูงมาก ไม่สามารถนำมาใช้ "วินิจฉัย" ว่าคุณเป็นโรคกระดูกพรุนได้จริงๆ เพราะกระดูกที่ส้นเท้ากับกระดูกที่เป็นจุดอันตรายอย่าง สะโพก หรือ สันหลัง มีโครงสร้างที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ

DEXA Scan: บรรทัดฐานทองคำ (Gold Standard) ที่หมอกระดูกยอมรับ

หากต้องการรู้ว่ากระดูกเราแข็งแรงจริงไหม เราต้องตรวจด้วยเครื่อง DXA หรือ DEXA Scan (Dual-energy X-ray Absorptiometry) เท่านั้นครับ ซึ่งเป็นการใช้รังสีเอกซเรย์พลังงานต่ำสแกนลงไปที่ กระดูกสันหลังส่วนเอว และ ข้อสะโพกโดยตรง

ทำไมต้องตรวจที่ "หลัง" และ "สะโพก"? เพราะสองจุดนี้คือตำแหน่งที่ถ้า "หัก" ขึ้นมาแล้วจะส่งผลเสียต่อคุณภาพชีวิตอย่างรุนแรงที่สุดครับ การตรวจด้วยเครื่อง DEXA จะให้ค่าที่แม่นยำออกมาเป็นตัวเลขที่เรียกว่า T-Score เพื่อเปรียบเทียบมวลกระดูกของเรากับค่าเฉลี่ยของคนหนุ่มสาวที่สุขภาพดี

ใครบ้างที่ควรตรวจ BMD (DEXA Scan) อย่างจริงจัง?

ไม่ใช่ทุกคนต้องรีบไปตรวจครับ แต่กลุ่มที่ "ต้องตรวจ" ตามคำแนะนำทางการแพทย์คือ:

  1. ผู้หญิงที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป หรือผู้ชายที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป

  2. ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนเร็ว (ก่อนอายุ 45 ปี)

  3. คนที่มีประวัติเคยกระดูกหักง่ายจากการอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย

  4. คนที่กินยาสเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานาน

  5. คนที่มีรูปร่างผอมมาก (ดัชนีมวลกายต่ำ) หรือมีความสูงลดลงมากกว่า 4 เซนติเมตร

แนวทางการรักษาและป้องกัน: ไม่ใช่แค่กินแคลเซียมแล้วจบ

หากตรวจด้วยเครื่อง DEXA แล้วพบว่าเป็นกระดูกพรุนจริงๆ การรักษาจะมีขั้นตอนดังนี้ครับ:

  • การปรับพฤติกรรม: เน้นออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก (Weight-bearing exercise) เช่น เดินเร็ว รำไทเก็ก เพื่อกระตุ้นการสร้างกระดูก

  • สารอาหาร: รับแคลเซียมจากธรรมชาติ (เช่น ปลาตัวเล็ก ผักใบเขียว) และที่สำคัญที่สุดคือ วิตามินดี ซึ่งช่วยในการดูดซึมแคลเซียมครับ

  • ยาเฉพาะทาง: กรณีที่เป็นรุนแรง หมอจะสั่งยาในกลุ่มที่ช่วยยับยั้งการทำลายกระดูก หรือยากระตุ้นการสร้างกระดูก ซึ่งมีทั้งแบบกินและแบบฉีด (ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น)

พยากรณ์โรค: หายได้ไหม? โรคกระดูกพรุนคือ "ภัยเงียบ" ครับ เราอาจไม่รู้สึกเจ็บจนกว่าจะหัก แต่ถ้าเราตรวจพบแต่เนิ่นๆ ด้วยวิธีที่ถูกต้อง (DEXA Scan) และรักษาอย่างต่อเนื่อง มวลกระดูกสามารถเพิ่มขึ้นได้ หรืออย่างน้อยก็คงที่และลดความเสี่ยงในการหักได้มหาศาลครับ

