วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

กระดูกพรุน ตรวจเจอแล้วต้องทานยาเลยไหม รู้จัก "FRAX Score" เครื่องมือช่วยตัดสินใจที่หมอใช้จริง

 

ตรวจมวลกระดูกแล้ว “กระดูกบาง / กระดูกพรุน” ต้องกินยาทุกคนไหม?

หลายคนไปตรวจมวลกระดูกแล้วตกใจมากครับ

“หมอคะ ผลบอกว่ากระดูกบาง ต้องเริ่มกินยาเลยไหม?”
“หมอครับ ถ้าผลออกมาว่ากระดูกพรุน แปลว่าต้องกินยาไปตลอดชีวิตหรือเปล่า?”

คำตอบที่ตรงไปตรงมาคือ…

ไม่ใช่ทุกคนที่มวลกระดูกลดลงแล้วต้องรีบกินยาเสมอไปครับ

เพราะการตัดสินใจรักษาโรคกระดูกพรุน ไม่ควรดูแค่ตัวเลขมวลกระดูกอย่างเดียว แต่ต้องดูว่า “คนไข้คนนี้มีโอกาสกระดูกหักมากแค่ไหนในอนาคต”

สิ่งที่เรากลัวที่สุดในโรคกระดูกพรุน ไม่ใช่แค่ตัวเลข T-score ต่ำ
แต่คือ กระดูกหักจากอุบัติเหตุเล็กน้อย เช่น ล้มเบา ๆ แล้วสะโพกหัก กระดูกสันหลังยุบ หรือข้อมือหัก


กระดูกบาง กับ กระดูกพรุน ต่างกันอย่างไร?

เวลาตรวจมวลกระดูกด้วยเครื่อง DXA เรามักดูค่าที่เรียกว่า T-score

โดยคร่าว ๆ

  • T-score ตั้งแต่ -1.0 ขึ้นไป = มวลกระดูกปกติ

  • T-score ระหว่าง -1.0 ถึง -2.5 = กระดูกบาง หรือ osteopenia

  • T-score -2.5 หรือต่ำกว่า = กระดูกพรุน หรือ osteoporosis

แต่ปัญหาคือ คนไข้จำนวนมากอยู่ในกลุ่ม “กระดูกบาง” ไม่ได้ถึงขั้นกระดูกพรุนชัดเจน

คำถามคือ
ถ้ากระดูกบาง ต้องกินยาทุกคนไหม?

คำตอบคือ ไม่จำเป็นครับ

บางคนกระดูกบางจริง แต่ยังอายุน้อย ไม่มีประวัติกระดูกหัก ไม่เคยล้มง่าย ไม่ได้กินสเตียรอยด์ ไม่มีโรคประจำตัวที่เพิ่มความเสี่ยง และค่า FRAX ต่ำ แบบนี้อาจเริ่มจากการปรับพฤติกรรม ออกกำลังกาย รับแคลเซียม/วิตามินดีให้พอ และติดตามผลก่อน


FRAX Score คืออะไร?

FRAX Score คือเครื่องมือที่ช่วยประเมินว่า

ในอีก 10 ปีข้างหน้า คนไข้มีโอกาสกระดูกหักมากแค่ไหน

โดยประเมินจากหลายปัจจัย เช่น

  • อายุ

  • เพศ

  • น้ำหนัก ส่วนสูง

  • เคยมีกระดูกหักจากอุบัติเหตุเล็กน้อยมาก่อนหรือไม่

  • พ่อแม่เคยสะโพกหักหรือไม่

  • สูบบุหรี่หรือไม่

  • ใช้ยาสเตียรอยด์ต่อเนื่องหรือไม่

  • เป็นข้ออักเสบรูมาตอยด์หรือไม่

  • ดื่มแอลกอฮอล์มากหรือไม่

  • มีโรคที่ทำให้กระดูกพรุนง่ายหรือไม่

  • ค่ามวลกระดูกบริเวณคอกระดูกสะโพก

FRAX จะให้ผลออกมาเป็นตัวเลข 2 ค่า คือ

  1. โอกาสกระดูกสะโพกหักใน 10 ปี

  2. โอกาสกระดูกตำแหน่งสำคัญหักใน 10 ปี เช่น สะโพก กระดูกสันหลัง ข้อมือ ต้นแขน

พูดง่าย ๆ คือ
FRAX ช่วยตอบคำถามว่า “ต้องกลัวกระดูกหักมากแค่ไหน” ไม่ใช่แค่ “กระดูกบางแค่ไหน”


เมื่อไหร่จึงควรพิจารณากินยากระดูกพรุน?

