วันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569

“กระดูกบาง... แต่ยังไม่พรุน” อายุ 60 ปี ผล DEXA แบบนี้ ต้องกินยาเลยไหม หรือแค่แคลเซียมก็พอ?

 

“กระดูกบาง... แต่ยังไม่พรุน” อายุ 60 ปี ผล DEXA แบบนี้ ต้องกินยาเลยไหม หรือแค่แคลเซียมก็พอ?


“คุณหมอคะ เพื่อนรุ่นเดียวกันล้มแล้วสะโพกหักไปหลายคนเลย พี่เลยไปตรวจมวลกระดูกมา ผลออกมาเป็นเลขติดลบ หมอบอกว่ากระดูกเริ่มบางแล้ว พี่กลัวมากเลยค่ะ ต้องเริ่มกินยาเลยไหม หรือต้องทำตัวยังไงไม่ให้มันกลายเป็นกระดูกพรุน?”

เคสนี้เป็นคำถามยอดฮิตของคุณแม่วัย 60 ปีที่รักสุขภาพครับ การที่เรารู้ตัวก่อนว่า “กระดูกเริ่มบาง” เปรียบเหมือนเราเห็นรอยร้าวบนผนังบ้านก่อนที่มันจะถล่มลงมาครับ เป็นโอกาสทองที่เราจะรีโนเวทให้มันกลับมาแข็งแรงได้ทันเวลา

วันนี้หมอจะพามาแปลผลตัวเลข -1.8 และ -1.6 ให้เข้าใจง่ายๆ พร้อมแผนรับมือฉบับใช้งานได้จริงครับ

เข้าใจตัวเลข DEXA: -1.8 กับ -1.6 บอกอะไรเรา?

เวลาเราไปเข้าเครื่องสแกนวัดมวลกระดูก (DEXA scan) ค่าที่ได้เราเรียกว่า T-Score ครับ ซึ่งเป็นการเอาความหนาแน่นกระดูกของเราไปเทียบกับคนหนุ่มสาวที่กระดูกแข็งแรงที่สุด

  • ค่าปกติ: มากกว่า -1.0 ขึ้นไป
  • กระดูกบาง (Osteopenia): อยู่ระหว่าง -1.0 ถึง -2.5 (เคสนี้อยู่ที่ -1.8 และ -1.6 จึงจัดอยู่ในกลุ่มนี้ครับ)
  • กระดูกพรุน (Osteoporosis): น้อยกว่า -2.5 ลงไป (เช่น -2.6, -3.0)

แม้ตัวเลขของคุณพี่จะยังไม่ถึงขั้น “พรุน” แต่ก็ประมาทไม่ได้ครับ เพราะความแข็งแรงเริ่มลดลงแล้ว และถ้าปล่อยไว้โดยไม่ทำอะไร ตัวเลขนี้จะขยับลงไปแตะโซนอันตรายได้ทุกปีตามอายุที่เพิ่มขึ้นครับ

กลไกภายใน: ทำไมผู้หญิงวัย 60 ถึงกระดูกบางลง?

เมื่อเข้าสู่วัยทอง ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เคยช่วย “ล็อก” แคลเซียมไว้ในกระดูกจะหายไปครับ ร่างกายจะเริ่มดึงแคลเซียมออกมาใช้มากกว่าการสร้างใหม่ ผลที่ตามมาคือเนื้อกระดูกที่เคยแน่นเหมือน “ผนังปูน” จะเริ่มกลายเป็น “ฟองน้ำ” ที่มีรูพรุนมากขึ้นเรื่อยๆ

ปัจจัยที่ทำให้บางเร็วขึ้น:

  1. การทานแคลเซียมไม่พอในแต่ละวัน
  2. ขาดวิตามินดี (ไม่ค่อยโดนแดด)
  3. ไม่ค่อยออกกำลังกายลงน้ำหนัก
  4. พันธุกรรม หรือการทานยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์

อาการแสดง: “ภัยเงียบที่ไม่มีสัญญาณเตือน”

โรคกระดูกบางและกระดูกพรุนไม่มีอาการปวดครับ หลายคนเข้าใจผิดว่าปวดหลังคือกระดูกพรุน จริงๆ แล้วเราจะไม่รู้สึกอะไรเลยจนกว่า “กระดูกจะหัก” ครับ ดังนั้นการตรวจเจอจากค่า DEXA ตั้งแต่เนิ่นๆ แบบนี้ถือว่าโชคดีมากครับ

แนวทางการรักษาและป้องกัน: ต้องทานยาไหม?

สำหรับค่า T-score ระหว่าง -1.0 ถึง -2.5 หมอจะพิจารณา 2 ส่วนหลักๆ ครับ

1. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (พื้นฐานที่ต้องทำทุกคน):

  • แคลเซียมต้องถึง: ผู้หญิงอายุ 60 ควรได้รับแคลเซียมวันละ 1,200 มิลลิกรัม เน้นจากอาหาร เช่น ปลาเล็กปลาน้อย ผักใบเขียว เต้าหู้ นมพร่องมันเนย
  • วิตามินดีต้องมี: ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม หมอแนะนำให้ตรวจระดับวิตามินดีในเลือดด้วยครับ หรือรับแสงแดดอ่อนๆ ช่วงเช้า/เย็น
  • ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก (Weight-bearing): เช่น การเดินเร็ว รำไทเก๊ก หรือเต้นแอโรบิกเบาๆ เพื่อกระตุ้นให้เซลล์กระดูกสร้างเนื้อกระดูกใหม่

2. การใช้ยา (พิจารณาเป็นรายบุคคล):

  • หากคำนวณความเสี่ยง (FRAX Score) แล้วพบว่ามีโอกาสกระดูกหักสูงใน 10 ปีข้างหน้า แม้มวลกระดูกจะยังไม่ถึง -2.5 หมอก็อาจพิจารณาให้ยาครับ
  • ยาที่พิจารณา: มักเริ่มจากกลุ่มเสริมแคลเซียมและวิตามินดีรูปแบบยาเม็ด หรือยารักษากระดูกพรุนบางชนิดในกรณีที่มีความเสี่ยงสูงจริงๆ

การตรวจติดตามและพยากรณ์โรค

โดยทั่วไป หมอจะนัดตรวจมวลกระดูกซ้ำทุก 1-2 ปี เพื่อดูว่าแนวทางการรักษาที่ทำอยู่นั้นได้ผลไหม มวลกระดูกเพิ่มขึ้นหรือนิ่งอยู่กับที่หรือไม่

ข่าวดีคือ: ภาวะกระดูกบาง “ย้อนกลับได้” หรืออย่างน้อยก็ “หยุดให้นิ่ง” ได้ครับ หากเราปรับการกินและออกกำลังกายอย่างจริงจัง โอกาสที่จะกลายเป็นกระดูกพรุนจนสะโพกหักก็จะลดลงมหาศาลครับ


สรุป

ผลตรวจ -1.8 และ -1.6 คือสัญญาณเตือนภัยที่กำลังบอกให้คุณพี่หันมาใส่ใจกระดูกอย่างจริงจังครับ ยังไม่ต้องตกใจถึงขั้นกินยารักษากระดูกพรุนแบบฉีดหรือเม็ดแรงๆ (ถ้าความเสี่ยงอื่นไม่สูง) แต่ต้องเข้มงวดเรื่องแคลเซียม วิตามินดี และการเดินออกกำลังกาย เพื่อรักษา “ฐานราก” ของร่างกายให้แข็งแรงไปนานๆ ครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#กระดูกบาง #กระดูกพรุน #DEXAscan #ผู้หญิงวัยทอง #สุขภาพผู้สูงอายุ #แคลเซียม #วิตามินดี #ตรวจมวลกระดูก #หมอเก่ง #กระดูกแข็งแรง


References

  1. Cosman F, et al. (2024). Clinician's Guide to Prevention and Treatment of Osteoporosis. (แนวทางการดูแลกระดูกบางเพื่อป้องกันไม่ให้พัฒนาเป็นกระดูกพรุน)
  2. International Osteoporosis Foundation (2023). Calcium and Vitamin D recommendations for postmenopausal women. (ข้อแนะนำปริมาณแคลเซียมและวิตามินดีที่เหมาะสมในผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน)
  3. Thai Osteoporosis Foundation (2024). Clinical Practice Guideline for Management of Osteopenia. (แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลภาวะกระดูกบางของประเทศไทย)
  4. Bischoff-Ferrari HA, et al. (2025). Role of weight-bearing exercise in bone health. (บทบาทของการออกกำลังกายลงน้ำหนักต่อการเพิ่มความหนาแน่นมวลกระดูก)
  5. National Osteoporosis Guideline Group (2023). FRAX tool and clinical decision making. (การใช้เครื่องมือคำนวณความเสี่ยงกระดูกหักเพื่อพิจารณาการเริ่มยาในคนไข้กระดูกบาง)

วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569

ตรวจกระดูกที่ส้นเท้า... บอกว่าเป็นกระดูกพรุน!" เชื่อได้แค่ไหน? ทำไมหมอถึงบอกว่าอย่าเพิ่งตกใจถ้ายังไม่ได้ทำ DEXA Scan

 



ตรวจกระดูกที่ส้นเท้า... บอกว่าเป็นกระดูกพรุน!" เชื่อได้แค่ไหน? ทำไมหมอถึงบอกว่าอย่าเพิ่งตกใจถ้ายังไม่ได้ทำ DEXA Scan

"หมอครับ ไปตรวจมวลกระดูกฟรีที่ร้านยามา เขาเอาเครื่องมาทาบที่ส้นเท้าแล้วบอกว่าผมเป็นกระดูกพรุน ให้รีบซื้อแคลเซียมกินด่วนเลย จริงไหมครับหมอ?"

คำถามนี้ผมเจอบ่อยมากครับ คุณป้าสมศรี (นามสมมติ) วัย 60 ปี เดินเข้ามาหาผมด้วยสีหน้ากังวลสุดขีด มือหนึ่งถือแผ่นพิกัดสีแดงที่ได้จากเครื่องตรวจจิ๋วใบนั้น อีกมือหนึ่งถือถุงยาแคลเซียมพะรุงพะรัง ซึ่งนี่คือ "กับดัก" ความเข้าใจผิดที่ทำให้หลายคนเสียเงินฟรีและเสียสุขภาพจิตไปไม่น้อยเลยครับ

เครื่องตรวจที่ส้นเท้า vs มาตรฐานโรงพยาบาล ต่างกันยังไง?

ต้องอธิบายแบบนี้ครับ เครื่องที่คุณป้าเจอตามงานจัดแสดงหรือร้านขายยา ส่วนใหญ่คือเครื่อง Quantitative Ultrasound (QUS) ซึ่งใช้คลื่นเสียงความถี่สูงตรวจบริเวณส้นเท้าหรือข้อมือ

  • ความจริงคือ: เครื่องนี้เป็นเพียงการ "คัดกรองเบื้องต้น" (Screening) เท่านั้นครับ ความแม่นยำยังคลาดเคลื่อนได้สูงมาก ไม่สามารถนำมาใช้ "วินิจฉัย" ว่าคุณเป็นโรคกระดูกพรุนได้จริงๆ เพราะกระดูกที่ส้นเท้ากับกระดูกที่เป็นจุดอันตรายอย่าง สะโพก หรือ สันหลัง มีโครงสร้างที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ

DEXA Scan: บรรทัดฐานทองคำ (Gold Standard) ที่หมอกระดูกยอมรับ

หากต้องการรู้ว่ากระดูกเราแข็งแรงจริงไหม เราต้องตรวจด้วยเครื่อง DXA หรือ DEXA Scan (Dual-energy X-ray Absorptiometry) เท่านั้นครับ ซึ่งเป็นการใช้รังสีเอกซเรย์พลังงานต่ำสแกนลงไปที่ กระดูกสันหลังส่วนเอว และ ข้อสะโพกโดยตรง

ทำไมต้องตรวจที่ "หลัง" และ "สะโพก"? เพราะสองจุดนี้คือตำแหน่งที่ถ้า "หัก" ขึ้นมาแล้วจะส่งผลเสียต่อคุณภาพชีวิตอย่างรุนแรงที่สุดครับ การตรวจด้วยเครื่อง DEXA จะให้ค่าที่แม่นยำออกมาเป็นตัวเลขที่เรียกว่า T-Score เพื่อเปรียบเทียบมวลกระดูกของเรากับค่าเฉลี่ยของคนหนุ่มสาวที่สุขภาพดี

ใครบ้างที่ควรตรวจ BMD (DEXA Scan) อย่างจริงจัง?

ไม่ใช่ทุกคนต้องรีบไปตรวจครับ แต่กลุ่มที่ "ต้องตรวจ" ตามคำแนะนำทางการแพทย์คือ:

  1. ผู้หญิงที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป หรือผู้ชายที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป

  2. ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนเร็ว (ก่อนอายุ 45 ปี)

  3. คนที่มีประวัติเคยกระดูกหักง่ายจากการอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย

  4. คนที่กินยาสเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานาน

  5. คนที่มีรูปร่างผอมมาก (ดัชนีมวลกายต่ำ) หรือมีความสูงลดลงมากกว่า 4 เซนติเมตร

แนวทางการรักษาและป้องกัน: ไม่ใช่แค่กินแคลเซียมแล้วจบ

หากตรวจด้วยเครื่อง DEXA แล้วพบว่าเป็นกระดูกพรุนจริงๆ การรักษาจะมีขั้นตอนดังนี้ครับ:

  • การปรับพฤติกรรม: เน้นออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก (Weight-bearing exercise) เช่น เดินเร็ว รำไทเก็ก เพื่อกระตุ้นการสร้างกระดูก

  • สารอาหาร: รับแคลเซียมจากธรรมชาติ (เช่น ปลาตัวเล็ก ผักใบเขียว) และที่สำคัญที่สุดคือ วิตามินดี ซึ่งช่วยในการดูดซึมแคลเซียมครับ

  • ยาเฉพาะทาง: กรณีที่เป็นรุนแรง หมอจะสั่งยาในกลุ่มที่ช่วยยับยั้งการทำลายกระดูก หรือยากระตุ้นการสร้างกระดูก ซึ่งมีทั้งแบบกินและแบบฉีด (ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น)

พยากรณ์โรค: หายได้ไหม? โรคกระดูกพรุนคือ "ภัยเงียบ" ครับ เราอาจไม่รู้สึกเจ็บจนกว่าจะหัก แต่ถ้าเราตรวจพบแต่เนิ่นๆ ด้วยวิธีที่ถูกต้อง (DEXA Scan) และรักษาอย่างต่อเนื่อง มวลกระดูกสามารถเพิ่มขึ้นได้ หรืออย่างน้อยก็คงที่และลดความเสี่ยงในการหักได้มหาศาลครับ

สรุป เครื่องตรวจมวลกระดูกที่ส้นเท้าตามร้านยา มีไว้เพื่อ "เตือน" ให้เราไปตรวจต่อที่โรงพยาบาลเท่านั้นครับ อย่าเพิ่งตกใจจนกินยาเองพร่ำเพรื่อ หากผลออกมาไม่ดี ให้มาปรึกษาหมอกระดูกเพื่อทำ DEXA Scan ที่ได้มาตรฐาน จะได้รู้ค่าที่ชัดเจนและวางแผนการรักษาที่ถูกต้องที่สุดครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ตรวจมวลกระดูก #กระดูกพรุน #DEXAscan #BMD #สุขภาพผู้สูงอายุ #หมอเก่ง #ภัยเงียบ #แคลเซียม #วิตามินดี #กระดูกหัก