สรุป เครื่องตรวจมวลกระดูกที่ส้นเท้าตามร้านยา มีไว้เพื่อ "เตือน" ให้เราไปตรวจต่อที่โรงพยาบาลเท่านั้นครับ อย่าเพิ่งตกใจจนกินยาเองพร่ำเพรื่อ หากผลออกมาไม่ดี ให้มาปรึกษาหมอกระดูกเพื่อทำ DEXA Scan ที่ได้มาตรฐาน จะได้รู้ค่าที่ชัดเจนและวางแผนการรักษาที่ถูกต้องที่สุดครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ตรวจมวลกระดูก #กระดูกพรุน #DEXAscan #BMD #สุขภาพผู้สูงอายุ #หมอเก่ง #ภัยเงียบ #แคลเซียม #วิตามินดี #กระดูกหัก


References

  1. Cosman F, et al. (2024). Clinician's Guide to Prevention and Treatment of Osteoporosis. Osteoporosis International. (สรุป: คู่มือมาตรฐานการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคกระดูกพรุนที่ใช้กันทั่วโลก ยืนยัน DEXA เป็นวิธีมาตรฐาน)

  2. Kanis JA, et al. (2023). European guidance for the diagnosis and management of osteoporosis in postmenopausal women. (สรุป: แนวทางการตรวจคัดกรองในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน และความแม่นยำของตำแหน่งที่ตรวจ)

  3. Shepstone L, et al. (2022). Screening in the community to reduce fractures in older women (SCOOP trial). (สรุป: งานวิจัยเปรียบเทียบการคัดกรองมวลกระดูกกับการลดอุบัติการณ์กระดูกหักในชีวิตจริง)

  4. National Osteoporosis Foundation (NOF). (2025). Bone Density Exam/Testing. (สรุป: คำอธิบายขั้นตอนการตรวจมวลกระดูกแบบต่างๆ และการแปลผล T-Score)

  5. Shoback D. (2024). Update on Osteoporosis Management. Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism. (สรุป: ข้อมูลล่าสุดเรื่องการใช้ยารักษาและการติดตามผลมวลกระดูกหลังการรักษา)

วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569

ค่ากระดูก -2.5! ป้าเป็นกระดูกพรุนแล้วเหรอคะหมอ? ต้องกินยาเลยไหม?" ... อย่าเพิ่งตกใจ! มาเช็ก "ดวงกระดูก" ด้วย FRAX Score กันก่อนครับ

 



ค่ากระดูก -2.5! ป้าเป็นกระดูกพรุนแล้วเหรอคะหมอ? ต้องกินยาเลยไหม?" ... อย่าเพิ่งตกใจ! มาเช็ก "ดวงกระดูก" ด้วย FRAX Score กันก่อนครับ

"หมอเก่งคะ ป้าเพิ่งไปตรวจสุขภาพมา หมอบอกว่าค่ามวลกระดูกสันหลัง (L1-4) ของป้าอยู่ที่ -2.5 เข้าข่ายกระดูกพรุนแล้ว! ป้าตกใจมาก ป้าต้องกินยาต้านกระดูกพรุนไปตลอดชีวิตเลยไหมคะ? ป้ากลัวผลข้างเคียงจังเลย"

นี่คือคำถามจาก "คุณป้าสมพร" หญิงวัย 63 ปี ที่ดูแข็งแรง เดินเหินคล่องแคล่ว แต่ใบตรวจสุขภาพกลับฟ้องว่ากระดูกเริ่มบางจนถึงเกณฑ์พรุน (Osteoporosis) แล้ว

หลายคนพอเห็นตัวเลข -2.5 ปุ๊บ ก็ใจเสียปั๊บ คิดว่าต้องรีบอัดยาเม็ดโตๆ ทันที... ช้าก่อนครับ! ในทางการแพทย์ยุคใหม่ ตัวเลข BMD (Bone Mineral Density) อย่างเดียว อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายเสมอไป

วันนี้หมอเก่งจะพาไปรู้จักกับเครื่องมือตัดสินใจที่สำคัญกว่าแค่ค่ากระดูก นั่นคือ "FRAX Score" ครับ


เจาะลึกความจริง: ตัวเลข -2.5 บอกอะไรเรา?