โดยหลักทั่วไป แพทย์มักพิจารณาให้ยารักษากระดูกพรุนในกรณีต่อไปนี้

1. เคยกระดูกสะโพกหัก หรือกระดูกสันหลังหักจากอุบัติเหตุไม่รุนแรง

กลุ่มนี้ถือว่าเสี่ยงสูงมาก
ต่อให้ค่ามวลกระดูกไม่ได้ต่ำมาก ก็ต้องระวังครับ

เพราะการมีกระดูกหักจากแรงกระแทกเล็กน้อย แปลว่ากระดูกเปราะจริง และมีโอกาสหักซ้ำได้

2. ตรวจ DXA แล้ว T-score ≤ -2.5

ถ้าค่ามวลกระดูกต่ำถึงระดับกระดูกพรุน โดยเฉพาะที่สะโพกหรือกระดูกสันหลัง แพทย์มักพิจารณาให้ยา เพราะความเสี่ยงกระดูกหักสูงขึ้นชัดเจน

แต่ในชีวิตจริง แพทย์ยังต้องดูบริบทอื่นร่วมด้วย เช่น อายุ โรคประจำตัว ความเสี่ยงล้ม ไตทำงานดีไหม แคลเซียมและวิตามินดีพอไหม และเหมาะกับยาชนิดใด

3. กระดูกบาง แต่ FRAX สูง

นี่คือจุดที่ FRAX มีประโยชน์มากครับ

บางคน T-score ยังไม่ถึง -2.5 แปลว่ายังไม่เข้าเกณฑ์กระดูกพรุนชัดเจน แต่ถ้า FRAX บอกว่าความเสี่ยงกระดูกหักสูง แพทย์อาจพิจารณาเริ่มยาได้

เกณฑ์ที่ใช้กันบ่อยคือ

  • ความเสี่ยงกระดูกสะโพกหักใน 10 ปี ตั้งแต่ 3% ขึ้นไป
    หรือ

  • ความเสี่ยงกระดูกตำแหน่งสำคัญหักใน 10 ปี ตั้งแต่ 20% ขึ้นไป

ถ้าเข้าเกณฑ์นี้ แม้ผลตรวจจะเป็นเพียง “กระดูกบาง” ก็อาจควรเริ่มยารักษา เพราะเป้าหมายคือป้องกันกระดูกหักก่อนเกิดเหตุใหญ่


แล้วถ้า FRAX ต่ำ ต้องกินยาไหม?

ถ้าคนไข้มีแค่กระดูกบางเล็กน้อย และ FRAX ต่ำ
หลายครั้งยังไม่จำเป็นต้องรีบเริ่มยา

สิ่งที่ควรทำคือ

  • ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก เช่น เดินเร็ว เวทเทรนนิ่งเบา ๆ

  • ฝึกกล้ามเนื้อและการทรงตัว ลดโอกาสล้ม

  • รับแคลเซียมจากอาหารให้เพียงพอ

  • ตรวจและแก้ไขภาวะวิตามินดีต่ำ

  • งดบุหรี่

  • ลดแอลกอฮอล์

  • ตรวจสายตา ปรับบ้าน ลดจุดเสี่ยงล้ม

  • ติดตามมวลกระดูกตามแพทย์นัด

เพราะในกลุ่มเสี่ยงต่ำ ประโยชน์จากยาอาจยังไม่มากพอเมื่อเทียบกับภาระและความเสี่ยงจากการใช้ยา


ยากระดูกพรุนมีประโยชน์ แต่ก็มี trade off

เรื่องนี้ต้องพูดตรง ๆ ครับ

ยากระดูกพรุนไม่ใช่ยาที่ “กินกันไว้ก่อนแบบไม่มีต้นทุน”

ยาแต่ละชนิดมีข้อดี ข้อจำกัด และความเสี่ยงที่ต้องชั่งน้ำหนัก เช่น

  • ยากลุ่ม bisphosphonate อาจระคายเคืองกระเพาะหรือหลอดอาหารในบางคน

  • ต้องดูการทำงานของไตก่อนใช้ยาบางชนิด

  • การใช้ยากดการสลายกระดูกระยะยาว มีภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อยแต่สำคัญ เช่น กระดูกต้นขาหักแบบผิดปกติ หรือกระดูกขากรรไกรตาย

  • ยาฉีดบางชนิด เช่น denosumab ต้องวางแผนต่อเนื่อง เพราะถ้าหยุดยาโดยไม่มีแผน อาจเกิดการสูญเสียมวลกระดูกเร็วและเพิ่มความเสี่ยงกระดูกสันหลังหักได้