References

  1. Cosman F, et al. (2024). Clinician's Guide to Prevention and Treatment of Osteoporosis. Osteoporosis International. (สรุป: คู่มือมาตรฐานการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคกระดูกพรุนที่ใช้กันทั่วโลก ยืนยัน DEXA เป็นวิธีมาตรฐาน)

  2. Kanis JA, et al. (2023). European guidance for the diagnosis and management of osteoporosis in postmenopausal women. (สรุป: แนวทางการตรวจคัดกรองในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน และความแม่นยำของตำแหน่งที่ตรวจ)

  3. Shepstone L, et al. (2022). Screening in the community to reduce fractures in older women (SCOOP trial). (สรุป: งานวิจัยเปรียบเทียบการคัดกรองมวลกระดูกกับการลดอุบัติการณ์กระดูกหักในชีวิตจริง)

  4. National Osteoporosis Foundation (NOF). (2025). Bone Density Exam/Testing. (สรุป: คำอธิบายขั้นตอนการตรวจมวลกระดูกแบบต่างๆ และการแปลผล T-Score)

  5. Shoback D. (2024). Update on Osteoporosis Management. Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism. (สรุป: ข้อมูลล่าสุดเรื่องการใช้ยารักษาและการติดตามผลมวลกระดูกหลังการรักษา)

วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569

ค่ากระดูก -2.5! ป้าเป็นกระดูกพรุนแล้วเหรอคะหมอ? ต้องกินยาเลยไหม?" ... อย่าเพิ่งตกใจ! มาเช็ก "ดวงกระดูก" ด้วย FRAX Score กันก่อนครับ

 



ค่ากระดูก -2.5! ป้าเป็นกระดูกพรุนแล้วเหรอคะหมอ? ต้องกินยาเลยไหม?" ... อย่าเพิ่งตกใจ! มาเช็ก "ดวงกระดูก" ด้วย FRAX Score กันก่อนครับ

"หมอเก่งคะ ป้าเพิ่งไปตรวจสุขภาพมา หมอบอกว่าค่ามวลกระดูกสันหลัง (L1-4) ของป้าอยู่ที่ -2.5 เข้าข่ายกระดูกพรุนแล้ว! ป้าตกใจมาก ป้าต้องกินยาต้านกระดูกพรุนไปตลอดชีวิตเลยไหมคะ? ป้ากลัวผลข้างเคียงจังเลย"

นี่คือคำถามจาก "คุณป้าสมพร" หญิงวัย 63 ปี ที่ดูแข็งแรง เดินเหินคล่องแคล่ว แต่ใบตรวจสุขภาพกลับฟ้องว่ากระดูกเริ่มบางจนถึงเกณฑ์พรุน (Osteoporosis) แล้ว

หลายคนพอเห็นตัวเลข -2.5 ปุ๊บ ก็ใจเสียปั๊บ คิดว่าต้องรีบอัดยาเม็ดโตๆ ทันที... ช้าก่อนครับ! ในทางการแพทย์ยุคใหม่ ตัวเลข BMD (Bone Mineral Density) อย่างเดียว อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายเสมอไป

วันนี้หมอเก่งจะพาไปรู้จักกับเครื่องมือตัดสินใจที่สำคัญกว่าแค่ค่ากระดูก นั่นคือ "FRAX Score" ครับ


เจาะลึกความจริง: ตัวเลข -2.5 บอกอะไรเรา?

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนครับว่า เวลาเราตรวจมวลกระดูก เราจะดูค่าที่เรียกว่า T-score

  • มากกว่า -1.0: กระดูกปกติ (แข็งโป๊ก)

  • -1.0 ถึง -2.5: กระดูกบาง (Osteopenia) - เริ่มเตือนภัย

  • ต่ำกว่า -2.5: กระดูกพรุน (Osteoporosis) - โครงสร้างภายในเริ่มโปร่งบางเหมือนฟองน้ำ

ในกรณีของคุณป้าสมพร ค่าอยู่ที่ -2.5 พอดีเป๊ะ ซึ่งคาบเกี่ยวอยู่ที่เส้นแบ่งของคำว่า "โรคกระดูกพรุน" ครับ แต่การจะตัดสินใจว่า "ต้องกินยาหรือไม่" หมอจะไม่ได้ดูแค่ตัวเลขนี้ตัวเดียว แต่เราต้องดู "โอกาสที่กระดูกจะหักในอีก 10 ปีข้างหน้า" ต่างหากครับ


พระเอกขี่ม้าขาว: FRAX Score คืออะไร?

FRAX (Fracture Risk Assessment Tool) เปรียบเสมือน "เครื่องคำนวณความเสี่ยง" (คล้ายๆ พยากรณ์อากาศ) ที่องค์การอนามัยโลก (WHO) รับรองครับ มันช่วยบอกหมอว่า "คนไข้คนนี้ มีโอกาสกระดูกหักกี่เปอร์เซ็นต์"

ทำไมต้องใช้? เพราะคนสองคนที่มีค่ากระดูก -2.5 เท่ากัน อาจมีความเสี่ยงกระดูกหัก ไม่เท่ากัน ครับ!

ปัจจัยที่ FRAX นำมาคำนวณร่วมกับค่ากระดูก:

  1. อายุ: ยิ่งอายุมาก กระดูกยิ่งเปราะ

  2. ดัชนีมวลกาย (BMI): คนผอมแห้ง มีความเสี่ยงมากกว่าคนท้วม

  3. ประวัติพ่อแม่: เคยมีกระดูกสะโพกหักมาก่อนไหม (พันธุกรรมมีผลมาก)

  4. การสูบบุหรี่ / ดื่มเหล้า: ตัวทำลายกระดูกชั้นดี

  5. การใช้ยาบางชนิด: เช่น ยาสเตียรอยด์ (Steroids) ติดต่อกันนานๆ

  6. โรคประจำตัว: เช่น รูมาตอยด์


สรุป: ต้องกินยาไหม? ดูผลจาก FRAX อย่างไร

เมื่อหมอกรอกข้อมูลของคุณป้าลงใน FRAX Score ผลจะออกมาเป็น % ครับ โดยเราจะดู 2 ค่าหลักๆ เพื่อตัดสินใจเรื่องยา:

  1. โอกาสกระดูกสะโพกหัก (Hip Fracture):

    • ถ้า เกิน 3% --> "ควรเริ่มทานยา" ทันที เพราะสะโพกหักเรื่องใหญ่มาก

  2. โอกาสกระดูกหักตำแหน่งหลักๆ (Major Osteoporotic Fracture):

    • ถ้า เกิน 20% --> "ควรเริ่มทานยา" เพื่อป้องกันไว้ก่อน

แต่ถ้าคำนวณออกมาแล้ว ความเสี่ยง "ต่ำกว่าเกณฑ์" นี้ล่ะ? แม้ค่ากระดูกจะเป็น -2.5 แต่ถ้าคุณป้าดูแลตัวเองดี ไม่มีปัจจัยเสี่ยงอื่น (FRAX ต่ำ) แพทย์อาจจะเลือกทางเลือกที่นุ่มนวลกว่าการเริ่มยาต้านกระดูกพรุนทันที เช่น:

  • เสริม แคลเซียม (จากอาหารหรือยาเม็ด) ให้เพียงพอ

  • เติม วิตามิน D (ตากแดดอ่อนๆ หรือทานเสริม) เพื่อช่วยดูดซึมแคลเซียม

  • เน้น การออกกำลังกายลงน้ำหนัก (Weight-bearing exercise) เช่น เดินเร็ว เต้นรำ เพื่อกระตุ้นให้กระดูกแข็งแรงขึ้น

  • นัดมา ติดตามค่ากระดูก ทุก 1-2 ปี อย่างใกล้ชิด


ทางเลือกการรักษา: ถ้าจำเป็นต้องกินยา

หากประเมินแล้วว่า "เสี่ยงสูง" ยารักษากระดูกพรุนปัจจุบันมีประสิทธิภาพดีมากครับ มีทั้งแบบ:

  • ยากิน: (อาทิตย์ละครั้ง หรือเดือนละครั้ง) สะดวก แต่อาจระคายเคืองกระเพาะ ต้องกินน้ำเยอะๆ และห้ามนอนราบหลังกิน 30 นาที

  • ยาฉีด: (6 เดือนครั้ง หรือปีละครั้ง) เหมาะกับคนที่มีปัญหาเรื่องการกลืนยา หรือขี้ลืม


หมอเก่งขอสรุป

สำหรับคุณป้าวัย 63 ปี ที่ค่ากระดูกแตะ -2.5 "ยังไม่ต้องตกใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับครับ" ให้คุณหมอช่วยประเมิน FRAX Score ก่อนครับ

  • ถ้าความเสี่ยงต่ำ: ปรับพฤติกรรม + แคลเซียม + วิตามิน D + ออกกำลังกาย

  • ถ้าความเสี่ยงสูง: การทานยาจะช่วย "คุ้มกัน" ไม่ให้กระดูกหัก ซึ่งคุ้มค่ากว่าการรอให้หักแล้วค่อยมารักษามากครับ

กระดูกพรุนป้องกันได้ และรักษาได้ ขอแค่เข้าใจและดูแลให้ถูกวิธีครับ!


เครื่องมือคำนวณ https://www.fraxplus.org/th/calculation-tool


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#กระดูกพรุน #ค่ามวลกระดูก #BMD #FRAXscore #กระดูกบาง #วิตามินดี #แคลเซียม #หมอกระดูก #สุขภาพผู้สูงอายุ #หมอเก่งธนินนิตย์ #ป้องกันกระดูกหัก


References

  1. Kanis JA, et al. European guidance for the diagnosis and management of osteoporosis in postmenopausal women.Osteoporosis International (2019/Updated 2024 context). (แนวทางการรักษามาตรฐานยุโรปที่เน้นการใช้ FRAX ในการตัดสินใจเริ่มยา)

  2. Thai Osteoporosis Foundation (TOPF). Clinical Practice Guideline for Management of Osteoporosis 2021.(แนวทางเวชปฏิบัติของไทย ที่ระบุเกณฑ์การเริ่มยาเมื่อ T-score <-2.5 หรือมีความเสี่ยงจาก FRAX สูง)

  3. National Osteoporosis Foundation (NOF). Clinician’s Guide to Prevention and Treatment of Osteoporosis.(2024). (คู่มือแพทย์ที่ยืนยันว่าการตัดสินใจรักษาควรดูปัจจัยเสี่ยงร่วมด้วย ไม่ใช่ดูแค่ค่า BMD อย่างเดียว)

  4. World Health Organization (WHO). FRAX® Charts for Thailand. (ตารางประเมินความเสี่ยงเฉพาะสำหรับคนไทย)

  5. Journal of Bone and Mineral Research. Treatment thresholds based on FRAX. (2023). (งานวิจัยเกี่ยวกับจุดตัดความคุ้มค่าในการเริ่มยาต้านกระดูกพรุน)

วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569

เช็กลิสต์บ้านปลอดภัย 10 จุดเสี่ยงทำผู้สูงอายุล้มจนกระดูกหัก!

 



บ้านหรือกับดัก? เช็กลิสต์ 10 จุดเสี่ยงในบ้านที่ทำคุณยายล้มจนกระดูกหัก!

บ้านที่เคยเป็นวิมานอาจกลายเป็น "สนามทุ่นระเบิด" สำหรับผู้สูงอายุได้ในชั่วพริบตา โดยเฉพาะเมื่อกระดูกของท่านบางลงตามวัย การล้มเพียงครั้งเดียวในบ้านอาจหมายถึงการผ่าตัดใหญ่หรือภาวะติดเตียง วันนี้หมอจะพาทุกคนไปเดินสำรวจบ้านทีละจุด เพื่อเปลี่ยนพื้นที่เสี่ยงให้กลายเป็นพื้นที่แสนปลอดภัยกันครับ


ห้องน้ำ: สมรภูมิอันดับหนึ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

ห้องน้ำเป็นจุดที่มีสถิติผู้สูงอายุลื่นล้มบ่อยที่สุด เนื่องจากพื้นผิวที่เปียกชื้นและการเปลี่ยนท่าทางจากนั่งเป็นยืนที่รวดเร็วเกินไปทำให้เกิดอาการหน้ามืดได้ง่าย

ลองจินตนาการว่าพื้นห้องน้ำที่เปียกและมีคราบสบู่เปรียบเสมือน "ลานไอซ์สเก็ต" ครับ สำหรับคนหนุ่มสาวอาจแค่ลื่นไถล แต่สำหรับคุณยายวัย 75 ปีที่สมดุลร่างกายเริ่มไม่มั่นคง พื้นที่นี้คืออันตรายถึงชีวิต สิ่งที่ต้องมีคือ ราวจับ (Grab Bars) ที่เปรียบเหมือน "ไม้เท้าส่วนตัว" ในจุดที่ต้องลุกนั่ง และ แผ่นกันลื่น ที่ช่วยยึดเกาะเท้าให้มั่นคงเหมือนยางรถยนต์คุณภาพดีนั่นเองครับ


บันได: เส้นทางลาดชันที่ไร้เครื่องป้องกัน

ขั้นบันไดที่มีความสูงไม่เท่ากัน แสงสว่างไม่เพียงพอ หรือไม่มีราวจับที่แข็งแรง คือสาเหตุหลักของการพลัดตกหกล้มที่ส่งผลให้กระดูกสันหลังยุบตัวหรือกระดูกสะโพกหักรุนแรง

บันไดบ้านเรามักจะถูกออกแบบมาสวยงามแต่บางครั้งก็ "พรางตา" ครับ หากไม่มีแถบสีสะท้อนแสงที่ปลายกั้นบันได คุณยายอาจกะระยะพลาดเหมือนเดินอยู่บน "หน้าผาจำลอง" การติดตั้ง แสงสว่างแบบเซนเซอร์ และ ราวจับทั้งสองด้าน จะช่วยให้ทุกการก้าวเดินเหมือนมีคนคอยประคองอยู่ตลอดเวลาครับ


พรมเช็ดเท้า: กับดักล่องหนที่พร้อมตะครุบเท้าคุณ

พรมเช็ดเท้าที่ไม่มีแถบกันลื่นด้านล่าง หรือพรมผืนเล็กๆ ที่วางไว้บนพื้นขัดมัน คือ "กับดักหนู" ที่คอยเกี่ยวเท้าผู้สูงอายุให้เสียหลักล้มคว่ำได้ง่ายที่สุด

พรมพวกนี้เวลาเราเดินเร็วๆ มันจะ "ไถล" ไปกับพื้นเหมือนสกีครับ หมอแนะนำให้ใช้พรมที่มี แถบยางกันลื่น (Non-slip backing) หรือถ้าเป็นไปได้ ให้ยึดพรมติดกับพื้นด้วยเทปกาวสองหน้าสำหรับพรมโดยเฉพาะ เพื่อให้มั่นใจว่าพรมจะไม่ออกมา "วิ่ง" เล่นใต้เท้าคุณยายครับ