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนครับว่า เวลาเราตรวจมวลกระดูก เราจะดูค่าที่เรียกว่า T-score

  • มากกว่า -1.0: กระดูกปกติ (แข็งโป๊ก)

  • -1.0 ถึง -2.5: กระดูกบาง (Osteopenia) - เริ่มเตือนภัย

  • ต่ำกว่า -2.5: กระดูกพรุน (Osteoporosis) - โครงสร้างภายในเริ่มโปร่งบางเหมือนฟองน้ำ

ในกรณีของคุณป้าสมพร ค่าอยู่ที่ -2.5 พอดีเป๊ะ ซึ่งคาบเกี่ยวอยู่ที่เส้นแบ่งของคำว่า "โรคกระดูกพรุน" ครับ แต่การจะตัดสินใจว่า "ต้องกินยาหรือไม่" หมอจะไม่ได้ดูแค่ตัวเลขนี้ตัวเดียว แต่เราต้องดู "โอกาสที่กระดูกจะหักในอีก 10 ปีข้างหน้า" ต่างหากครับ


พระเอกขี่ม้าขาว: FRAX Score คืออะไร?

FRAX (Fracture Risk Assessment Tool) เปรียบเสมือน "เครื่องคำนวณความเสี่ยง" (คล้ายๆ พยากรณ์อากาศ) ที่องค์การอนามัยโลก (WHO) รับรองครับ มันช่วยบอกหมอว่า "คนไข้คนนี้ มีโอกาสกระดูกหักกี่เปอร์เซ็นต์"

ทำไมต้องใช้? เพราะคนสองคนที่มีค่ากระดูก -2.5 เท่ากัน อาจมีความเสี่ยงกระดูกหัก ไม่เท่ากัน ครับ!

ปัจจัยที่ FRAX นำมาคำนวณร่วมกับค่ากระดูก:

  1. อายุ: ยิ่งอายุมาก กระดูกยิ่งเปราะ

  2. ดัชนีมวลกาย (BMI): คนผอมแห้ง มีความเสี่ยงมากกว่าคนท้วม

  3. ประวัติพ่อแม่: เคยมีกระดูกสะโพกหักมาก่อนไหม (พันธุกรรมมีผลมาก)

  4. การสูบบุหรี่ / ดื่มเหล้า: ตัวทำลายกระดูกชั้นดี

  5. การใช้ยาบางชนิด: เช่น ยาสเตียรอยด์ (Steroids) ติดต่อกันนานๆ

  6. โรคประจำตัว: เช่น รูมาตอยด์


สรุป: ต้องกินยาไหม? ดูผลจาก FRAX อย่างไร

เมื่อหมอกรอกข้อมูลของคุณป้าลงใน FRAX Score ผลจะออกมาเป็น % ครับ โดยเราจะดู 2 ค่าหลักๆ เพื่อตัดสินใจเรื่องยา:

  1. โอกาสกระดูกสะโพกหัก (Hip Fracture):

    • ถ้า เกิน 3% --> "ควรเริ่มทานยา" ทันที เพราะสะโพกหักเรื่องใหญ่มาก

  2. โอกาสกระดูกหักตำแหน่งหลักๆ (Major Osteoporotic Fracture):