ดังนั้น การกินยาต้องตอบให้ได้ว่า

ความเสี่ยงกระดูกหักของคนไข้สูงพอที่จะคุ้มกับการใช้ยาหรือไม่

ถ้าเสี่ยงสูง ยามักคุ้ม
ถ้าเสี่ยงต่ำ การดูแลแบบไม่ใช้ยาและติดตามอย่างเป็นระบบอาจเหมาะกว่า


สิ่งที่คนไข้ควรถามหมอหลังตรวจมวลกระดูก

ถ้าไปตรวจ DXA แล้วพบว่ากระดูกบางหรือกระดูกพรุน อย่าเพิ่งตกใจครับ
ลองถามแพทย์ 5 ข้อนี้

  1. ค่า T-score ต่ำสุดอยู่ที่ตำแหน่งไหน สะโพกหรือกระดูกสันหลัง?

  2. ผลเป็นกระดูกบางหรือกระดูกพรุน?

  3. คำนวณ FRAX แล้ว ความเสี่ยงกระดูกสะโพกหักกี่เปอร์เซ็นต์?

  4. ความเสี่ยงกระดูกตำแหน่งสำคัญหักกี่เปอร์เซ็นต์?

  5. ในกรณีของเรา ประโยชน์ของยามากกว่าความเสี่ยงหรือไม่?

คำถามเหล่านี้จะช่วยให้การตัดสินใจไม่ใช่แค่ “เห็นตัวเลขต่ำแล้วกลัว”
แต่เป็นการตัดสินใจจากความเสี่ยงจริงของแต่ละคน


สรุปแบบเข้าใจง่าย

ถ้าตรวจแล้วพบว่ามวลกระดูกลดลง
ไม่ได้แปลว่าต้องกินยาทุกคนทันที

การตัดสินใจควรดู 3 อย่างร่วมกัน

  1. เคยมีกระดูกหักจากอุบัติเหตุเล็กน้อยหรือไม่

  2. ค่า T-score ต่ำถึงระดับกระดูกพรุนหรือไม่

  3. ค่า FRAX Score บอกว่าความเสี่ยงกระดูกหักสูงหรือไม่

หัวใจสำคัญคือ
เราไม่ได้รักษาตัวเลขมวลกระดูกอย่างเดียว แต่เรารักษาเพื่อลดความเสี่ยงกระดูกหักในชีวิตจริง

เพราะกระดูกพรุนที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่ตอนที่เห็นตัวเลขในกระดาษ
แต่คือตอนที่ล้มเบา ๆ แล้วสะโพกหัก หลังยุบ เดินไม่ได้ หรือคุณภาพชีวิตเปลี่ยนไปอย่างถาวร

ดังนั้น ถ้าตรวจเจอกระดูกบางหรือกระดูกพรุน
อย่าเพิ่งตัดสินใจเองว่าจะกินยาหรือไม่กินยา

ควรให้แพทย์ช่วยประเมินความเสี่ยงด้วย FRAX ร่วมกับผลตรวจมวลกระดูก โรคประจำตัว ยาที่ใช้ และความเสี่ยงการหกล้ม เพื่อเลือกแนวทางที่เหมาะกับตัวเราที่สุดครับ


แหล่งข้อมูลหลักที่ใช้: FRAX เป็นเครื่องมือประเมินความเสี่ยงกระดูกหักใน 10 ปี โดยรวมปัจจัยเสี่ยงทางคลินิกและ BMD คอกระดูกสะโพก (FRAXplus) เกณฑ์ที่ใช้กันแพร่หลายตาม BHOF/NOF คือพิจารณายาในคนที่มีกระดูกบางเมื่อ FRAX hip fracture ≥3% หรือ major osteoporotic fracture ≥20% (PMC) แต่ควรจำไว้ว่าเกณฑ์ intervention threshold อาจแตกต่างตามประเทศ และมีงานไทยเสนอว่าค่าจุดตัดที่เหมาะสมในประชากรไทยอาจต่างจากเกณฑ์ NOF (Journal of Southeast Asian Orthopaedics)


References 


FRAX® tool ระบุว่าใช้ประเมินความเสี่ยงกระดูกหักโดยรวม clinical risk factors และ BMD ที่ femoral neck. (FRAXplus)

BHOF Clinician’s Guide 2022 แนะนำพิจารณารักษาใน postmenopausal women/men ≥50 ปีที่มี osteopenia และ FRAX hip ≥3% หรือ major osteoporotic fracture ≥20%. (PMC)

งานวิจัยไทยปี 2023 เสนอว่า intervention threshold ในประชากรไทยอาจแตกต่างจากเกณฑ์ที่ใช้อ้างอิงทั่วไป จึงควรใช้วิจารณญาณทางคลินิกร่วมด้วย. (Journal of Southeast Asian Orthopaedics

ยารักษากระดูกพรุนมีประโยชน์ แต่ long-term bisphosphonate/denosumab อาจสัมพันธ์กับ atypical femur fracture และภาวะแทรกซ้อนที่พบไม่บ่อย จึงควรชั่งประโยชน์-ความเสี่ยงรายบุคคล. (osteoporosis.foundation)

วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ตัวเลขติดลบสะเทือนใจ... เมื่อผลตรวจมวลกระดูกบอกว่าคุณ "กระดูกพรุน" แต่ความจริงคุณอาจยังไม่ต้องกินยาสักเม็ด!