แสงสว่าง: ศัตรูตัวฉกาจที่มาในรูปแบบความมืด

การประหยัดไฟในจุดทางเดินหรือหน้าห้องน้ำในช่วงกลางคืน คือสาเหตุที่ทำให้ผู้สูงหญ้ามองไม่เห็นสิ่งกีดขวางและสะดุดล้มจนกระดูกแตกหักได้

ดวงตาของผู้สูงอายุเปรียบเสมือน "กล้องถ่ายรูปตกรุ่น" ที่ต้องการแสงสว่างมากกว่าปกติในการโฟกัสภาพครับ การติดตั้ง ไฟทางเดิน (Night Lights) ที่สว่างอัตโนมัติเมื่อมืด จะช่วยให้ท่านมองเห็น "หลุมพราง" เล็กๆ น้อยๆ ในบ้านได้อย่างชัดเจนครับ


สายไฟและสิ่งรกเรื้อบนพื้น: สายสลิงที่มองไม่เห็น

สายไฟที่ระโยงระยางตามพื้นหรือสิ่งของที่วางระเกะระกะตามทางเดิน คือ "บ่วงบาศ" ที่คอยเกี่ยวกระตุกให้ผู้สูงอายุล้มหน้าคะมำ

ในบ้านที่มีของเยอะๆ ทางเดินมักจะถูกบีบให้แคบลงเหมือน "เขาวงกต" ครับ หมอแนะนำให้จัดบ้านโดยยึดหลัก Clear Pathway คือทางเดินต้องโล่งกว้างพอที่รถเข็นหรือวอล์กเกอร์จะผ่านได้สบาย และเก็บสายไฟขึ้นผนังให้หมด เพื่อลดโอกาสที่เท้าจะไปสะดุดเข้าครับ


เตียงนอน: ความสูงที่พอเหมาะคือหัวใจสำคัญ

เตียงนอนที่สูงเกินไปจนเท้าลอย หรือเตี้ยเกินไปจนลุกยาก ทำให้ผู้สูงอายุเสียสมดุลขณะลุกขึ้นตอนกลางดึกและนำไปสู่การล้มข้างเตียง

ระดับเตียงที่พอดีควรให้คุณยาย "นั่งแล้วเท้าแตะพื้นพอดี" ครับ เหมือนการเลือกเก้าอี้ทำงานที่ดี หากเตียงสูงไปเวลาจะลงต้อง "กระโดด" ลงมา ซึ่งกระดูกสันหลังที่บางอยู่แล้วอาจยุบตัวจากแรงกระแทกนี้ได้ทันทีครับ


ประตูและธรณีประตู: อุปสรรคเล็กๆ ที่ทำเรื่องใหญ่

ธรณีประตูที่ยกสูงเกินไปในบ้านทรงไทยสมัยก่อน คือ "เนินสะดุด" ที่มักถูกมองข้ามแต่กลับทำให้คนไข้หักสะโพกมานักต่อนักแล้ว

หากบ้านไหนมีธรณีประตู หมอแนะนำให้ทำ ทางลาดเล็กๆ (Ramp) หรือทาสีให้ตัดกับพื้นชัดเจนครับ เพื่อให้คุณยายรู้ว่า "จุดนี้ต้องยกเท้าสูงนะ" เหมือนเครื่องหมายจราจรที่คอยเตือนภัยครับ


รองเท้าใส่ในบ้าน: เกราะป้องกันที่กลายเป็นภาระ

รองเท้าแตะเดินในบ้านที่หลวมเกินไป หรือรองเท้าที่พื้นลื่นจนไม่มีแรงยึดเกาะ ทำให้การก้าวเดินไม่มั่นคงและเสี่ยงต่อการเสียหลักล้ม

รองเท้าแตะคีบที่พื้นเรียบกริบเปรียบเสมือน "ยางรถหัวโล้น" ครับ หมอแนะนำให้ใส่รองเท้าแบบ หุ้มส้น ที่มีพื้นยางกันลื่นชัดเจน เพื่อให้ทุกย่างก้าวแน่นปึกเหมือนใส่รองเท้าสตั๊ดลงสนามหญ้าครับ


เฟอร์นิเจอร์ที่มีล้อ: ความสะดวกที่แฝงด้วยความเสี่ยง

เก้าอี้ทำงานหรือชั้นวางของที่มีล้อเลื่อน เมื่อผู้สูงอายุเผลอไปเกาะเพื่อพยุงตัว ล้อจะ "ไหล" หนีออกไปทำให้ท่านล้มฟาดพื้นอย่างแรง

เฟอร์นิเจอร์พวกนี้เปรียบเสมือน "ม้าพยศ" ครับ ถ้าจะใช้ต้องมั่นใจว่ามีระบบ Locking Mechanism หรือเปลี่ยนเป็นขาตั้งธรรมดาที่มั่นคงจะดีกว่ามาก เพื่อความชัวร์ว่าเมื่อไหร่ที่ท่านคว้า มันจะไม่หนีไปไหนครับ


พื้นต่างระดับ: จุดเปลี่ยนทิศทางที่อันตราย

พื้นบ้านที่มีการลดระดับเพียงเล็กน้อย (Split-level) โดยไม่มีเครื่องหมายเตือน มักทำให้ผู้สูงเหยียบ "พลาดเป้า" จนเกิดการพลิกของข้อเท้าและล้มฟาด

จุดนี้แก้ได้ง่ายๆ ด้วยการติด เทปกันลื่นสีสะท้อนแสง ครับ เพื่อให้สมองของคุณยายประมวลผลได้ทันว่า "เฮ้ย! พื้นมันเปลี่ยนระดับนะ" ก่อนที่จะก้าวพลาดจนเสียใจภายหลังครับ


บทสรุปจากหมอ

การรีโนเวทบ้านเพื่อผู้สูงอายุไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่เป็นการ "ลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด" เพื่อป้องกันค่ารักษาพยาบาลหลักแสนจากการผ่าตัดกระดูกครับ ลองใช้เช็กลิสต์นี้เดินสำรวจบ้านวันละนิด เพื่อให้วิมานของเราปลอดภัยสำหรับทุกคนครับ!

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อสอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลังในผู้สูงอายุ #กระดูกพรุน #กระดูกสันหลังยุบ #ฉีดยาระงับปวด #โดยไม่ผ่าตัด #อัลตร้าซาวด์นำทาง #ดูแลพ่อแม่ #สุขภาพผู้สูงอายุ #หมอกระดูก #กันไว้ดีกว่าแก้ #สูงวัยอย่างมีคุณภาพ #สาระสุขภาพ #PainManagement #Osteoporosis #จัดบ้านผู้สูงอายุ #ป้องกันการล้ม #บ้านปลอดภัย #ผู้สูงอายุ #กระดูกหัก #รีโนเวทบ้าน #ดูแลพ่อแม่ #เช็กลิสต์สุขภาพ #สังคมผู้สูงวัย #หมอกระดูกและข้อ

"ภัยเงียบ 'กระดูกพรุน' ตรวจก่อนหัก รักษาได้ไม่ต้องรอเจ็บ"

 




"ตัวเตี้ยลง หลังเริ่มค่อม" ไม่ใช่เรื่องปกติของคนแก่ แต่นี่คือสัญญาณเตือนจากภัยเงียบ!

"หมอคะ... เมื่อก่อนป้าสูง 155 เซนติเมตรนะ ทำไมปีนี้ไปตรวจร่างกายเหลือแค่ 150 เอง แถมรู้สึกว่าหลังมันโก่งๆ ใส่เสื้อผ้าไม่สวยเหมือนเดิมเลย"

นี่คือบทสนทนาที่ผมพบบ่อยมากครับในห้องตรวจ คุณป้าวัย 65 ปีท่านหนึ่งเดินเข้ามาหาด้วยความสงสัย เธอไม่มีอาการปวดเลยครับ สบายดีทุกอย่าง แต่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของร่างกายตัวเอง ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะมองว่าเป็นเรื่อง "ธรรมชาติของคนอายุเยอะ"

แต่ในทางการแพทย์... นี่คือเสียงเตือนที่ดังที่สุดของ "โรคกระดูกพรุน" (Osteoporosis) ครับ มันคือภัยเงียบที่ไม่มีความเจ็บปวดในระยะแรก แต่จะมาพร้อมกับความเสียหายรุนแรงเมื่อกระดูก "หัก" ไปแล้ว


ความจริงที่น่าตกใจ: กระดูกเราเหมือนไม้ไอติมที่ถูกปลวกกิน

ลองนึกภาพตามผมนะคร้บ กระดูกที่แข็งแรงควรจะเหมือน "ท่อนไม้เนื้อแข็ง" ที่แน่นและหนัก แต่พอเราเป็นโรคกระดูกพรุน ข้างในกระดูกจะค่อยๆ ถูกทำลายจนมีรูพรุนขนาดใหญ่เหมือน "ฟองน้ำ" หรือเหมือนไม้ที่ถูกปลวกแทะจนเหลือแต่เปลือกครับ

ความน่ากลัวคืออะไรรู้ไหมครับ? คือเราจะไม่รู้สึก "เจ็บ" เลยแม้แต่นิดเดียวในขณะที่กระดูกกำลังบางลง เรายังเดินได้ วิ่งได้ ยกของได้ปกติ จนกระทั่งถึงจุดที่มันรับน้ำหนักไม่ไหว แค่เราลื่นล้มเบาๆ ในห้องน้ำ หรือแค่จามแรงๆ กระดูกก็อาจจะ "ก๊อก" หักคามือหรือหักคาหลังได้ทันทีครับ


ทำไมผู้หญิงถึงเสี่ยงกว่าผู้ชาย?

ธรรมชาติสร้างให้ผู้หญิงมีมวลกระดูกน้อยกว่าผู้ชายอยู่แล้วครับ และที่สำคัญที่สุดคือ "ฮอร์โมนเอสโตรเจน" ซึ่งทำหน้าที่เหมือนนายช่างคอยสร้างและซ่อมกระดูก พอถึงวัยหมดประจำเดือน นายช่างคนนี้ก็หายไป ทำให้การสลายกระดูกเร็วกว่าการสร้างหลายเท่าตัว

ใครบ้างที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง:

  • ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน (โดยเฉพาะที่ผ่าตัดรังไข่ออกก่อนกำหนด)
  • ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ทั้งชายและหญิง
  • คนที่ผอมเกินไป (ดัชนีมวลกายต่ำ)
  • คนที่มีประวัติครอบครัวกระดูกสะโพกหัก
  • คนที่กินยาสเตียรอยด์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
  • คนที่สูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ

อาการที่บอกว่า "กระดูกคุณอาจจะพรุนแล้ว"

อย่างที่บอกครับว่ามันเป็นภัยเงียบ แต่เราสังเกต "ร่องรอย" ได้ดังนี้:

  1. ส่วนสูงลดลงเกิน 3 เซนติเมตร เมื่อเทียบกับสมัยหนุ่มสาว
  2. หลังเริ่มค่อมหรือโก่ง เกิดจากกระดูกสันหลังเริ่มยุบตัวลงทีละน้อย
  3. มีอาการปวดหลังเรื้อรัง โดยหาสาเหตุไม่เจอ
  4. เล็บเปราะหักง่าย หรือเหงือกร่น (เป็นสัญญาณทางอ้อมของมวลกระดูก)

ตรวจก่อนหัก... ดีกว่ารักษาวันที่เจ็บ

การวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนไม่ได้ใช้การตรวจเลือดธรรมดานะครับ แต่เรามีเครื่องมือเฉพาะทาง:

  • การตรวจมวลกระดูก (Bone Densitometry - DXA): เป็นการใช้รังสีเอกซเรย์ระดับต่ำมาก สแกนดูที่ "กระดูกสันหลัง" และ "ข้อสะโพก" ซึ่งเป็นจุดที่อันตรายที่สุดถ้าหัก ใช้เวลาเพียง 10-15 นาที ไม่เจ็บเลยครับ

ข้อบ่งชี้สำคัญที่แนะนำโดยสมาคมโรคกระดูกพรุนมาให้ 7 ข้อครับ ถ้าคุณหรือคนที่คุณรักมีข้อใดข้อหนึ่ง แนะนำให้จองคิวตรวจได้เลย:

  1. ผู้หญิงที่อายุ 65 ปีขึ้นไป และผู้ชายที่อายุ 70 ปีขึ้นไป
    • นี่คือเกณฑ์มาตรฐานครับ ต่อให้แข็งแรงแค่ไหน เมื่อถึงวัยนี้ "การสลายกระดูก" จะทำงานเร็วกว่า "การสร้าง" เสมอครับ
  2. ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนก่อนอายุ 45 ปี
    • ไม่ว่าจะหมดตามธรรมชาติหรือถูกผ่าตัดรังไข่ออก พอขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เป็นเหมือนนายช่างคอยซ่อมกระดูก มวลกระดูกจะลดฮวบฮาบทันทีครับ
  3. ส่วนสูงลดลงเกิน 3 เซนติเมตร
    • ลองเทียบส่วนสูงในบัตรประชาชนกับตอนนี้ดูครับ ถ้าตัวเตี้ยลงเกิน 3 ซม. แสดงว่ากระดูกสันหลังอาจจะเริ่มยุบตัวจากความบางแล้ว
  4. เคยมีประวัติ "กระดูกหัก" จากอุบัติเหตุไม่รุนแรง
    • เช่น แค่ลื่นล้มก้นกระแทกในบ้านแล้วกระดูกข้อมือหัก หรือกระดูกสะโพกหัก แบบนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญครับ แต่มันฟ้องว่ากระดูกคุณ "เปราะ" เกินไป
  5. ใช้ยาสเตียรอยด์ต่อเนื่อง
    • กลุ่มคนไข้โรคพุ่มพวง (SLE), รูมาตอยด์ หรือหอบหืด ที่ต้องกินยาสเตียรอยด์นานกว่า 3 เดือน ยาพวกนี้คือตัวร้ายที่ไปขัดขวางการสร้างกระดูกโดยตรงครับ
  6. รูปร่างผอมบางเกินไป (BMI น้อยกว่า 18.5)
    • คนตัวเล็กมักจะมีมวลกระดูกเริ่มต้นน้อยกว่าคนตัวใหญ่ ทำให้เมื่อถึงเวลาเสื่อม มวลกระดูกจะลดลงจนถึงจุดอันตรายได้เร็วกว่าคนอื่นครับ
  7. ผู้ที่มีโรคเรื้อรังบางชนิด
    • เช่น โรคไตเรื้อรัง, โรคตับ, หรือโรคไทรอยด์เป็นพิษ ซึ่งส่งผลต่อการดูดซึมแคลเซียมในร่างกาย
  • ค่า T-Score: ผลตรวจจะออกมาเป็นตัวเลขครับ
    • ถ้าได้ 0 ถึง -1 คือ ปกติ
    • ถ้า -1 ถึง -2.5 คือ กระดูกเริ่มบาง (Osteopenia)
    • ถ้าต่ำกว่า -2.5 คือ "โรคกระดูกพรุน" (ต้องรีบรักษาทันทีครับ)
  • การเจาะเลือดดู Bone Marker: ในบางรายหมอจะตรวจเพื่อดูอัตราการสลายของกระดูกว่ารวดเร็วแค่ไหน เพื่อเลือกยาที่เหมาะสมที่สุด

แนวทางการรักษา: เติมเนื้อกระดูกให้กลับมาแข็งแรง

ข่าวดีคือ โรคกระดูกพรุน "รักษาได้" และ "เพิ่มมวลกระดูกได้" ครับ:

  1. การปรับพฤติกรรม: เน้นอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น ปลาเล็กปลาน้อย ผักใบเขียว และที่สำคัญคือ "วิตามินดี" จากแสงแดดยามเช้า เพราะถ้าขาดวิตามินดี ร่างกายจะดูดซึมแคลเซียมไม่ได้เลยครับ
  2. การออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก (Weight-bearing): เช่น การเดินเร็ว หรือรำไทเก๊ก เพื่อกระตุ้นให้เซลล์กระดูกทำงาน
  3. การใช้ยา: ปัจจุบันมียาดีๆ เยอะมากครับ ทั้งแบบกินรายสัปดาห์ หรือแบบ "ฉีดเข้าเส้นเลือดปีละ 1 ครั้ง" หรือ "ฉีดใต้ผิวหนังทุก 6 เดือน" ยาเหล่านี้จะไปช่วยยับยั้งการสลายกระดูกและกระตุ้นการสร้างใหม่
  4. การป้องกันการล้ม: อันนี้สำคัญสุดครับ จัดบ้านให้สว่าง ไม่มีพรมเกะกะ มีราวจับในห้องน้ำ เพื่อลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุ

พยากรณ์โรค: รักษาแล้วหายไหม?

โรคกระดูกพรุนเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องดูแลต่อเนื่องครับ เราอาจจะไม่เห็นผลใน 1-2 วัน แต่ถ้าตั้งใจรักษาและตรวจมวลกระดูกซ้ำทุกปี เราจะเห็นเลยว่าค่า T-Score ค่อยๆ ดีขึ้น ความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหักลดลงอย่างชัดเจน ทำให้คุณสามารถใช้ชีวิตในวัยเกษียณได้อย่างมั่นใจ ไม่ต้องนอนติดเตียง

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวังที่สุด: คือ "กระดูกสะโพกหัก" ครับ เพราะถ้าหักในผู้สูงอายุ จะมีโอกาสเสียชีวิตสูงมากภายใน 1 ปีจากการนอนติดเตียงแล้วเกิดปอดบวมหรือติดเชื้อในกระแสเลือด ดังนั้น "ป้องกันไว้ ดีกว่าแก้" แน่นอนครับ


สรุป

อย่ารอให้ความเจ็บปวดเป็นตัวนำทางมาหาหมอเลยครับ สำหรับใครที่อายุเกิน 60-65 ปี หรือผู้หญิงที่หมดประจำเดือนแล้ว หมอแนะนำให้ลองหาเวลาไป "ตรวจมวลกระดูก" ดูสักครั้งครับ ถ้าตรวจแล้วปกติเราจะได้สบายใจ แต่ถ้าเริ่มบางเราจะได้รีบเติมให้เต็ม เพื่อให้กระดูกแข็งแรงอยู่กับเราไปนานๆ ครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อสอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#กระดูกพรุน #ตรวจมวลกระดูก #สุขภาพผู้สูงอายุ #ปวดหลัง #ป้องกันกระดูกหัก #หมอเก่ง #กระดูกและข้อ #ดูแลแม่


References

  1. Cosman F, et al. Clinician's Guide to Prevention and Treatment of Osteoporosis. Osteoporos Int. 2014;25(10):2359-81. (คู่มือแนวทางการป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุนฉบับสมบูรณ์สำหรับแพทย์)
  2. Kanis JA, et al. European guidance for the diagnosis and management of osteoporosis in postmenopausal women. Osteoporos Int. 2019;30(1):3-44. (แนวทางการวินิจฉัยและดูแลโรคกระดูกพรุนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่อัปเดตที่สุด)
  3. Compston J, et al. UK clinical guideline for the prevention and treatment of osteoporosis. Arch Osteoporos. 2017;12(1):43. (สรุปแนวทางการรักษาและการใช้ยาเพื่อเพิ่มมวลกระดูกอย่างมีประสิทธิภาพ)
  4. Watts NB. Postmenopausal Osteoporosis: A Clinical Review. J Womens Health. 2018;27(9):1093-1096. (บทความทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับโรคกระดูกพรุนในผู้หญิง เน้นเรื่องปัจจัยเสี่ยงและการตรวจพบ)
  5. Eastell R, et al. Pharmacological Management of Osteoporosis in Postmenopausal Women: An Endocrine Society Clinical Practice Guideline. J Clin Endocrinol Metab. 2019;104(5):1595-1622. (เจาะลึกเรื่องการใช้ยารักษาโรคกระดูกพรุน ทั้งแบบกินและแบบฉีด)

วันพุธที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569

เช็คลิสต์ 5 จุดเสี่ยงในบ้าน ที่ทำให้ผู้สูงอายุ "ล้มบ่อยที่สุด" (แก้ด่วนก่อนสาย!)


 


เช็คลิสต์ 5 จุดเสี่ยงในบ้าน ที่ทำให้ผู้สูงอายุ "ล้มบ่อยที่สุด" (แก้ด่วนก่อนสาย!)

“หมอครับ แม่ผมล้มในห้องน้ำเมื่อคืน ตอนนี้กระดูกสะโพกหัก ต้องผ่าตัดด่วน” เสียงปลายสายที่สั่นเครือของลูกชายคนไข้ โทรมาหาผมกลางดึก เป็นเรื่องที่น่าเศร้าและเกิดขึ้นบ่อยกว่าที่คุณคิดครับ

เรามักคิดว่า “บ้าน” คือที่ที่ปลอดภัยที่สุด แต่สถิติทางการแพทย์กลับบอกความจริงที่น่าตกใจว่า “80% ของผู้สูงอายุที่ล้มจนกระดูกหัก เกิดขึ้นในบ้านของตัวเอง”

ไม่ใช่เพราะความซุ่มซ่าม ไม่ใช่เพราะดวงไม่ดี แต่เป็นเพราะ “กับดัก” ที่เรามองข้ามไป วันนี้หมอเก่งจะพาคุณเดินสำรวจบ้านทุกซอกทุกมุม เพื่อค้นหาและจัดการ 5 จุดอันตราย ก่อนที่คนที่คุณรักจะเจ็บตัวครับ


ความจริงที่น่ากลัว: ล้ม 1 ครั้ง ชีวิตเปลี่ยนตลอดไป

เมื่อผู้สูงอายุล้ม โดยเฉพาะถ้ากระดูกสะโพกหัก (Hip Fracture) มันไม่ใช่แค่เรื่องเจ็บแล้วหายครับ

  • 20% ของผู้สูงอายุที่สะโพกหัก เสียชีวิตภายใน 1 ปีจากภาวะแทรกซ้อน (เช่น ปอดบวม ติดเชื้อในกระแสเลือด)
  • 50% จะเดินไม่ได้เหมือนเดิมอีกตลอดชีวิต

สาเหตุหลักของการล้ม ไม่ได้มาจากขาไม่ดีอย่างเดียว แต่มาจาก Environmental Hazards (สภาพแวดล้อมที่เป็นอันตราย) ที่ลูกหลานอาจชินตา แต่มันคือภูเขาลูกใหญ่สำหรับคนแก่ครับ


เจาะลึก 5 จุดเสี่ยง “นักฆ่าเงียบ” ในบ้าน (พร้อมวิธีแก้ทันที!)

หยิบปากกามาติ๊กถูกไปพร้อมๆ กันนะครับ ถ้าบ้านใครมีจุดไหน รีบแก้ภายในวันนี้เลย

1. ห้องน้ำ (The Slippery Slope) – จุดเกิดเหตุอันดับ 1 🏆

พื้นกระเบื้องที่เปียกน้ำ คือลานสเก็ตน้ำแข็งดีๆ นี่เองสำหรับผู้สูงอายุ

  • ความเสี่ยง: พื้นลื่น ไม่มีที่จับตอนลุกจากชักโครก ธรณีประตูสูงสะดุดง่าย
  • วิธีแก้ด่วน:
    • พื้น: ติดแผ่นกันลื่น หรือทาน้ำยากันลื่น (Anti-slip solution) บนกระเบื้อง
    • ราว: ติดราวจับ (Grab bars) บริเวณข้างชักโครก และโซนอาบน้ำ ห้ามให้จับที่วางสบู่หรือก๊อกน้ำเด็ดขาด เพราะมันรับน้ำหนักไม่ได้!
    • เก้าอี้: หาเก้าอี้อาบน้ำที่มั่นคงให้ท่านนั่งอาบ แทนการยืน

2. ห้องนอน (The Midnight Trap)

การตื่นมาเข้าห้องน้ำตอนดึก คือช่วงเวลาวัดใจ

  • ความเสี่ยง: แสงสว่างไม่พอ (มืดตึ๊ดตือ), เตียงสูงหรือต่ำเกินไปทำให้ลุกยาก, ผ้าห่มกองที่พื้น
  • วิธีแก้ด่วน:
    • แสงสว่าง: ติดไฟเซนเซอร์ (Motion Sensor Light) ที่จะติดเองเมื่อมีการเคลื่อนไหว ตามทางเดินไปห้องน้ำ ไม่ต้องควานหาสวิตช์ไฟ
    • เตียง: ความสูงที่เหมาะสมคือ เมื่อนั่งห้อยขาแล้ว ฝ่าเท้าต้องวางราบกับพื้นได้พอดี (ไม่เขย่ง ไม่จม)

3. บันได (The Mountain)

ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดของข้อเข่าและสายตา

  • ความเสี่ยง: ขั้นบันไดแคบ, ไม่มีราวจับ, หรือมีของวางระเกะระกะตามขั้นบันได, จมูกบันไดสีกลืนกันมองไม่เห็น
  • วิธีแก้ด่วน:
    • สี: ติดเทปกันลื่นสีสดๆ (เช่น สีเหลือง หรือ แดง) ที่ขอบบันไดทุกขั้น เพื่อให้ตายายเห็นความต่างระดับชัดเจน
    • ราว: ต้องมีราวจับทั้ง 2 ฝั่ง และต้องยึดแน่นหนา

4. พรมและสายไฟ (The Trip Wires) – จุดที่คนมองข้ามที่สุด

พรมเช็ดเท้าผืนเล็กๆ ที่ดูสวยงาม คือตัวการทำให้ล้มหัวฟาดพื้นมานักต่อนัก

  • ความเสี่ยง: ขอบพรมเผยอทำให้สะดุด, พรมลื่นไถลไปกับพื้น, สายไฟพัดลม/ทีวี พาดผ่านทางเดิน
  • วิธีแก้ด่วน:
    • พรม: ทิ้งพรมผืนเล็กๆ ที่ไม่มียางกันลื่นไปให้หมด หรือใช้เทปกาวสองหน้ายึดพรมให้ติดแนบสนิทกับพื้น
    • สายไฟ: เก็บสายไฟให้ชิดผนัง หรือใช้รางครอบสายไฟ อย่าให้มีสายอะไรพาดผ่านทางเดินเด็ดขาด

5. ธรณีประตูและพื้นต่างระดับ (The Invisible Wall)

รอยต่อระหว่างห้อง หรือประตูเลื่อนรางล่าง

  • ความเสี่ยง: ผู้สูงอายุที่เดินลากเท้า (Shuffling gait) มักจะสะดุดธรณีประตูที่สูงเพียง 1-2 ซม.
  • วิธีแก้ด่วน:
    • ถ้าทำได้ ให้รื้อธรณีประตูออก ปรับพื้นให้เรียบเสมอกัน (Universal Design)
    • ถ้าทำไม่ได้ ให้ใช้ "ทางลาดสำเร็จรูป" วางพาด หรือทาสีที่ธรณีประตูให้เห็นชัดเจนที่สุด

การตรวจร่างกาย: ถ้าสงสัยว่าท่านทรงตัวไม่ดี?

หากจัดบ้านดีแล้ว แต่ท่านยังเดินเซ ล้มบ่อย หมอแนะนำให้พามาตรวจเพิ่มเติมครับ:

  • Bone Density Scan (DXA): ตรวจมวลกระดูก หากมีภาวะกระดูกพรุน จะได้รักษาทันที เพราะถ้าพรุนมาก ล้มเบาๆ ก็หักได้
  • ตรวจสายตาและการได้ยิน: เพราะสองสิ่งนี้คือเรดาร์นำทาง
  • Review ยา: ยาบางตัว เช่น ยาลดความดัน ยานอนหลับ อาจทำให้เวียนหัวหน้ามืดได้

พยากรณ์โรค: การป้องกันคือการรักษาที่ดีที่สุด

การผ่าตัดรักษากระดูกหักในผู้สูงอายุ แม้เทคโนโลยีจะดีแค่ไหน ก็มีความเสี่ยงและเจ็บปวดครับ การใช้เวลาช่วงวันหยุดเพียง 1 วัน จัดบ้านให้ปลอดภัย... อาจช่วยต่ออายุขัย และความสุขของพ่อแม่เราไปได้อีกนับสิบปี


สรุป

อย่ารอให้ "ล้ม" ก่อนแล้วค่อย "แก้" กลับไปดูบ้านของคุณวันนี้เลยครับ:

  1. ห้องน้ำ: พื้นต้องไม่ลื่น ติดราวจับ
  2. แสงสว่าง: ทางเดินตอนกลางคืนต้องสว่าง
  3. พื้นทางเดิน: เคลียร์พรม เคลียร์สายไฟ เคลียร์ของรก
  4. บันได: ติดเทปสีที่ขอบขั้น
  5. รองเท้า: ให้ท่านใส่รองเท้าเดินในบ้านที่กระชับ ไม่ลื่น

บ้านที่ปลอดภัย คือของขวัญล้ำค่าที่สุดที่เรามอบให้พ่อแม่ได้ครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#จัดบ้านผู้สูงอายุ #ป้องกันหกล้ม #กระดูกสะโพกหัก #ดูแลผู้สูงอายุ #UniversalDesign #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ความปลอดภัยในบ้าน #ล้มในห้องน้ำ


References (แหล่งอ้างอิง)

  1. **World Health Organization (WHO). Global Report on Falls Prevention in Older Age.**สรุป: รายงานจากองค์การอนามัยโลกที่ระบุว่าสภาพแวดล้อมในบ้านเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการหกล้ม และเสนอแนวทางการปรับปรุงบ้านเพื่อความปลอดภัย
  2. **Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Check for Safety: A Home Fall Prevention Checklist for Older Adults.**สรุป: เช็คลิสต์มาตรฐานจาก CDC ที่ใช้ตรวจสอบจุดเสี่ยงต่างๆ ในบ้าน เช่น พื้น แสงสว่าง บันได และห้องน้ำ เพื่อป้องกันการหกล้ม
  3. **American Geriatrics Society. Guideline for the Prevention of Falls in Older Persons.**สรุป: แนวทางเวชปฏิบัติที่แนะนำให้มีการประเมินความเสี่ยงในบ้าน (Home hazard assessment) เป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุทุกคน
  4. Pighills AC, et al. Environmental assessment and modification for preventing falls in older people. J Am Geriatr Soc.สรุป: งานวิจัยยืนยันว่าการปรับสภาพแวดล้อมในบ้านโดยผู้เชี่ยวชาญ (เช่น นักกิจกรรมบำบัด) ช่วยลดอัตราการหกล้มในกลุ่มเสี่ยงสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  5. **National Institute on Aging (NIA). Fall Proofing Your Home.**สรุป: คำแนะนำสำหรับประชาชนในการจัดบ้านทีละห้อง (Room-by-room) เพื่อขจัดอันตรายที่อาจทำให้สะดุดหรือลื่นล้ม

"กระดูกเสื่อม" vs "กระดูกพรุน" ต่างกันยังไง? (เรื่องที่คน 90% ยังเข้าใจผิด กินยาผิดโรค!)