    • ถ้า เกิน 20% --> "ควรเริ่มทานยา" เพื่อป้องกันไว้ก่อน

แต่ถ้าคำนวณออกมาแล้ว ความเสี่ยง "ต่ำกว่าเกณฑ์" นี้ล่ะ? แม้ค่ากระดูกจะเป็น -2.5 แต่ถ้าคุณป้าดูแลตัวเองดี ไม่มีปัจจัยเสี่ยงอื่น (FRAX ต่ำ) แพทย์อาจจะเลือกทางเลือกที่นุ่มนวลกว่าการเริ่มยาต้านกระดูกพรุนทันที เช่น:

  • เสริม แคลเซียม (จากอาหารหรือยาเม็ด) ให้เพียงพอ

  • เติม วิตามิน D (ตากแดดอ่อนๆ หรือทานเสริม) เพื่อช่วยดูดซึมแคลเซียม

  • เน้น การออกกำลังกายลงน้ำหนัก (Weight-bearing exercise) เช่น เดินเร็ว เต้นรำ เพื่อกระตุ้นให้กระดูกแข็งแรงขึ้น

  • นัดมา ติดตามค่ากระดูก ทุก 1-2 ปี อย่างใกล้ชิด


ทางเลือกการรักษา: ถ้าจำเป็นต้องกินยา

หากประเมินแล้วว่า "เสี่ยงสูง" ยารักษากระดูกพรุนปัจจุบันมีประสิทธิภาพดีมากครับ มีทั้งแบบ:

  • ยากิน: (อาทิตย์ละครั้ง หรือเดือนละครั้ง) สะดวก แต่อาจระคายเคืองกระเพาะ ต้องกินน้ำเยอะๆ และห้ามนอนราบหลังกิน 30 นาที

  • ยาฉีด: (6 เดือนครั้ง หรือปีละครั้ง) เหมาะกับคนที่มีปัญหาเรื่องการกลืนยา หรือขี้ลืม


หมอเก่งขอสรุป

สำหรับคุณป้าวัย 63 ปี ที่ค่ากระดูกแตะ -2.5 "ยังไม่ต้องตกใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับครับ" ให้คุณหมอช่วยประเมิน FRAX Score ก่อนครับ

  • ถ้าความเสี่ยงต่ำ: ปรับพฤติกรรม + แคลเซียม + วิตามิน D + ออกกำลังกาย

  • ถ้าความเสี่ยงสูง: การทานยาจะช่วย "คุ้มกัน" ไม่ให้กระดูกหัก ซึ่งคุ้มค่ากว่าการรอให้หักแล้วค่อยมารักษามากครับ

กระดูกพรุนป้องกันได้ และรักษาได้ ขอแค่เข้าใจและดูแลให้ถูกวิธีครับ!


เครื่องมือคำนวณ https://www.fraxplus.org/th/calculation-tool


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#กระดูกพรุน #ค่ามวลกระดูก #BMD #FRAXscore #กระดูกบาง #วิตามินดี #แคลเซียม #หมอกระดูก #สุขภาพผู้สูงอายุ #หมอเก่งธนินนิตย์ #ป้องกันกระดูกหัก


References

  1. Kanis JA, et al. European guidance for the diagnosis and management of osteoporosis in postmenopausal women.Osteoporosis International (2019/Updated 2024 context). (แนวทางการรักษามาตรฐานยุโรปที่เน้นการใช้ FRAX ในการตัดสินใจเริ่มยา)

  2. Thai Osteoporosis Foundation (TOPF). Clinical Practice Guideline for Management of Osteoporosis 2021.(แนวทางเวชปฏิบัติของไทย ที่ระบุเกณฑ์การเริ่มยาเมื่อ T-score <-2.5 หรือมีความเสี่ยงจาก FRAX สูง)

  3. National Osteoporosis Foundation (NOF). Clinician’s Guide to Prevention and Treatment of Osteoporosis.(2024). (คู่มือแพทย์ที่ยืนยันว่าการตัดสินใจรักษาควรดูปัจจัยเสี่ยงร่วมด้วย ไม่ใช่ดูแค่ค่า BMD อย่างเดียว)

  4. World Health Organization (WHO). FRAX® Charts for Thailand. (ตารางประเมินความเสี่ยงเฉพาะสำหรับคนไทย)

  5. Journal of Bone and Mineral Research. Treatment thresholds based on FRAX. (2023). (งานวิจัยเกี่ยวกับจุดตัดความคุ้มค่าในการเริ่มยาต้านกระดูกพรุน)

วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569

เช็กลิสต์บ้านปลอดภัย 10 จุดเสี่ยงทำผู้สูงอายุล้มจนกระดูกหัก!