 



ตัวเลขติดลบสะเทือนใจ... เมื่อผลตรวจมวลกระดูกบอกว่าคุณ "กระดูกพรุน" แต่ความจริงคุณอาจยังไม่ต้องกินยาสักเม็ด!

คุณเคยเห็นใบแจ้งผลตรวจสุขภาพประจำปีแล้วใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มไหมครับ?

โดยเฉพาะแถบสีแดงเข้มที่ชี้ไปที่ตัวเลข -2.5 พร้อมคำวินิจฉัยน่ากลัวว่า "โรคกระดูกพรุน" วินาทีนั้นสมองของคุณจะสั่งการให้คุณรู้สึกกลัวขึ้นมาทันที ความกังวลหลั่งสารความเครียดออกมาจนคุณเริ่มจินตนาการไปไกลว่า “นี่ฉันกำลังจะกระดูกหักใช่ไหม? ฉันจะล้มแล้วเดินไม่ได้ต้องนอนติดเตียงหรือเปล่า? ชีวิตฉันหลังจากนี้จะหมดสนุกแล้วใช่ไหม?”

หลายคนรีบวิ่งไปหาหมอเพื่อขอยามากินทันที เพราะเชื่อว่ายิ่งปล่อยไว้กระดูกคงจะหักเหมือนกิ่งไม้แห้ง ๆ แต่ในฐานะหมอกระดูกที่อยู่กับคนไข้มาทั้งชีวิต ผมอยากจะบอกความลับทางการแพทย์ข้อหนึ่งที่อาจจะทำให้คุณประหลาดใจ และช่วยยกภูเขาออกจากอกของคุณในตอนนี้เลยครับว่า "ถึงแม้ตัวเลขมวลกระดูกของคุณจะติดลบสองจุดห้า แต่ถ้าคุณยังมีอายุน้อย และเมื่อคำนวณความเสี่ยงโดยรวมแล้วพบว่าต่ำ คุณอาจจะยังไม่มีความจำเป็นต้องทานยารักษากระดูกพรุนเลยแม้แต่เม็ดเดียว!"

ทำไมหมอถึงพูดแบบนั้น? เลขติดลบสองจุดห้าไม่ใช่เกณฑ์มาตรฐานโลกหรอกหรือ? มาร่วมไขปริศนาและทลายความกลัวนี้ไปด้วยกันครับ


เรื่องเล่าจากห้องตรวจ: คราบน้ำตาของคุณวิภาและความจริงที่ตัวเลขไม่ได้บอก

วันหนึ่งในห้องตรวจของผม คุณวิภา (นามสมมติ) หญิงวัยทำงานอายุ 52 ปี เดินเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเซียว ในมือของเธอกำกระดาษผลตรวจมวลกระดูกไว้แน่นจนยับยู่ยี่ เธอเพิ่งหมดประจำเดือนไปได้ไม่กี่ปี และตัดสินใจตรวจความหนาแน่นของกระดูกเป็นครั้งแรกในชีวิต ผลที่ออกมาคือตัวเลขบริเวณกระดูกสันหลังติดลบสองจุดห้าพอดีเป๊ะ

“คุณหมอคะ ช่วยจัดยาที่แรงที่สุด ดีที่สุดให้วิภาหน่อยค่ะ วิภากลัวมาก ตอนนี้ไม่กล้าเดินเร็ว ไม่กล้าออกกำลังกาย แม้แต่ตอนก้มหยิบของยังระแวงไปหมด กลัวกระดูกมันจะหักค้างอยู่ตรงนั้น เพื่อน ๆ ในกลุ่มไลน์บอกว่าถ้าไม่รีบกินยาชาตินี้กระดูกจะพังหมด”

ผมมองดูคุณวิภา หญิงแกร่งที่ยังดูแข็งแรง กระฉับกระเฉง เดินเหินคล่องแคล่ว ไม่มีประวัติเคยกระดูกหักจากอุบัติเหตุเบา ๆ คุณแม่ของเธอก็อายุยืนยาวและไม่เคยมีประวัติสะโพกหักเมื่อตอนแก่ เธอไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ และไม่มีโรคประจำตัวที่ต้องทานยาสเตียรอยด์เลย