 


"กระดูกเสื่อม" vs "กระดูกพรุน" ต่างกันยังไง? (เรื่องที่คน 90% ยังเข้าใจผิด กินยาผิดโรค!)

“หมอคะ ป้าปวดเข่ามากเลย สงสัยกระดูกพรุนแน่ๆ ขอยาแคลเซียมกระปุกใหญ่ๆ เลยได้ไหมคะ?” ประโยคนี้หมอเก่งได้ยินแทบทุกวันครับ! และทุกครั้งที่ได้ยิน หมอจะต้องรีบเบรกเอี๊ยดดด... แล้วชวนคนไข้นั่งคุยกันยาวเลย

เพราะความเข้าใจผิดที่ว่า “ปวดเข่า = กระดูกพรุน = ต้องกินแคลเซียม” เป็นความเชื่อที่ทำให้หลายคนเสียเงินฟรีซื้ออาหารเสริมเป็นพันเป็นหมื่นแต่ "ไม่หายปวด" แถมบางคนรักษาผิดทางจนอาการแย่ลง

วันนี้หมอเก่งจะมาจับคู่มวยหยุดโลก “กระดูกเสื่อม VS กระดูกพรุน” มาแยกแยะให้เห็นกันชัดๆ ไปเลยว่า สองโรคนี้มันต่างกันเหมือน “ฟ้ากับเหว” ยังไง? และคุณกำลังเป็นโรคไหนกันแน่?


เรื่องเล่าจากป้าแดง: เมื่อความหวังดี กลายเป็นกินยาผิด ขอแนะนำ “ป้าแดง” (นามสมมติ) วัย 62 ปี ป้าแดงแกเป็นคนรักสุขภาพครับ พอเริ่มรู้สึกปวดเข่าก๊อบแก๊บเวลาขึ้นบันได แกก็รีบไปร้านขายยา ซื้อแคลเซียมเม็ดฟู่มากิน ซื้อนมแคลเซียมสูงมาดื่ม กินมา 6 เดือน ปรากฏว่า... เข่าปวดหนักกว่าเดิม! ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? เพราะป้าแดงกำลังเอายาแก้ “เสาบ้านผุ” ไปซ่อม “บานพับประตูฝืด” น่ะสิครับ! มันคนละเรื่องกันเลย


เปรียบเทียบให้เห็นภาพ: บ้านของเรา เพื่อให้เข้าใจง่ายที่สุด หมออยากให้จินตนาการว่าร่างกายเราคือ “บ้าน” หนึ่งหลัง


1. โรคข้อ/กระดูกเสื่อม (Osteoarthritis) = “บานพับประตูสนิมเขรอะ”ตำแหน่งที่เป็น: เป็นที่ “ข้อต่อ” (Joints) เช่น เข่า, สะโพก, ข้อนิ้วมือ, หลัง • เกิดจากอะไร: การใช้งานหนักมานาน เหมือนบานพับประตูที่เปิด-ปิดมา 60 ปี น้ำมันหล่อลื่นแห้ง ผิวข้อสึกหรอ จนกระดูกมันมาถูกัน • อาการ: “เจ็บ ปวด บวม” โดยเฉพาะเวลาขยับ มีเสียงดังกร็อบแกร็บ • การรักษา: ต้องการการซ่อมแซมผิวข้อ ลดแรงกระแทก หรือหยอดน้ำมัน


2. โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) = “เสาบ้านโดนปลวกกิน”ตำแหน่งที่เป็น: เป็นที่ “เนื้อกระดูก” (Bone Mass) ภายใน ทั้งตัว • เกิดจากอะไร: เนื้อกระดูกบางลง โครงสร้างภายในกลวงเป็นรูพรุนเหมือนฟองน้ำ เพราะขาดแคลเซียมและฮอร์โมน • อาการ: “เงียบสนิท ไม่มีอาการปวด!” (จำไว้นะครับ กระดูกพรุนไม่ปวด จนกว่ามันจะหัก) • การรักษา: ต้องการการเติมปูน (แคลเซียม) และยาฆ่าปลวก (ยาต้านการสลายกระดูก)สรุปสั้นๆ: กระดูกเสื่อม = ปวด / กระดูกพรุน = ไม่ปวด (แต่หักง่าย)

สิ่งที่คนเข้าใจผิดคิดว่ากินแคลเซียมแล้วจะหายปวดคิดว่าถ้าไม่ปวด คือกระดูกแข็งแรงวิธีตรวจเอกซเรย์ (X-ray) เห็นช่องว่างข้อแคบลงตรวจมวลกระดูก (DXA Scan) เท่านั้น


เจาะลึกการรักษา: แคลเซียมช่วยได้ไหม? นี่คือคำถามปราบเซียนครับ

1. สำหรับคนเป็น "ข้อเสื่อม" (ปวดเข่า):แคลเซียม: "ช่วยน้อยมาก หรือแทบไม่ช่วยเรื่องความปวดเลย" ครับ เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่กระดูกมันบาง แต่อยู่ที่ผิวข้อ (กระดูกอ่อน) มันถลอก • สิ่งที่ต้องทำ: ลดน้ำหนัก (สำคัญที่สุด), บริหารกล้ามเนื้อต้นขาให้แข็งแรง (เพื่อช่วยพยุงข้อ), กินยาแก้ปวดลดอักเสบ, ฉีดน้ำเลี้ยงข้อเทียม หรือผ่าตัดเปลี่ยนข้อ (ถ้าเป็นระยะสุดท้าย) • อาหารเสริม: อาจมองหาพวก กลูโคซามีน หรือ คอลลาเจน Type II (แต่ผลการรักษาก็ยังแตกต่างกันไปในแต่ละคนครับ)

2. สำหรับคนเป็น "กระดูกพรุน" (มวลกระดูกต่ำ):แคลเซียม: "จำเป็นมาก!" เปรียบเหมือนเอาปูนไปถมที่แหว่ง แต่ต้องกินคู่กับ วิตามิน D (รถขนปูน) เสมอ ไม่งั้นถมไม่เข้า • สิ่งที่ต้องทำ: ระวังล้มเด็ดขาด! เพราะล้มเบาๆ ก็หักได้, ออกกำลังกายต้านแรงดึงดูด (เดิน/วิ่งเหยาะ), รับแสงแดดอ่อนๆ • ยา: ในรายที่เป็นมาก ต้องใช้ยาฉีดหรือยากินต้านการสลายกระดูก (ตามแพทย์สั่ง)


จุดที่น่ากลัว: เป็น 2 โรคพร้อมกันได้ไหม? คำตอบคือ “ได้ครับ และเจอบ่อยด้วย!”

ผู้สูงอายุหลายท่าน โชคร้ายสองต่อ คือ:

  1. เข่าเสื่อม ทำให้เดินลำบาก ปวดเข่า

  2. กระดูกพรุน แฝงอยู่เงียบๆ พอเข่าเจ็บ เดินเซ ล้มลงไป... "กระดูกสะโพกหัก" ทันที ดังนั้น การดูแลรักษาจึงต้องทำควบคู่กันครับ แยกให้ออกว่ายาตัวไหนรักษาอะไร


สรุปจากหมอเก่ง: ดูแลให้ถูกจุด ประหยัดเงิน ได้ผลจริง กลับมาที่ป้าแดง... หมอให้ป้าแดงหยุดกินแคลเซียมพร่ำเพรื่อ แต่หันมาโฟกัสการ “ลดน้ำหนัก” และ “บริหารกล้ามเนื้อหน้าขา” แทน ผ่านไป 3 เดือน อาการปวดเข่าดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยไม่ต้องผ่าตัด ส่วนเรื่องกระดูกพรุน หมอนัดตรวจมวลกระดูกแยกต่างหาก เพื่อดูว่าต้องเติมแคลเซียมไหม

ข้อคิดส่งท้าย: • ถ้า "ปวด" ให้สงสัย "เสื่อม" -> เน้นกายภาพ ลดน้ำหนัก • ถ้า "อายุเยอะ/หมดประจำเดือน" ให้สงสัย "พรุน" -> เน้นกินแคลเซียม+วิตามิน D และไปตรวจมวลกระดูก อย่าใช้ความรู้สึกตัดสินโรคครับ เพราะ "ความเงียบ" ของกระดูกพรุน น่ากลัวกว่าความเจ็บของกระดูกเสื่อมเสียอีก

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666 #กระดูกเสื่อม #กระดูกพรุน #ปวดเข่า #แคลเซียม #ข้อเข่าเสื่อม #ตรวจมวลกระดูก #หมอเก่งกระดูกและข้อ #สุขภาพผู้สูงอายุ

References:

  1. Hunter DJ, Bierma-Zeinstra S. Osteoarthritis. Lancet. 2019. (บทความวิชาการที่สรุปกลไกการเกิดโรคข้อเสื่อม ซึ่งเน้นที่ความล้มเหลวของการซ่อมแซมข้อต่อ ไม่ใช่แค่เรื่องความหนาแน่นกระดูก).
  2. Kanis JA, et al. European guidance for the diagnosis and management of osteoporosis in postmenopausal women. Osteoporos Int. 2019. (แนวทางการวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน ที่ยืนยันว่าโรคนี้มักไม่มีอาการจนกว่าจะเกิดกระดูกหัก).
  3. National Institute of Arthritis and Musculoskeletal and Skin Diseases (NIAMS). Osteoarthritis vs. Osteoporosis: What’s the Difference? (ข้อมูลสำหรับประชาชนที่เปรียบเทียบความแตกต่างของอาการ สาเหตุ และการรักษาของทั้งสองโรค).
  4. Bessette, L., et al. Confusion between osteoarthritis and osteoporosis: a study of the understanding of these two diseases by the general public. J Rheumatol. (งานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าคนทั่วไปมักสับสนระหว่างสองโรคนี้ นำไปสู่การปฏิบัติตัวที่ไม่ถูกต้อง).
  5. Thai Rheumatism Association. แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคข้อเข่าเสื่อม. (คำแนะนำของไทยที่เน้นการลดน้ำหนักและการออกกำลังกายเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาข้อเสื่อม มากกว่าการกินอาหารเสริม).

อายุ 52 แต่กระดูกพรุนระดับ -2.8! เครื่องตรวจผิด หรือเราป่วยจริง?

 



อายุ 52 แต่กระดูกพรุนระดับ -2.8! เครื่องตรวจผิด หรือเราป่วยจริง?

“หมอคะ เครื่องตรวจมันรวนรึเปล่าคะ? พี่เพิ่งจะ 52 เองนะ ทำไมกระดูกมันบางขนาดนี้!”

นี่คือประโยคแรกที่ “คุณพี่นิด” (นามสมมติ) คนไข้วัย 52 ปี รูปร่างสมส่วน ทักผมด้วยน้ำเสียงตกใจปนสงสัย หลังจากเห็นผลตรวจมวลกระดูกในมือ ตัวเลขที่โชว์หราอยู่บนกระดาษคือ T-Score -2.8 ที่กระดูกสันหลังระดับเอว (LS Spine)

สำหรับคนทั่วไป ตัวเลขนี้อาจดูเฉยๆ แต่ในทางการแพทย์ นี่คือสัญญาณเตือนภัยระดับ “ไฟแดง” ที่บอกว่า กระดูกของคุณบางจนเข้าขั้น “โรคกระดูกพรุน” เรียบร้อยแล้ว ทั้งที่อายุเพิ่งจะเลข 5 ต้นๆ

คำถามที่น่าสนใจคือ... เครื่องตรวจผิดพลาด? หรือร่างกายเรากำลังซ่อนความลับอะไรไว้กันแน่? วันนี้หมอเก่งจะพามาไขปริศนานี้กันครับ อ่านจบคุณจะเข้าใจเลยว่า ทำไมเรื่องนี้ถึงไม่ใช่แค่เรื่องของคนแก่


ความจริงเรื่อง “กระดูกพรุน” ในวัย 50+

ก่อนจะไปโทษเครื่องตรวจ หมอขออธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ก่อนครับ

ปกติแล้ว กระดูกคนเราเปรียบเหมือน “เสาบ้าน” ช่วงวัยรุ่นถึง 30 ปี เสาบ้านเราจะแน่นปึก เหมือนไม้เนื้อแข็งเกรดเอ แต่พออายุมากขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เป็นเหมือน “น้ำยาเคลือบรักษาเนื้อไม้” มันหายไป ปลวก (เซลล์สลายกระดูก) ก็เริ่มทำงานหนักกว่าช่างซ่อม (เซลล์สร้างกระดูก) ทำให้เนื้อในของเสาบ้านเริ่มกลวงเป็นรูพรุนเหมือนฟองน้ำ

  • ปกติ: ค่า T-Score ควรมากกว่า -1

  • กระดูกบาง (Osteopenia): ค่า T-Score อยู่ระหว่าง -1 ถึง -2.5 (เริ่มมีสัญญาณเตือน)

  • กระดูกพรุน (Osteoporosis): ค่า T-Score ต่ำกว่า -2.5 (เสาบ้านเริ่มผุกร่อน เสี่ยงหักง่าย)

เคสของคุณพี่นิด ค่าอยู่ที่ -2.8 ซึ่งถือว่า “พรุน” แล้วครับ


เจาะลึกความสงสัย: เครื่องตรวจเชื่อถือได้แค่ไหน?