 



บ้านหรือกับดัก? เช็กลิสต์ 10 จุดเสี่ยงในบ้านที่ทำคุณยายล้มจนกระดูกหัก!

บ้านที่เคยเป็นวิมานอาจกลายเป็น "สนามทุ่นระเบิด" สำหรับผู้สูงอายุได้ในชั่วพริบตา โดยเฉพาะเมื่อกระดูกของท่านบางลงตามวัย การล้มเพียงครั้งเดียวในบ้านอาจหมายถึงการผ่าตัดใหญ่หรือภาวะติดเตียง วันนี้หมอจะพาทุกคนไปเดินสำรวจบ้านทีละจุด เพื่อเปลี่ยนพื้นที่เสี่ยงให้กลายเป็นพื้นที่แสนปลอดภัยกันครับ


ห้องน้ำ: สมรภูมิอันดับหนึ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

ห้องน้ำเป็นจุดที่มีสถิติผู้สูงอายุลื่นล้มบ่อยที่สุด เนื่องจากพื้นผิวที่เปียกชื้นและการเปลี่ยนท่าทางจากนั่งเป็นยืนที่รวดเร็วเกินไปทำให้เกิดอาการหน้ามืดได้ง่าย

ลองจินตนาการว่าพื้นห้องน้ำที่เปียกและมีคราบสบู่เปรียบเสมือน "ลานไอซ์สเก็ต" ครับ สำหรับคนหนุ่มสาวอาจแค่ลื่นไถล แต่สำหรับคุณยายวัย 75 ปีที่สมดุลร่างกายเริ่มไม่มั่นคง พื้นที่นี้คืออันตรายถึงชีวิต สิ่งที่ต้องมีคือ ราวจับ (Grab Bars) ที่เปรียบเหมือน "ไม้เท้าส่วนตัว" ในจุดที่ต้องลุกนั่ง และ แผ่นกันลื่น ที่ช่วยยึดเกาะเท้าให้มั่นคงเหมือนยางรถยนต์คุณภาพดีนั่นเองครับ


บันได: เส้นทางลาดชันที่ไร้เครื่องป้องกัน

ขั้นบันไดที่มีความสูงไม่เท่ากัน แสงสว่างไม่เพียงพอ หรือไม่มีราวจับที่แข็งแรง คือสาเหตุหลักของการพลัดตกหกล้มที่ส่งผลให้กระดูกสันหลังยุบตัวหรือกระดูกสะโพกหักรุนแรง

บันไดบ้านเรามักจะถูกออกแบบมาสวยงามแต่บางครั้งก็ "พรางตา" ครับ หากไม่มีแถบสีสะท้อนแสงที่ปลายกั้นบันได คุณยายอาจกะระยะพลาดเหมือนเดินอยู่บน "หน้าผาจำลอง" การติดตั้ง แสงสว่างแบบเซนเซอร์ และ ราวจับทั้งสองด้าน จะช่วยให้ทุกการก้าวเดินเหมือนมีคนคอยประคองอยู่ตลอดเวลาครับ


พรมเช็ดเท้า: กับดักล่องหนที่พร้อมตะครุบเท้าคุณ

พรมเช็ดเท้าที่ไม่มีแถบกันลื่นด้านล่าง หรือพรมผืนเล็กๆ ที่วางไว้บนพื้นขัดมัน คือ "กับดักหนู" ที่คอยเกี่ยวเท้าผู้สูงอายุให้เสียหลักล้มคว่ำได้ง่ายที่สุด