ผมยิ้มให้เธออย่างอบอุ่นแล้วบอกว่า “คุณวิภาครับ ใจเย็น ๆ ก่อนนะ วางความกลัวลงก่อน วันนี้หมอจะไม่จ่ายยารักษากระดูกพรุนให้คุณวิภาครับ และคุณวิภาก็ยังสามารถไปเดินเล่น วิ่งเหยาะ ๆ และใช้ชีวิตได้ตามปกติเลยครับ”

คุณวิภาเบิกตากว้างด้วยความตกใจและสับสน “อ้าว! แต่ในใบตรวจมันขึ้นสีแดงว่ากระดูกพรุนแล้วนะคะหมอ ไม่กินยาแล้วกระดูกหนูจะไม่ยิ่งแย่เหรอคะ?”

สิ่งที่คุญวิภากำลังเผชิญอยู่คือความเข้าใจผิดที่คนไทยส่วนใหญ่ กำลังเป็นครับ นั่นคือการเอาชีวิตและความกังวลทั้งหมดไปผูกไว้กับ "ตัวเลขตัวเดียว" บนแผ่นกระดาษ


ตึกถล่มไม่ได้เกิดจากอิฐที่บางลงเพียงอย่างเดียว: เข้าใจกลไกกระดูกผ่านวิชาช่างก่อสร้าง

เพื่อความเข้าใจที่ง่ายที่สุด หมออยากให้คุณลองจินตนาการว่ากระดูกในร่างกายของเราเหมือนกับ "เสาเข็มของบ้าน" ครับ

การตรวจมวลกระดูกด้วยเครื่องเอกซเรย์ความหนาแน่นกระดูก เป็นเหมือนการเอาไม้บรรทัดไปวัดดูว่า “เนื้อปูนในเสาเข็มนั้นมีความหนาแน่นเท่าไหร่” ถ้าปูนมันดูโปร่งขึ้น ตัวเลขก็จะติดลบมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น ลบหนึ่ง คือเริ่มบาง ลบสองจุดห้า คือเริ่มพรุน

แต่คำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ เสาเข็มต้นนี้จะหักหรือบ้านจะถล่มลงมาเมื่อไหร่?

คำตอบในทางวิศวกรรมบอกว่า ความหนาแน่นของปูนเป็นแค่องค์ประกอบเดียวเท่านั้นครับ เสาเข็มต้นหนึ่งแม้ปูนจะไม่ได้แน่นเป๊ะ 100% แต่ถ้าเสาต้นนั้นสั้น (อายุน้อย) ตัวบ้านไม่ได้แบกน้ำหนักเยอะ (น้ำหนักตัวเหมาะสม) ไม่มีพายุหรือแผ่นดินไหวมาเขย่าบ่อย ๆ (ความเสี่ยงในการล้มต่ำ) และเหล็กเส้นข้างในยังเหนียวดีอยู่ เสาต้นนั้นก็ยังแข็งแรงและสามารถรับน้ำหนักบ้านได้ไปอีกหลายสิบปีโดยไม่ต้องไปค้ำยันหรือทุบทิ้งเพื่อสร้างใหม่

ในทางตรงกันข้าม เสาเข็มอีกต้นที่เนื้อปูนหนาแน่นดีมาก แต่ถ้าบ้านหลังนั้นตั้งอยู่บนหน้าผาที่มีลมพายุพัดรุนแรงตลอดเวลา (อายุมาก ล้มบ่อย) และมีปลวกคอยกัดกินโครงสร้างรอบ ๆ (ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ) ต่อให้เนื้อปูนแน่นแค่ไหน เสาต้นนั้นก็มีโอกาสหักและบ้านถล่มลงมาได้ง่ายกว่า

นั่นคือเหตุผลที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับสากลไม่ได้ดูแค่ตัวเลขความหนาแน่นของกระดูกเพียงอย่างเดียว แต่เราจะดู "โอกาสที่กระดูกจะหักจริงในอนาคต" ซึ่งเรามีเครื่องมือวิเศษชิ้นหนึ่งที่เรียกว่า "คะแนนความเสี่ยงกระดูกหัก" หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า แฟร็กซ์ สกอร์ (FRAX Score) มาเป็นตัวช่วยตัดสินใจครับ