คำถามที่คุณพี่นิดถามหมอว่า “เครื่องผิดหรือเปล่า?” เป็นคำถามที่ดีมาก และหมออยากให้ทุกคนรู้ข้อเท็จจริงตรงนี้ครับ

การตรวจด้วยเครื่อง DXA Scan (Dual-energy X-ray Absorptiometry) ถือเป็นมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) ที่แม่นยำที่สุดในโลก ณ ตอนนี้ แต่ความคลาดเคลื่อนอาจเกิดขึ้นได้จาก:

  1. การจัดท่าทาง (Positioning): ถ้าตอนนอนตรวจ จัดท่าไม่ตรง กระดูกเอียง ค่าอาจจะเพี้ยนได้

  2. ภาวะกระดูกเสื่อม (Degeneration): ข้อนี้สำคัญมาก! ปกติคนวัย 50+ มักจะมีหินปูนเกาะตามขอบกระดูกสันหลัง หรือกระดูกสันหลังยุบตัว ซึ่งสิ่งเหล่านี้มักจะทำให้ค่ามวลกระดูก “ดูสูงเกินจริง” (False High)

    • แปลว่า: ถ้าเครื่องอ่านได้ -2.8 ทั้งที่มีหินปูนเกาะอยู่ด้วย แสดงว่า “ค่าจริงอาจจะแย่กว่านี้ด้วยซ้ำ” ครับ

  3. โลหะในร่างกาย: ซิปกระโปรง ตะขอเสื้อใน หรือการเคยผ่าตัดใส่เหล็ก จะกวนสัญญาณเครื่อง

คำตอบสำหรับเคสนี้: ถ้าตัดปัจจัยเรื่องท่าทางออกไป ค่า -2.8 ในวัย 52 ปี ส่วนใหญ่ “เป็นเรื่องจริง” และเป็นเรื่องที่ต้องรีบหาสาเหตุครับ เพราะปกติวัยนี้เรามักจะเจอแค่กระดูกบาง (Osteopenia) การเจอระดับพรุนเลยถือว่า “กระดูกแก่เกินวัย” ไปมาก


ทำไม “พรุนไว” ขนาดนี้? (เมื่อความชราไม่ใช่จำเลยเดียว)

ถ้าคุณอายุ 70-80 ปี กระดูกพรุนคือเรื่องของความเสื่อมตามวัย แต่ถ้าคุณอายุแค่ 50-52 ปี แล้วพรุนขนาดนี้ ทางการแพทย์เราจะไม่โทษแค่วัยทองครับ เราต้องมองหา “สาเหตุแฝง” (Secondary Osteoporosis)

เปรียบเหมือนเสาบ้านที่พังเร็วกว่ากำหนด อาจไม่ใช่แค่เพราะเก่า แต่เพราะมี “ตัวการร้าย” แอบมาทำลายโครงสร้าง หมอจึงต้องสวมบทนักสืบ ซักประวัติและตรวจเลือดเพิ่ม ดังนี้ครับ:

1. ฮอร์โมนผิดปกติ

  • หมดประจำเดือนเร็วผิดปกติไหม? (ก่อนอายุ 45 ปี) รังไข่หยุดทำงานเร็ว ทำให้ขาดฮอร์โมนตัวปกป้องกระดูก

  • ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ? (Hyperthyroidism) การที่มีฮอร์โมนไทรอยด์มากเกินไป จะเร่งการสลายกระดูกอย่างรวดเร็ว

  • ต่อมพาราไทรอยด์ทำงานเกิน? (Hyperparathyroidism) ต่อมนี้ทำหน้าที่คุมแคลเซียม ถ้าทำงานมากไป มันจะไปดึงแคลเซียมออกจากกระดูกมาถมในกระแสเลือดแทน

2. ยาบางชนิด

  • ยาสเตียรอยด์: คนที่เป็นภูมิแพ้ หอบหืด หรือรูมาตอยด์ ที่ทานยาสเตียรอยด์ต่อเนื่องนานๆ (เช่น Prednisolone) ยานี้คือศัตรูตัวฉกาจของกระดูกครับ

  • ยาต้านการซึมเศร้า หรือยากันชักบางตัว

3. โรคเรื้อรังอื่นๆ

  • โรคไต: ไตเสื่อมทำให้การสร้างวิตามินดีลดลง และแคลเซียมสมดุลเสีย

  • ปัญหาการดูดซึมอาหาร: โรคลำไส้อักเสบ หรือคนที่เคยผ่าตัดกระเพาะ เพื่อลดความอ้วน ร่างกายจะดูดซึมแคลเซียมได้น้อยลง

4. ไลฟ์สไตล์ (ฆาตกรเงียบ)

  • กาแฟหนัก เหล้าจัด บุหรี่จัด: สามประสานที่ทำลายเนื้อกระดูก

  • ผอมเกินไป: คนผอมแห้ง แรงน้อย กระดูกจะบางกว่าคนท้วม เพราะขาดแรงกระแทกจากการรับน้ำหนัก


ขั้นตอนต่อไป: ต้องตรวจอะไรบ้าง?

เมื่อเจอเคสแบบคุณพี่นิด หมอจะไม่จ่ายแค่แคลเซียมแล้วกลับบ้าน แต่หมอจะส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Lab investigation) เพื่อหาต้นตอครับ:

  1. CBC & ESR: ดูความสมบูรณ์ของเลือดและค่าการอักเสบ (เช็กโรคมะเร็งไขกระดูก หรือ Multiple Myeloma ที่อาจแฝงมา)

  2. Kidney & Liver Function: เช็กค่าไตและตับ เพราะสำคัญต่อการสร้างวิตามินดี

  3. Calcium & Phosphate: ดูระดับแร่ธาตุในเลือด

  4. Thyroid Function Test (TSH, Free T4): เช็กไทรอยด์

  5. Vitamin D Level: คนไทยส่วนใหญ่ขาดวิตามินดีโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่แดดเปรี้ยง

  6. Bone Turnover Markers (CTX, P1NP): เป็นการตรวจเลือดดู “อัตราการสร้างและสลายกระดูก” อันนี้ไฮเทคหน่อยครับ จะช่วยบอกหมอได้ว่า ตอนนี้กระดูกคุณกำลังถูกทำลายเร็วแค่ไหน และจะช่วยในการเลือกยาได้แม่นยำมาก


แนวทางการรักษา: กู้คืนเสาบ้านให้กลับมาแข็งแรง

ข่าวดีครับ! กระดูกพรุนรักษาได้ ไม่ใช่เป็นแล้วเป็นเลย การรักษาที่ถูกต้องสามารถหยุดการทำลาย และเพิ่มความหนาแน่นกระดูกกลับมาได้ (แม้จะไม่เท่าตอนหนุ่มสาว แต่ก็ดีพอที่จะไม่หักง่ายๆ)

1. การปรับพฤติกรรม (พื้นฐานที่ต้องทำ)

  • อาหาร: เน้นแคลเซียมจากธรรมชาติ เช่น ปลาเล็กปลาน้อย นม งาดำ ผักใบเขียว

  • ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก (Weight-bearing): เดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ เต้นแอโรบิก หรือยกเวทเบาๆ แรงกระแทกจะกระตุ้นให้เซลล์สร้างกระดูกทำงาน (การว่ายน้ำดีต่อหัวใจแต่ไม่ช่วยเพิ่มมวลกระดูกเท่าไหร่ครับ)

  • ระวังล้ม: จัดบ้านให้โล่ง แสงสว่างพอ เพราะถ้าพรุนแล้ว “ล้มเบาๆ ก็หักได้”

2. ยาและอาหารเสริม (หัวใจสำคัญ)

  • แคลเซียม & วิตามินดี: ต้องทานให้เพียงพอ (แคลเซียม 1,000-1,200 มก./วัน + วิตามินดี)

  • ยาต้านการสลายกระดูก (Antiresorptive agents):

    • กลุ่ม Bisphosphonates: มีทั้งแบบกิน (อาทิตย์ละครั้ง/เดือนละครั้ง) และแบบฉีด (ปีละครั้ง) ยานี้จะไปเคลือบผิวประดูก ป้องกันไม่ให้ตัวสลายกระดูกมาเจาะ

    • กลุ่ม Denosumab: ยาฉีดเข้าชั้นไขมัน ทุก 6 เดือน สะดวกและได้ผลดีมากในการเพิ่มมวลกระดูก

    • ฮอร์โมนทดแทน: (ใช้ในบางกรณีตามดุลยพินิจของแพทย์เฉพาะทาง)

ข้อควรระวัง: การใช้ยารักษากระดูกพรุน โดยเฉพาะกลุ่มฉีด ต้องมีการเคลียร์ช่องปาก (ถอนฟัน/รักษาเหงือก) ให้เรียบร้อยก่อนเริ่มยา และต้องดูแลระดับแคลเซียมในเลือดให้ดีครับ


บทสรุป: อย่ารอให้ “หัก” แล้วค่อยมารักษา

สำหรับเคสของคุณพี่นิด หลังจากหมอตรวจละเอียด พบว่ามีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำมาก และมีกรรมพันธุ์ทางฝั่งคุณแม่ที่กระดูกสะโพกหัก หมอจึงวางแผนการรักษาด้วยการให้วิตามินดีเข้มข้น ร่วมกับยาฉีดรักษาโรคกระดูกพรุน และนัดติดตามผล T-Score ในอีก 1-2 ปี

สิ่งที่หมออยากฝากถึงทุกคน:

  1. อย่าชะล่าใจกับอายุ: เลข 5 ต้นๆ ก็พรุนได้ ถ้ามีปัจจัยเสี่ยง

  2. เชื่อผลตรวจเถอะครับ: แต่ให้ปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุแฝงเสมอ อย่าเพิ่งตื่นตูมว่าเครื่องพัง

  3. รู้เร็ว รักษาได้: ยิ่งเริ่มรักษาตอนกระดูกยังไม่หัก โอกาสกลับมาใช้ชีวิตปกติยิ่งสูง

กระดูกคือโครงสร้างที่พยุงชีวิตเรา ดูแลเขาวันนี้ ก่อนที่เขาจะไม่ไหวจะพยุงเรานะครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#กระดูกพรุน #วัยทอง #ปวดหลัง #มวลกระดูกต่ำ #ตรวจมวลกระดูก #หมอเก่งกระดูกและข้อ #Osteoporosis #สุขภาพผู้สูงอายุ


References:

  1. Thai Osteoporosis Foundation (TOPF). Clinical Practice Guideline for Management of Osteoporosis 2021. (แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคกระดูกพรุน พ.ศ. 2564: สรุปเกณฑ์การวินิจฉัย การประเมินความเสี่ยง และแนวทางการรักษาโรคกระดูกพรุนในบริบทของคนไทย รวมถึงการหาสาเหตุทุติยภูมิ).

  2. Camacho PM, et al. American Association of Clinical Endocrinologists/American College of Endocrinology Clinical Practice Guidelines for the Diagnosis and Treatment of Postmenopausal Osteoporosis - 2020 Update. (แนวทางปฏิบัติสากลล่าสุดเกี่ยวกับการวินิจฉัยและรักษาโรคกระดูกพรุนในสตรีวัยหมดประจำเดือน เน้นการประเมินความเสี่ยงและการเลือกใช้ยา).

  3. Kanis JA, et al. European guidance for the diagnosis and management of osteoporosis in postmenopausal women. Osteoporos Int. 2019. (คำแนะนำจากฝั่งยุโรปเกี่ยวกับการจัดการโรคกระดูกพรุน และการใช้เครื่องมือประเมินความเสี่ยง FRAX).

  4. International Society for Clinical Densitometry (ISCD). 2019 ISCD Official Positions - Adult. (มาตรฐานการอ่านผล DXA Scan การแปลผล T-Score และ Z-Score และข้อจำกัดทางเทคนิคของการตรวจวัดความหนาแน่นกระดูก).

  5. Gregson CL, et al. Clinical features and investigations in young adults with fracture. BMJ. 2018. (บทความวิชาการที่เน้นเรื่องการสืบค้นหาสาเหตุในผู้ป่วยที่มีกระดูกหักหรือกระดูกพรุนตั้งแต่อายุน้อย หรือ Premenopausal osteoporosis).

วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569

แดดเปรี้ยงขนาดนี้ คนไทยจะขาดวิตามินดีได้ไง? ความจริงที่กระแทกใจคนรักผิวและชาวออฟฟิศ

 



แดดเปรี้ยงขนาดนี้ คนไทยจะขาดวิตามินดีได้ไง? ความจริงที่กระแทกใจคนรักผิวและชาวออฟฟิศ


"หมอคะ แดดเมืองไทยร้อนจนผิวจะไหม้ขนาดนี้ ป้ายังจะขาดวิตามินดีอีกเหรอ?"

นี่คือประโยคยอดฮิตที่หมอได้ยินแทบทุกครั้ง เวลาบอกคนไข้ว่าผลเลือดโชว์ว่า "ขาดวิตามินดี" เชื่อไหมครับว่า ประเทศไทยที่ตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร แดดดีตลอดปี แต่สถิติกลับน่าตกใจมาก เพราะคนไทยในเมืองใหญ่กว่า 50% มีภาวะขาดหรือพร่องวิตามินดี! โดยที่เราไม่รู้ตัว

หลายคนมองข้ามเรื่องนี้ เพราะคิดว่ากินแคลเซียมก็พอแล้ว แต่ความจริงคือ ถ้าขาดวิตามินดี แคลเซียมที่คุณกินเข้าไปก็แทบจะไร้ความหมาย วันนี้หมอเก่งจะพามาไขปริศนา "ฮีโร่ที่ถูกลืม" ตัวนี้กันครับ ว่าทำไมมันถึงสำคัญระดับคอขาดบาดตายสำหรับกระดูก และเราจะเติมให้เต็มได้อย่างไรโดยไม่ต้องเสี่ยงมะเร็งผิวหนัง


เรื่องเล่าจากห้องตรวจ: คุณส้ม สาวออฟฟิศผู้กลัวแดด

หมอขอยกตัวอย่างเคส "คุณส้ม" (นามสมมติ) อายุ 42 ปี ทำงานบริษัทเอกชนในตึกสูงกลางกรุง คุณส้มมาหาหมอด้วยความกังวลว่าตนเองจะมีระดับวิตามินดีต่ำหรือเปล่า หลังจากไปอ่านบทความเกี่ยวกับเรื่องกระดูกพรุนมา

ซักประวัติไปมา พบว่าชีวิตประจำวันของคุณส้มคือ:

  • เช้า: ขับรถออกจากบ้าน (ฟิล์มดำมืด) เข้าตึกจอดรถ
  • วันทำงาน: นั่งทำงานในห้องแอร์ทั้งวัน
  • เที่ยง: ลงมาซื้อข้าว เดินกางร่ม ทาครีมกันแดด SPF 50++ (เพราะกลัวฝ้า)
  • เย็น: กลับบ้านมืด
  • เสาร์อาทิตย์: เดินห้าง หรือพักผ่อนในบ้าน

ไปเจาะเลือดดูระดับวิตามินดี ผลออกมาคือ 18 ng/mL ค่าปกติควรจะเกิน 30 ng/mL ครับ ... คุณส้มอยู่ในภาวะ "ขาดวิตามินดี" (Vitamin D Deficiency) อย่างชัดเจน


ความจริงที่หมออยากบอก: วิตามินดี ไม่ใช่แค่วิตามิน แต่มันคือ "กุญแจ"

หมออยากให้เปรียบเทียบแบบนี้ครับ: ถ้า แคลเซียม คือ "อิฐ" ที่ใช้ก่อสร้างตึก (กระดูก) วิตามินดี ก็คือ "รถบรรทุก" และ "โฟร์แมน" หน้างานครับ

  • หน้าที่หลัก: ช่วยดูดซึมแคลเซียมจากลำไส้เข้าสู่กระแสเลือด ถ้าไม่มีวิตามินดี ร่างกายจะดูดซึมแคลเซียมได้เพียง 10-15% เท่านั้น! กินนมไปเท่าไหร่ ก็ถ่ายทิ้งหมด
  • หน้าที่รอง: ช่วยนำแคลเซียมไปแปะที่กระดูก (ทำงานร่วมกับวิตามิน K2) และช่วยเรื่องความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การทรงตัว และภูมิคุ้มกัน

เจาะลึกความรู้: ทำไมคนไทยเมืองร้อนถึงขาดวิตามินดี? (Pathogenesis)

ร่างกายมนุษย์วิเศษมากครับ เราสังเคราะห์วิตามินดีได้เองที่ผิวหนัง โดยอาศัยรังสี UVB จากแสงแดด เปลี่ยนคอเลสเตอรอลใต้ผิวหนังให้กลายเป็นวิตามินดี แต่... กระบวนการนี้ในคนไทยถูกขัดขวางด้วยปัจจัยเหล่านี้ครับ:

  1. พฤติกรรมหลบแดด (Sun Avoidance): ค่านิยมความงามที่ชอบผิวขาว ทำให้เรากลัวแดด กางร่ม ใส่เสื้อแขนยาว
  2. ครีมกันแดด (Sunscreen): นี่คือดาบสองคมครับ ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ตั้งแต่ 15 ขึ้นไป สามารถบล็อกรังสี UVB ได้เกือบ 99% ทำให้ผิวหนังสร้างวิตามินดีไม่ได้เลย
  3. ช่วงเวลาที่เจอแดด: แดดที่มี UVB เข้มข้นพอที่จะสร้างวิตามินดีคือช่วง 10.00 น. – 14.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่ร้อนที่สุด และเรามักจะหลบอยู่ในตึก (แดดเช้าตรู่หรือเย็นมาก ๆ มีแต่ UVA ที่ทำให้ผิวเหี่ยว แต่สร้างวิตามินดีได้น้อย)
  4. มลภาวะ (Pollution): ฝุ่น PM 2.5 และหมอกควัน ทำหน้าที่เป็นฟิลเตอร์กรองรังสี UVB ออกไป
  5. สีผิว (Skin Pigmentation): คนไทยผิวสองสีหรือผิวคล้ำ มีเม็ดสีเมลานินเยอะ ซึ่งเม็ดสีนี้จะกันแสง UV ตามธรรมชาติ ทำให้ต้องตากแดดนานกว่าคนผิวขาวถึงจะสร้างวิตามินดีได้เท่ากัน
  6. อายุ (Aging): ในผู้สูงอายุ ผิวหนังจะบางลง ประสิทธิภาพในการสังเคราะห์วิตามินดีลดลงไปกว่า 50% เมื่อเทียบกับวัยรุ่น

อาการและวิธีตรวจ: ร่างกายกำลังฟ้องอะไรคุณ?