พรมพวกนี้เวลาเราเดินเร็วๆ มันจะ "ไถล" ไปกับพื้นเหมือนสกีครับ หมอแนะนำให้ใช้พรมที่มี แถบยางกันลื่น (Non-slip backing) หรือถ้าเป็นไปได้ ให้ยึดพรมติดกับพื้นด้วยเทปกาวสองหน้าสำหรับพรมโดยเฉพาะ เพื่อให้มั่นใจว่าพรมจะไม่ออกมา "วิ่ง" เล่นใต้เท้าคุณยายครับ


แสงสว่าง: ศัตรูตัวฉกาจที่มาในรูปแบบความมืด

การประหยัดไฟในจุดทางเดินหรือหน้าห้องน้ำในช่วงกลางคืน คือสาเหตุที่ทำให้ผู้สูงหญ้ามองไม่เห็นสิ่งกีดขวางและสะดุดล้มจนกระดูกแตกหักได้

ดวงตาของผู้สูงอายุเปรียบเสมือน "กล้องถ่ายรูปตกรุ่น" ที่ต้องการแสงสว่างมากกว่าปกติในการโฟกัสภาพครับ การติดตั้ง ไฟทางเดิน (Night Lights) ที่สว่างอัตโนมัติเมื่อมืด จะช่วยให้ท่านมองเห็น "หลุมพราง" เล็กๆ น้อยๆ ในบ้านได้อย่างชัดเจนครับ


สายไฟและสิ่งรกเรื้อบนพื้น: สายสลิงที่มองไม่เห็น

สายไฟที่ระโยงระยางตามพื้นหรือสิ่งของที่วางระเกะระกะตามทางเดิน คือ "บ่วงบาศ" ที่คอยเกี่ยวกระตุกให้ผู้สูงอายุล้มหน้าคะมำ

ในบ้านที่มีของเยอะๆ ทางเดินมักจะถูกบีบให้แคบลงเหมือน "เขาวงกต" ครับ หมอแนะนำให้จัดบ้านโดยยึดหลัก Clear Pathway คือทางเดินต้องโล่งกว้างพอที่รถเข็นหรือวอล์กเกอร์จะผ่านได้สบาย และเก็บสายไฟขึ้นผนังให้หมด เพื่อลดโอกาสที่เท้าจะไปสะดุดเข้าครับ


เตียงนอน: ความสูงที่พอเหมาะคือหัวใจสำคัญ

เตียงนอนที่สูงเกินไปจนเท้าลอย หรือเตี้ยเกินไปจนลุกยาก ทำให้ผู้สูงอายุเสียสมดุลขณะลุกขึ้นตอนกลางดึกและนำไปสู่การล้มข้างเตียง

ระดับเตียงที่พอดีควรให้คุณยาย "นั่งแล้วเท้าแตะพื้นพอดี" ครับ เหมือนการเลือกเก้าอี้ทำงานที่ดี หากเตียงสูงไปเวลาจะลงต้อง "กระโดด" ลงมา ซึ่งกระดูกสันหลังที่บางอยู่แล้วอาจยุบตัวจากแรงกระแทกนี้ได้ทันทีครับ


ประตูและธรณีประตู: อุปสรรคเล็กๆ ที่ทำเรื่องใหญ่

ธรณีประตูที่ยกสูงเกินไปในบ้านทรงไทยสมัยก่อน คือ "เนินสะดุด" ที่มักถูกมองข้ามแต่กลับทำให้คนไข้หักสะโพกมานักต่อนักแล้ว

หากบ้านไหนมีธรณีประตู หมอแนะนำให้ทำ ทางลาดเล็กๆ (Ramp) หรือทาสีให้ตัดกับพื้นชัดเจนครับ เพื่อให้คุณยายรู้ว่า "จุดนี้ต้องยกเท้าสูงนะ" เหมือนเครื่องหมายจราจรที่คอยเตือนภัยครับ