ทำความรู้จัก "โรคกระดูกพรุน" และความจริงของตัวเลขติดลบ

โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) คือ ภาวะที่โครงสร้างภายในของกระดูกเกิดการสูญเสียมวลแร่ธาตุ ทำให้เนื้อกระดูกมีลักษณะเป็นรูพรุนคล้ายฟองน้ำ น้ำหนักลดลง และขาดความยืดหยุ่น โดยปกติแล้ว ร่างกายของเราจะมีการทำลายกระดูกเก่าและสร้างกระดูกใหม่ทดแทนอยู่ตลอดเวลาเหมือนการรีโนเวทบ้าน แต่พอเราอายุมากขึ้น หรือฮอร์โมนเพศลดลงอย่างรวดเร็ว (เช่น วัยทอง) ขบวนการทำลายกระดูกจะวิ่งเร็วแซงหน้าขบวนการสร้าง ส่งผลให้เนื้อกระดูกด้านในค่อย ๆ หายไปทีละน้อย

สิ่งที่น่ากลัวของโรคนี้ไม่ใช่ความเจ็บปวดครับ เพราะโรคกระดูกพรุนเป็น "มฤตยูเงียบ" ที่ไม่มีอาการเตือนใด ๆ เลย คุณจะไม่มีทางรู้สึกปวดกระดูกจากการที่มันพรุน แต่คุณจะรู้ตัวอีกทีก็ต่อเมื่อ "กระดูกมันหักไปแล้ว" จากอุบัติเหตุเล็ก ๆ เช่น แค่ลื่นก้นกระแทกพื้นเบา ๆ แต่กระดูกสะโพกหัก หรือแค่ไอจามแรง ๆ แต่กระดูกสันหลังยุบตัว

ทางการแพทย์กำหนดว่า หากค่าความหนาแน่นกระดูก (T-Score) ของคุณเท่ากับหรือน้อยกว่า -2.5 จะถือว่าเป็นโรคกระดูกพรุน แต่ปัจจุบัน สมาคมโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทยและสากล ได้เน้นย้ำว่าเราห้ามใช้ตัวเลขนี้เป็นข้ออ้างในการจ่ายยาให้คนไข้ทุกคนทันที เพราะยารักษากระดูกพรุนเป็นยาที่ต้องกินหรือฉีดต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายปี มีค่าใช้จ่ายสูง และอาจมีผลข้างเคียงที่เราต้องระมัดระวัง ดังนั้นการพิจารณาว่าจะ "เริ่มยาเมื่อไหร่" จึงต้องขึ้นอยู่กับการประเมินความเสี่ยงกระดูกหักในอีก 10 ปีข้างหน้าด้วยระบบ แฟร็กซ์ สกอร์ เสมอครับ ท่านสามารถเข้าไปประเมินความเสี่ยงในการเกิดกระดูกหักได้ที่

 https://www.fraxplus.org/th/calculation-tool 


5 ปัจจัยเสี่ยงตัวร้ายที่ทำให้กระดูกหักง่ายกว่ามวลกระดูกติดลบ

นอกจากตัวเลขความหนาแน่นกระดูกแล้ว นี่คือ 5 ปัจจัยเสี่ยงหลักที่ระบบทางการแพทย์ใช้คำนวณว่าคุณจำเป็นต้องกินยาแล้วหรือยัง:

  • อายุและเพศ: ยิ่งอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป ความเสี่ยงจะพุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด และผู้หญิงมีโอกาสกระดูกพรุนและหักมากกว่าผู้ชายเนื่องจากหมดประจำเดือน

  • ประวัติเคยมีกระดูกหักในอดีต: หากคุณเคยล้มเบา ๆ แล้วกระดูกข้อมือ สะโพก หรือสันหลังหักมาก่อน นั่นเป็นสัญญาณเตือนภัยขั้นสูงสุดว่าโครงสร้างกระดูกของคุณเปราะบางแล้ว

  • ประวัติครอบครัว: หากคุณพ่อหรือคุณแม่เคยมีประวัติกระดูกสะโพกหักจากอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง สายเลือดและพันธุกรรมนี้จะเพิ่มความเสี่ยงให้คุณโดยตรง

  • การใช้ยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน: ยารักษาโรคพุ่มพวง โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือยาลูกกลอนที่ผสมสารสเตียรอยด์ มีฤทธิ์ทำลายเนื้อกระดูกอย่างรุนแรง

  • พฤติกรรมการใช้ชีวิต: การสูบบุหรี่จัด การดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า 3 แก้วต่อวัน และการมีน้ำหนักตัวที่น้อยเกินไป (ดัชนีมวลกายต่ำกว่า 18)


การตรวจวินิจฉัยในยุคปัจจุบัน: หมอรู้ได้อย่างไรว่าคุณเสี่ยงแค่ไหน?