อาการเตือน (Symptoms)

ภาวะนี้มักเป็น "ภัยเงียบ" แต่ถ้าสังเกตดี ๆ ร่างกายจะบอกเราผ่านอาการเหล่านี้:

  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเรื้อรัง อ่อนเพลียไม่มีแรง
  • ปวดกระดูก (Bone pain) กดเจ็บบริเวณหน้าแข้งหรือกระดูกซี่โครง
  • เป็นตะคริวบ่อย
  • อารมณ์แปรปรวน ซึมเศร้า (วิตามินดีมีผลต่อสารเคมีในสมอง)
  • ในผู้ป่วยกระดูกพรุน ยาลดการทำลายกระดูกจะทำงานได้ไม่ดีถ้าขาดวิตามินดี

การตรวจวินิจฉัย (Investigation)

วิธีเดียวที่จะรู้ได้ชัวร์คือ การเจาะเลือดตรวจระดับ 25-hydroxyvitamin D [25(OH)D]

  • ขาดรุนแรง (Deficiency): ต่ำกว่า 20 ng/mL (เสี่ยงกระดูกอ่อน กระดูกพรุน)
  • พร่อง (Insufficiency): 20 – 29 ng/mL (พบได้บ่อยมากในคนวัยทำงาน)
  • ปกติ/เหมาะสม (Sufficiency): 30 ng/mL ขึ้นไป (เป้าหมายของเราคือ 30-50 ng/mL)

แนวทางการรักษาและดูแลตัวเอง: ต้องกินเท่าไหร่ ถึงจะพอดี?

เมื่อรู้แล้วว่าขาด เราต้องเติมครับ หลักการคือ "แดด-อาหาร-ยา"

1. แสงแดด (Sunlight): ของฟรีที่มีเงื่อนไข

  • เวลา: ช่วง 10.00 – 14.00 น. (ใช่ครับ ช่วงที่ร้อนที่สุด)
  • วิธี: ให้แดดโดนผิวหนังโดยตรง (ไม่ผ่านกระจก ไม่ทากันแดด) บริเวณแขน ขา หรือแผ่นหลัง
  • นานเท่าไหร่: ประมาณ 10 – 15 นาที วันละ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์
  • คำแนะนำหมอ: สำหรับเมืองไทยที่แดดแรงจัด อาจจะเลือกรับแดดช่วง 9.30 หรือ 15.00 น. นานขึ้นหน่อย (20-30 นาที) เพื่อลดความเสี่ยงผิวไหม้และมะเร็งผิวหนัง หรือตากแดดเฉพาะแขนขาแล้วทากันแดดที่หน้าเอาครับ

2. อาหาร (Food): ตัวช่วยเสริม

วิตามินดีในอาหารมีน้อยมากตามธรรมชาติ แต่ก็ควรทาน:

  • ปลาที่มีไขมันสูง: ปลาแซลมอน, ปลาทูน่า, ปลาแมคเคอเรล
  • เห็ด: เห็ดหอมสด, เห็ดนางฟ้า (เห็ดที่โดนแดดจะมีวิตามินดีสูง)
  • ไข่แดง
  • นมที่เสริมวิตามินดี (Fortified milk)

3. อาหารเสริม (Supplements): ทางเลือกที่จำเป็นสำหรับหลายคน

เนื่องจากเราแทบจะรับจากแดดและอาหารได้ไม่เพียงพอ การทานวิตามินดีเสริมจึงเป็นทางออกที่สะดวกและปลอดภัย

  • ชนิดของวิตามิน: ควรเลือก Vitamin D3 (Cholecalciferol) เพราะออกฤทธิ์แรงและอยู่นานกว่า Vitamin D2
  • ปริมาณที่แนะนำ:
    • คนทั่วไป (ป้องกัน): 600 – 1,000 IU ต่อวัน
    • ผู้สูงอายุ / ผู้ที่มีความเสี่ยง: 1,000 – 2,000 IU ต่อวัน
    • ผู้ที่ตรวจพบว่าขาด (Treatment): แพทย์อาจจ่ายยาขนาดสูง (เช่น 20,000 IU ต่อสัปดาห์) ในช่วงแรกเพื่อดึงระดับขึ้นมา แล้วค่อยลดลงเหลือขนาดปกติ

ข้อควรระวัง: กินเยอะไป อันตรายไหม?

วิตามินดี เป็นวิตามินที่ "ละลายในไขมัน" แปลว่าถ้ากินเยอะเกินไป ร่างกายขับออกยาก จะสะสมได้

  • ภาวะเป็นพิษ (Vitamin D Toxicity): เกิดขึ้นได้ยากมาก มักเกิดจากการทานอาหารเสริมขนาดสูงมาก (เช่น มากกว่า 10,000 IU/วัน) ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
  • ผลเสีย: แคลเซียมในเลือดสูงผิดปกติ ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก กระหายน้ำ และอาจทำให้ "ไตวาย" หรือเกิดนิ่วในไตได้

ดังนั้น การทานวันละ 1,000 - 2,000 IU ถือว่าปลอดภัยมาก (Safe limit คือไม่เกิน 4,000 IU/วัน หากไม่ได้อยู่ในการดูแลของแพทย์)


พยากรณ์โรค (Prognosis)

ข่าวดีคือ ภาวะขาดวิตามินดี "รักษาหายได้ง่าย" เมื่อเราเติมวิตามินดีจนระดับกลับมาปกติ (เกิน 30 ng/mL) อาการปวดเมื่อยเรื้อรังมักจะดีขึ้นอย่างชัดเจน มวลกระดูกจะลดการสลายตัว ความเสี่ยงในการล้มกระดูกหักลดลง และภูมิคุ้มกันร่างกายจะดีขึ้นด้วย แต่ต้องมีวินัยในการทานต่อเนื่อง หรือปรับพฤติกรรมการรับแดดครับ


สรุป

อย่าปล่อยให้ความเข้าใจผิดทำร้ายกระดูกคุณครับ แม้เราจะอยู่เมืองร้อน แต่ไลฟ์สไตล์คนเมืองทำให้เรา "หนีแดด" จนขาด "ฮีโร่" ตัวสำคัญอย่างวิตามินดี ถ้าคุณอายุเกิน 50 ปี, ทำงานออฟฟิศ, ผิวเข้ม หรือปวดเมื่อยไม่หาย หมอแนะนำให้ลองไปตรวจระดับวิตามินดีดูสักครั้ง การลงทุนกินวิตามินดีวันละเม็ด หรือเดินตากแดดวันละนิด คุ้มค่ามากเมื่อแลกกับกระดูกที่แข็งแรงที่จะอยู่กับเราไปจนแก่เฒ่าครับ

"ให้วิตามินดี เป็นเพื่อนซี้ ดูแลกระดูกคุณนะครับ"


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#วิตามินดี #ขาดวิตามินดี #กระดูกพรุน #ปวดเมื่อย #มนุษย์ออฟฟิศ #VitaminD #สุขภาพผู้สูงวัย #หมอเก่งกระดูกและข้อ


References

  1. Holick MF, et al. Evaluation, treatment, and prevention of vitamin D deficiency: an Endocrine Society clinical practice guideline. J Clin Endocrinol Metab. 2011;96(7):1911-30.
    • (สรุป: แนวทางปฏิบัติมาตรฐานระดับโลกจากสมาคมต่อมไร้ท่อ เกี่ยวกับการวินิจฉัยและรักษาภาวะขาดวิตามินดี)
  2. Chailurkit LO, Aekplakorn W, Ongphiphadhanakul B. Regional variation and determinants of vitamin D status in Sunshine abundant Thailand. BMC Public Health. 2011;11:853.
    • (สรุป: งานวิจัยในประเทศไทยที่ยืนยันว่าคนไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะในกทม. ขาดวิตามินดีแม้จะอยู่ในเมืองร้อน)
  3. Pludowski P, et al. Vitamin D effects on musculoskeletal health, immunity, autoimmunity, cardiovascular disease, cancer, fertility, pregnancy, dementia and mortality-a review of recent evidence. Autoimmun Rev. 2013;12(10):976-89.
    • (สรุป: บททบทวนวรรณกรรมที่รวบรวมประโยชน์ของวิตามินดีที่ไม่ใช่แค่เรื่องกระดูก แต่รวมถึงภูมิคุ้มกันและโรคอื่นๆ)
  4. Charoenngam N, Shirvani A, Holick MF. Vitamin D for skeletal and non-skeletal health: What we should know. J Clin Orthop Trauma. 2019;10(6):1082-1093.
    • (สรุป: ข้อมูลสำหรับแพทย์ออร์โธปิดิกส์เกี่ยวกับความสำคัญของวิตามินดีต่อสุขภาพกระดูกและระบบอื่นๆ)
  5. Lips P, et al. Current vitamin D status in six regions of the world and suggestions for clinical management of vitamin D deficiency in adults. Arch Osteoporos. 2019;14(1):108.
    • (สรุป: สถานการณ์วิตามินดีทั่วโลกและคำแนะนำในการจัดการ ซึ่งเน้นย้ำว่าเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับโลก)


"กระดูกบาง" ยังไม่ "พรุน" อย่าเพิ่งตกใจ! วัย 60+ ต้องดูแลอย่างไร ให้กระดูกแข็งแรงเหมือนฝากธนาคารไว้กินดอกเบี้ย


 


"กระดูกบาง" ยังไม่ "พรุน" อย่าเพิ่งตกใจ! วัย 60+ ต้องดูแลอย่างไร ให้กระดูกแข็งแรงเหมือนฝากธนาคารไว้กินดอกเบี้ย


เมื่อผลตรวจบอกว่า "กระดูกเริ่มบาง" ต้องทำอย่างไร? วิกฤตหรือโอกาส?

เชื่อไหมครับว่า ในแต่ละวันที่หมอตรวจคนไข้ที่คลินิก คำถามที่หมอเจอบ่อยที่สุดคำถามหนึ่งจากคนไข้สุภาพสตรีวัย 60 ปีขึ้นไป คือ "หมอคะ ผลตรวจบอกว่าป้ากระดูกบาง ป้าจะเป็นกระดูกพรุนไหม? ป้าต้องกินยาตลอดชีวิตเลยหรือเปล่า?"

ความกังวลนี้เป็นเรื่องปกติมากครับ พอเห็นคำว่า "บาง" เรามักจะจินตนาการไปถึงภาพกระดูกที่เปราะ แตกหักง่าย หรือภาพคนแก่หลังค่อมที่เดินไม่ไหว แต่หมออยากบอกข่าวดีครับว่า "ภาวะกระดูกบาง" (Osteopenia) เปรียบเสมือน "ไฟเหลือง" บนสัญญาณจราจร มันคือการเตือนให้เรา "ระวัง" และ "เตรียมตัว" ไม่ใช่ "ไฟแดง" ที่หมายถึงอันตรายร้ายแรงเสมอไป

วันนี้หมอจะพาไปทำความเข้าใจแบบเจาะลึก แต่เข้าใจง่าย เหมือนเรานั่งคุยกัน ว่าทำไมกระดูกถึงบาง เราจะหยุดมันได้อย่างไร และเมื่อไหร่ที่ยาถึงมีความจำเป็นจริง ๆ ครับ


เรื่องเล่าจากห้องตรวจ: คุณป้าดารัตน์กับความกังวลใจ

สัปดาห์ก่อน หมอได้เจอกับ "คุณป้าดารัตน์" (นามสมมติ) อายุ 60 ปี คุณป้าเป็นคนรักสุขภาพมาก ออกกำลังกายเบา ๆ ทุกเช้า รูปร่างสมส่วน ไม่ดูเจ็บป่วยอะไรเลย แต่ใบหน้าที่เดินเข้ามาในห้องตรวจดูมีความกังวลอย่างเห็นได้ชัด ในมือถือใบรายงานผลตรวจมวลกระดูก (Bone Mineral Density) ที่ไปตรวจมาจากโปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปี

"หมอเก่งช่วยดูให้หน่อยค่ะ เขาบอกว่ากระดูกสันหลังป้าเริ่มบาง ค่า T-score มันติดลบ เพื่อนป้าบอกว่าเดี๋ยวล้มไปกระดูกจะหักเลย ป้ากลัวมาก ต้องกินยาเสริมกระดูกแพง ๆ ไหมคะ?" คุณป้าถามรัว ๆ ด้วยความตกใจ

หมอรับผลตรวจมาดู พบว่าค่าความหนาแน่นกระดูกของคุณป้าอยู่ที่ -1.5 ซึ่งทางการแพทย์เราเรียกว่า "กระดูกบาง" ยังไม่ใช่ "กระดูกพรุน"

หมอยิ้มและบอกคุณป้าว่า "ใจเย็น ๆ ครับป้าดารัตน์ ข่าวดีคือป้ายังไม่ได้เป็นโรคกระดูกพรุนนะครับ ค่านี้เหมือนเงินในบัญชีธนาคารเราลดลงไปบ้าง แต่ยังไม่ถึงขั้นล้มละลาย วันนี้เรามาวางแผน 'ออมกระดูก' คืนกันครับ"


ความจริงที่หมออยากบอก: กระดูกบาง คืออะไรกันแน่?