รองเท้าใส่ในบ้าน: เกราะป้องกันที่กลายเป็นภาระ

รองเท้าแตะเดินในบ้านที่หลวมเกินไป หรือรองเท้าที่พื้นลื่นจนไม่มีแรงยึดเกาะ ทำให้การก้าวเดินไม่มั่นคงและเสี่ยงต่อการเสียหลักล้ม

รองเท้าแตะคีบที่พื้นเรียบกริบเปรียบเสมือน "ยางรถหัวโล้น" ครับ หมอแนะนำให้ใส่รองเท้าแบบ หุ้มส้น ที่มีพื้นยางกันลื่นชัดเจน เพื่อให้ทุกย่างก้าวแน่นปึกเหมือนใส่รองเท้าสตั๊ดลงสนามหญ้าครับ


เฟอร์นิเจอร์ที่มีล้อ: ความสะดวกที่แฝงด้วยความเสี่ยง

เก้าอี้ทำงานหรือชั้นวางของที่มีล้อเลื่อน เมื่อผู้สูงอายุเผลอไปเกาะเพื่อพยุงตัว ล้อจะ "ไหล" หนีออกไปทำให้ท่านล้มฟาดพื้นอย่างแรง

เฟอร์นิเจอร์พวกนี้เปรียบเสมือน "ม้าพยศ" ครับ ถ้าจะใช้ต้องมั่นใจว่ามีระบบ Locking Mechanism หรือเปลี่ยนเป็นขาตั้งธรรมดาที่มั่นคงจะดีกว่ามาก เพื่อความชัวร์ว่าเมื่อไหร่ที่ท่านคว้า มันจะไม่หนีไปไหนครับ


พื้นต่างระดับ: จุดเปลี่ยนทิศทางที่อันตราย

พื้นบ้านที่มีการลดระดับเพียงเล็กน้อย (Split-level) โดยไม่มีเครื่องหมายเตือน มักทำให้ผู้สูงเหยียบ "พลาดเป้า" จนเกิดการพลิกของข้อเท้าและล้มฟาด

จุดนี้แก้ได้ง่ายๆ ด้วยการติด เทปกันลื่นสีสะท้อนแสง ครับ เพื่อให้สมองของคุณยายประมวลผลได้ทันว่า "เฮ้ย! พื้นมันเปลี่ยนระดับนะ" ก่อนที่จะก้าวพลาดจนเสียใจภายหลังครับ


บทสรุปจากหมอ

การรีโนเวทบ้านเพื่อผู้สูงอายุไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่เป็นการ "ลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด" เพื่อป้องกันค่ารักษาพยาบาลหลักแสนจากการผ่าตัดกระดูกครับ ลองใช้เช็กลิสต์นี้เดินสำรวจบ้านวันละนิด เพื่อให้วิมานของเราปลอดภัยสำหรับทุกคนครับ!

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อสอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลังในผู้สูงอายุ #กระดูกพรุน #กระดูกสันหลังยุบ #ฉีดยาระงับปวด #โดยไม่ผ่าตัด #อัลตร้าซาวด์นำทาง #ดูแลพ่อแม่ #สุขภาพผู้สูงอายุ #หมอกระดูก #กันไว้ดีกว่าแก้ #สูงวัยอย่างมีคุณภาพ #สาระสุขภาพ #PainManagement #Osteoporosis #จัดบ้านผู้สูงอายุ #ป้องกันการล้ม #บ้านปลอดภัย #ผู้สูงอายุ #กระดูกหัก #รีโนเวทบ้าน #ดูแลพ่อแม่ #เช็กลิสต์สุขภาพ #สังคมผู้สูงวัย #หมอกระดูกและข้อ