เมื่อคุณมาพบหมอกระดูกเพื่อประเมินเรื่องนี้ เราจะไม่เพียงแค่อ่านใบผลตรวจมวลกระดูกแล้วจบ แต่เราจะมีขั้นตอนการตรวจอย่างเป็นระบบดังนี้ครับ:

  1. การซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด: หมอจะวัดส่วนสูงปัจจุบันเทียบกับในอดีต หากส่วนสูงลดลงมากกว่า 4 เซนติเมตร อาจเป็นสัญญาณว่ากระดูกสันหลังเริ่มยุบตัวโดยที่คุณไม่รู้ตัว

  2. การตรวจความหนาแน่นกระดูก (DEXA Scan): เป็นการใช้รังสีเอกซเรย์ปริมาณต่ำมาก สแกนบริเวณกระดูกสันหลังและกระดูกสะโพกเพื่อหาค่าตัวเลขติดลบ (T-Score)

  3. การคำนวณคะแนน แฟร็กซ์ สกอร์ (FRAX Score): หมอจะนำข้อมูลของคุณ ทั้งอายุ น้ำหนัก ส่วนสูง และปัจจัยเสี่ยงทั้ง 5 ข้อด้านบน กรอกลงในโปรแกรมคำนวณขององค์การอนามัยโลก เพื่อคำนวณออกมาเป็นตัวเลขเปอร์เซ็นต์ว่า “ในอีก 10 ปีข้างหน้า คุณมีโอกาสกระดูกหักกี่เปอร์เซ็นต์” หากโอกาสกระดูกสะโพกหักต่ำกว่า 3% หรือกระดูกชิ้นหลักอื่น ๆ หักต่ำกว่า 20% แม้มวลกระดูกจะติดลบสองจุดห้า หมอก็อาจจะยังไม่เริ่มยา แต่จะเน้นการปรับพฤติกรรมแทนครับ  ท่านสามารถเข้าไปประเมินความเสี่ยงในการเกิดกระดูกหักได้ที่

     https://www.fraxplus.org/th/calculation-tool 


  4. การตรวจเลือดดูเอกลักษณ์ทางชีวภาพของกระดูก: ในบางกรณีหมอจะตรวจดูระดับวิตามินดี แคลเซียม หรือสารเคมีในเลือดที่บอกอัตราการสลายตัวของกระดูก เพื่อช่วยวางแผนการรักษาให้แม่นยำยิ่งขึ้น


แนวทางการรักษาแบบขั้นบันได: ยาไม่ใช่คำตอบแรกเสมอไป

หมออยากให้คนไข้ทุกคนมั่นใจครับว่า ผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนส่วนใหญ่สามารถดูแลและรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด และการรักษาที่ดีที่สุดต้องเริ่มจากฐานรากของชีวิต ดังนี้ครับ:

1. การปรับพฤติกรรมและกำจัดความเสี่ยง (รากฐานที่สำคัญที่สุด)

นี่คือสิ่งที่คุณวิภาและทุกคนที่มีมวลกระดูกติดลบต้องทำทันที ไม่ว่าจะกินยาหรือไม่ก็ตาม คือการเพิ่มวัตถุดิบในการสร้างกระดูกด้วยการทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม ปลาเล็กปลาน้อย ผักใบเขียว และพาตัวเองไปรับแสงแดดยามเช้าเพื่อให้ร่างกายสร้างวิตามินดี นอกจากนี้ต้องออกกำลังกายชนิดที่มีการลงน้ำหนัก (Weight-bearing exercise) เช่น การเดินเร็ว การเต้นรำ หรือการยกน้ำหนักเบา ๆ เพื่อกระตุ้นให้เซลล์กระดูกสร้างเนื้อกระดูกเพิ่มขึ้นตามแรงกดดัน

2. กายภาพบำบัดและการฝึกทรงตัว

สำหรับผู้สูงอายุ สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันคือการฝึกกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าและสะโพกให้แข็งแรง ฝึกการทรงตัวเพื่อป้องกันการล้ม เพราะจำไว้ครับว่า “ต่อให้กระดูกพรุนแค่ไหน ถ้าไม่ล้ม... กระดูกก็ไม่หัก” การทำบ้านให้ปลอดภัย มีราวจับ ไม่มีสิ่งกีดขวาง จึงสำคัญไม่แพ้การกินยา