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน หมออยากให้ทุกคนลองจินตนาการถึง "เสาเข็มบ้าน" หรือ "นั่งร้านก่อสร้าง" ครับ

  • กระดูกปกติ: เหมือนนั่งร้านที่มีเหล็กสานกันถี่ ๆ แน่นหนา แข็งแรง รับน้ำหนักได้ดี
  • กระดูกบาง (Osteopenia): เหล็กที่สานกันเริ่มห่างขึ้น บางเส้นเริ่มเล็กลง แต่โครงสร้างโดยรวมยังคงรูปอยู่ได้ ยังรับน้ำหนักได้ แต่ความแข็งแรงลดลงกว่าสมัยหนุ่มสาว
  • กระดูกพรุน (Osteoporosis): เหล็กสานกันห่างมาก บางจุดขาดออกจากกัน ทำให้โครงสร้างยุบตัวได้ง่าย แม้เพียงแค่ไอ จาม หรือก้มยกของหนัก

ทางการแพทย์ เราใช้วิธีวัดความหนาแน่นของกระดูก แล้วเทียบกับค่าเฉลี่ยของคนหนุ่มสาว (อายุประมาณ 30 ปี) เรียกว่าค่า T-score ครับ:

  • ปกติ: ค่าตั้งแต่ -1.0 ขึ้นไป (เช่น -0.5, 0, +1)
  • กระดูกบาง: ค่าระหว่าง 1.0 ถึง -2.5 (นี่คือจุดที่คุณป้าดารัตน์อยู่)
  • กระดูกพรุน: ค่าต่ำกว่า 2.5 ลงไป (เช่น -2.6, -3.0)

ดังนั้น "กระดูกบาง" จึงเป็นช่วงรอยต่อ เป็นโอกาสทองที่เราจะรีบกู้สถานการณ์กลับมา ก่อนที่จะกลายเป็นกระดูกพรุนครับ


เจาะลึกความรู้: ทำไมกระดูกถึงบางลง? (Pathogenesis)

หลายคนเข้าใจว่ากระดูกเป็นแท่งหินแข็ง ๆ ที่ไม่มีชีวิต แต่ความจริงแล้ว กระดูกมีชีวิตและมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ครับ ในร่างกายเรามีทีมงานก่อสร้าง 2 ทีมทำงานแข่งกันเสมอ คือ:

  1. ทีมสร้าง (Osteoblast): คอยเอาแคลเซียมไปแปะ ไปสร้างเนื้อกระดูกใหม่
  2. ทีมทำลาย (Osteoclast): คอยกัดกินเนื้อกระดูกเก่าที่เสื่อมสภาพ เพื่อให้มีการสร้างใหม่

ช่วงวัยเด็กถึง 30 ปี: "ทีมสร้าง" ทำงานเก่งกว่า "ทีมทำลาย" เราจึงสะสมมวลกระดูกได้สูงสุด เปรียบเหมือนช่วงวัยทำงานที่หาเงินฝากธนาคารได้เยอะ

หลังอายุ 30-40 ปี: ทั้งสองทีมเริ่มทำงานพอ ๆ กัน เงินฝากกับเงินถอนเริ่มเท่ากัน

ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน (Menopause): นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญครับ! เพราะ "ฮอร์โมนเพศหญิง" (Estrogen) เปรียบเสมือน "ผู้จัดการทีมสร้าง" และคอยเบรก "ทีมทำลาย" เมื่อหมดประจำเดือน ฮอร์โมนตัวนี้หายไปวูบเดียว ทำให้ "ทีมทำลาย" ทำงานอย่างบ้าคลั่ง ในขณะที่ทีมสร้างทำงานไม่ทัน

ผลก็คือ... เนื้อกระดูกถูกสลายออกไปมากกว่าที่สร้างใหม่ เหมือนเราถอนเงินออกจากธนาคารมาใช้ทุกวัน โดยไม่ฝากเพิ่ม เงินต้น (มวลกระดูก) ก็ค่อย ๆ ลดลงจนบางนั่นเองครับ

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้บางเร็วกว่าปกติ

  • อายุ: ยิ่งอายุมาก ยิ่งเสื่อมตามธรรมชาติ
  • เพศ: ผู้หญิงมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะหลังหมดประจำเดือน
  • พันธุกรรม: ถ้าคุณแม่หรือยายเคยกระดูกสะโพกหัก เราก็มีความเสี่ยงสูงขึ้น
  • รูปร่าง: คนผอม ตัวเล็ก (โครงร่างเล็ก) มีต้นทุนกระดูกน้อยกว่าคนตัวใหญ่
  • พฤติกรรม: สูบบุหรี่, ดื่มแอลกอฮอล์จัด, ดื่มกาแฟมากเกินไป, ไม่ออกกำลังกาย
  • ยาบางชนิด: เช่น ยาสเตียรอยด์ที่กินต่อเนื่องนาน ๆ
  • โรคประจำตัว: โรคไทรอยด์เป็นพิษ, โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์, โรคไตเรื้อรัง

อาการและวิธีตรวจ: รู้ก่อน หักก่อน

อาการเตือน... ที่ไม่มีสัญญาณเตือน

ความน่ากลัวของภาวะกระดูกบางและกระดูกพรุนคือ "มันไม่มีอาการ" ครับ คุณจะไม่รู้สึกปวดกระดูก ไม่เจ็บหลัง ไม่ปวดขา เพียงเพราะกระดูกมันบางลง อาการปวดมักจะเกิดขึ้นเมื่อ "กระดูกหัก" หรือ "กระดูกยุบ" ไปแล้ว ดังนั้น อย่ารอให้ปวดแล้วค่อยมาตรวจครับ

การตรวจวินิจฉัย (Investigation)

การตรวจที่แม่นยำที่สุดและเป็นมาตรฐานโลก คือการตรวจ DXA Scan (Dual-energy X-ray Absorptiometry)

  • เป็นการใช้รังสีปริมาณน้อยมาก (น้อยกว่าเอกซเรย์ปอด) สแกนที่ กระดูกสันหลังส่วนเอว และ กระดูกสะโพก
  • ไม่แนะนำ การตรวจมวลกระดูกที่ส้นเท้าหรือข้อมือตามบูธงานแฟร์ เพื่อการวินิจฉัยและรักษาจริงจัง เพราะความแม่นยำต่ำกว่า
  • การตรวจเลือด: หมออาจเจาะเลือดดูระดับ วิตามินดี, แคลเซียม, ค่าการทำงานของไต และอาจดูค่าการสลายกระดูก (Bone Turnover Markers) ในบางราย เพื่อวางแผนการรักษา

แนวทางการรักษาและดูแลตัวเอง: เมื่อไหร่ต้องกินยา?

กลับมาที่คำถามสำคัญของคุณป้าดารัตน์และผู้อ่านทุกคน: "ต้องกินยาไหม และต้องทำตัวอย่างไร?" การจัดการภาวะกระดูกบาง เราเน้นที่ "3 อ." เพื่อหยุดยั้งการทำลายและเสริมสร้างความแข็งแรง

1. อาหาร (Food): เติมทุนให้ธนาคารกระดูก

ร่างกายสร้างแคลเซียมเองไม่ได้ ต้องกินเข้าไปเท่านั้น

  • แคลเซียม: ผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป ต้องการแคลเซียมวันละ 1,000 – 1,200 มิลลิกรัม
    • แหล่งอาหาร: นม, โยเกิร์ต, ปลาเล็กปลาน้อย, กุ้งฝอย, ผักใบเขียวเข้ม (คะน้า, บรอกโคลี), เต้าหู้แข็ง, งาดำ
    • เทคนิค: ถ้าดื่มนมไม่ได้ ให้ทานแคลเซียมเม็ดเสริม แต่ควรทานหลังอาหารเพื่อให้ดูดซึมดีและท้องไม่ผูก
  • วิตามินดี: ตัวช่วยสำคัญที่พาแคลเซียมเข้าสู่กระดูก ถ้าขาดวิตามินดี กินแคลเซียมไปก็ขับทิ้งหมด
    • แหล่งอาหาร: ปลาทะเล (แซลมอน, ทูน่า), ไข่แดง, เห็ด
    • สำคัญ: คนไทยส่วนใหญ่ขาดวิตามินดี ควรตรวจเลือดเช็กระดับ ถ้าต่ำอาจต้องทานวิตามินดีเสริม (Vitamin D2 หรือ D3) ตามแพทย์สั่ง

2. ออกกำลังกาย (Exercise): กระตุ้นให้กระดูกแกร่ง

กระดูกเป็นอวัยวะที่ "ยิ่งใช้ ยิ่งแข็งแรง" ถ้าเรานั่ง ๆ นอน ๆ กระดูกจะสลายตัว

  • Weight-bearing Exercise (ลงน้ำหนัก): การเดินเร็ว, เต้นแอโรบิก, วิ่งเหยาะ ๆ, รำมวยจีน แรงกระแทกเบา ๆ จะส่งสัญญาณให้เซลล์กระดูกสร้างความหนาแน่นเพิ่มขึ้น
  • Muscle Strengthening (เสริมกล้ามเนื้อ): เล่นเวทเบา ๆ, ใช้ยางยืด เพื่อให้กล้ามเนื้อพยุงกระดูกและข้อ
  • Balance Training (ฝึกการทรงตัว): สำคัญมาก! เพื่อ "ป้องกันการล้ม" เช่น การยืนขาเดียว, ไทเก็ก, โยคะ เพราะถ้ากระดูกบางแต่ไม่ล้ม ก็ไม่หัก

3. เอาชนะความเสี่ยง (Avoid Risk): ปรับพฤติกรรม

  • งดสูบบุหรี่เด็ดขาด เพราะบุหรี่ทำลายเซลล์สร้างกระดูก
  • ลดแอลกอฮอล์และคาเฟอีน (กาแฟไม่ควรเกิน 2 แก้ว/วัน)
  • ระวังการล้มในบ้าน: ติดไฟให้สว่าง, เก็บสายไฟ, ติดราวจับในห้องน้ำ

ไขข้อข้องใจ: เมื่อไหร่ถึงต้องใช้ยา? (Pharmacological Treatment)

ไม่ใช่ทุกคนที่กระดูกบางต้องกินยายับยั้งการทำลายกระดูกทันทีครับ แพทย์จะพิจารณาจาก:

  1. ค่าความหนาแน่นกระดูก (T-score): ถ้าต่ำมาก ๆ ใกล้เคียงกระดูกพรุน
  2. ความเสี่ยงในการหัก (Fracture Risk Assessment - FRAX): หมอจะใช้โปรแกรมคำนวณความเสี่ยง โดยดูอายุ น้ำหนัก ประวัติครอบครัว ประวัติการหักในอดีต
    • ถ้าความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกสะโพกหักใน 10 ปีข้างหน้า มากกว่า 3% หรือกระดูกส่วนอื่นหัก มากกว่า 20% แพทย์จะแนะนำให้เริ่มยา
  3. ประวัติการหัก: ถ้าเคยมีกระดูกหักจากอุบัติเหตุเล็กน้อย (Low-energy fracture) แม้ค่า T-score ยังแค่ "บาง" แพทย์อาจวินิจฉัยว่าเป็นโรคกระดูกพรุนและเริ่มยาเลย

ยาที่ใช้บ่อย:

  • กลุ่ม Bisphosphonates: มีทั้งแบบกิน (สัปดาห์ละครั้ง หรือเดือนละครั้ง) และแบบฉีด (ปีละครั้ง) ยาจะไปเคลือบผิววิธีและหยุดยั้งการทำงานของ "ทีมทำลายกระดูก"
  • ข้อควรระวัง: ยากินต้องกินตอนท้องว่าง ดื่มน้ำเยอะ ๆ และห้ามนอนราบ 30 นาที เพื่อป้องกันการระคายเคืองหลอดอาหาร และต้องดูแลสุขภาพช่องปากให้ดีก่อนเริ่มยา

การพยากรณ์โรค: จะหายไหม? (Prognosis)

ภาวะกระดูกบาง "สามารถชะลอและทำให้ดีขึ้นได้" ครับ แต่ต้องใช้เวลา

  • การรักษาไม่ใช่การเปลี่ยนกระดูกบางให้กลับมาหนาเท่าเด็กอายุ 20 แต่เป้าหมายคือ "รักษาระดับไม่ให้ลดลงไปกว่าเดิม" และ "ป้องกันการหัก"
  • ต้องติดตามผลต่อเนื่อง: โดยปกติหมอจะนัดตรวจมวลกระดูกซ้ำทุก 1-2 ปี เพื่อดูแนวโน้ม
  • หากดูแลตัวเองดี ค่า T-score อาจขยับดีขึ้น หรือทรงตัวอยู่ได้นานตลอดชีวิตโดยไม่เกิดกระดูกหักเลย

สรุป

สำหรับผู้หญิงวัย 60 ปีที่เจอกับภาวะ "กระดูกบาง" ขอให้ตั้งสติและมองว่าเป็น "โอกาสที่ดี" ที่ร่างกายเตือนให้เราหันมาดูแลตัวเองครับ การปรับเปลี่ยนอาหาร เติมแคลเซียมและวิตามินดี การออกกำลังกายสม่ำเสมอ และการป้องกันการล้ม คือหัวใจสำคัญ ส่วนเรื่องยา ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการประเมินความคุ้มค่า

"กระดูกที่แข็งแรง ไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว แต่สร้างจากการสะสมวินัยที่ดีในทุก ๆ วันครับ"


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#กระดูกบาง #กระดูกพรุน #ผู้สูงอายุ #สุขภาพกระดูก #แคลเซียม #วิตามินดี #ตรวจมวลกระดูก #หมอเก่งกระดูกและข้อ


References

  1. Camacho PM, et al. American Association of Clinical Endocrinologists/American College of Endocrinology Clinical Practice Guidelines for the Diagnosis and Treatment of Postmenopausal Osteoporosis—2020 Update. Endocrine Practice. 2020;26(Suppl 1):1-46.
    • (สรุป: แนวทางเวชปฏิบัติฉบับอัปเดตล่าสุดเกี่ยวกับการวินิจฉัยและรักษาโรคกระดูกพรุนในหญิงวัยหมดประจำเดือน เน้นเกณฑ์การเริ่มยาและการประเมินความเสี่ยง)
  2. Kanis JA, et al. European guidance for the diagnosis and management of osteoporosis in postmenopausal women. Osteoporosis International. 2019;30(1):3-44.
    • (สรุป: คำแนะนำจากฝั่งยุโรปเกี่ยวกับการจัดการโรคกระดูกพรุน ซึ่งเป็นรากฐานของการคำนวณความเสี่ยง FRAX ที่ใช้ทั่วโลก)
  3. Cosman F, et al. Clinician's Guide to Prevention and Treatment of Osteoporosis. Osteoporosis International. 2014;25(10):2359-2381. (National Osteoporosis Foundation).
    • (สรุป: คู่มือสำหรับแพทย์ในการป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุน ระบุชัดเจนเรื่องปริมาณแคลเซียมและวิตามินดีที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย)
  4. Thai Osteoporosis Foundation (TOPF). Clinical Practice Guideline for Management of Osteoporosis 2021.
    • (สรุป: แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคกระดูกพรุนของประเทศไทย ปรับปรุงปี 2564 ให้เหมาะสมกับบริบทพันธุกรรมและวิถีชีวิตคนไทย)
  5. Gregson CL, et al. The clinical assessment of the patient with osteoporosis. In: Rosen CJ, ed. Primer on the Metabolic Bone Diseases and Disorders of Mineral Metabolism. 9th ed. Wiley-Blackwell; 2019.
    • (สรุป: การประเมินทางคลินิกสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหากระดูก เน้นการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และการแปลผล Lab ที่ถูกต้อง)