3. การใช้ยารักษากระดูกพรุน

หมอจะพิจารณาจ่ายยาก็ต่อเมื่อ คุณมีมวลกระดูกติดลบเกินสองจุดห้าร่วมกับมีคะแนนความเสี่ยงจาก แฟร็กซ์ สกอร์ สูงเกินเกณฑ์ หรือในรายที่เคยมีกระดูกหักจากอุบัติเหตุไม่รุนแรงมาก่อนแล้ว ยาในปัจจุบันมีทั้งรูปแบบยากินรายสัปดาห์ รายเดือน หรือยาฉีด ซึ่งมีหน้าที่เข้าไปยับยั้งเซลล์สลายกระดูก หรือช่วยกระตุ้นการสร้างเนื้อกระดูกใหม่

4. การฉีดยาเฉพาะจุดและการใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยระบุตำแหน่ง

ในรายที่มีอาการปวดจากภาวะแทรกซ้อน เช่น มีข้ออักเสบร่วมด้วย หรือปวดกล้ามเนื้อหลังอย่างรุนแรงจากการปรับท่าทาง แพทย์อาจใช้เครื่องอัลตราซาวด์ความถี่สูงช่วยมองเห็นโครงสร้างภายในอย่างชัดเจน เพื่อฉีดยาลดการอักเสบหรือบล็อกเส้นประสาทเฉพาะจุดได้อย่างแม่นยำและปลอดภัย โดยไม่ต้องเสี่ยงต่อการผ่าตัด

5. การผ่าตัด (เฉพาะกรณีจำเป็นขั้นสุด)

เราจะผ่าตัดก็ต่อเมื่อเกิดอุบัติเหตุจนกระดูกหักไปแล้วเท่านั้นครับ เช่น กระดูกสะโพกหัก ซึ่งแพทย์จะผ่าตัดใส่เหล็กดัดตรึงกระดูกหรือเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม เพื่อให้คนไข้สามารถลุกเดินได้เร็วที่สุด ป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการนอนติดเตียง หรือในกรณีกระดูกสันหลังยุบจนปวดทรมาน อาจมีการผ่าตัดฉีดซีเมนต์ข้นพิเศษเข้าไปค้ำยันกระดูกสันหลัง


พยากรณ์โรค: โรคนี้หายไหม? ต้องรักษานานแค่ไหน?

คำถามยอดฮิตที่หมอเจอทุกวันคือ “หมอคะ กระดูกที่พรุนไปแล้ว มันจะกลับมาแน่นเหมือนเดิมได้ไหม?”

หมอขอตอบให้ชื่นใจตรงนี้เลยครับว่า "กระดูกพรุนสามารถรักษาให้ดีขึ้นได้ครับ" มวลกระดูกของเราสามารถเพิ่มขึ้นได้จากการปรับพฤติกรรมและการทานยาอย่างถูกต้อง แต่อาจจะต้องใช้เวลาในการรักษานานพอสมควร โดยทั่วไปเราจะให้คนไข้ทานยาหรือฉีดยาต่อเนื่องประมาณ 3 ถึง 5 ปี จากนั้นหมอจะนัดมาตรวจมวลกระดูกซ้ำ หากมวลกระดูกเพิ่มขึ้นจนอยู่ในระดับที่ปลอดภัย และความเสี่ยงโดยรวมลดลงแล้ว หมออาจจะพิจารณาให้ "พักการใช้ยา" ได้ครับ ไม่จำเป็นต้องกินไปตลอดชีวิต

และแน่นอนว่า โรคนี้มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีกหากเราหยุดดูแลตัวเอง ดังนั้นการออกกำลังกายและทานแคลเซียมจึงเป็นวินัยที่ต้องทำไปตลอดชีวิตเหมือนการแปรงฟันครับ


ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง: ความน่ากลัวที่แท้จริงของการปล่อยปละละเลย

หากเราละเลย ไม่สนใจปล่อยให้กระดูกพรุนรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุล้มลง ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงจะตามมาทันที ได้แก่:

  • เส้นประสาทถูกกดทับ: กรณีที่กระดูกสันหลังทรุดตัวและยุบตัวลงมาทับเส้นประสาทส่วนหลัง

  • อาการแขนขาอ่อนแรง: เกิดจากสัญญาณประสาทจากไขสันหลังถูกขัดขวางจากกระดูกที่บิดเบี้ยว

  • เดินลำบากหรือเดินไม่ได้: จากความเจ็บปวดและการผิดรูปของข้อสะโพกหรือกระดูกสันหลัง

  • ภาวะติดเชื้อจากการนอนติดเตียง: เช่น แผลกดทับ ปอดบวม หรือติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้สูงอายุเสียชีวิตหลังจากกระดูกสะโพกหักภายใน 1 ปี


5 วิธีป้องกันทางรอด ให้กระดูกแข็งแรงอยู่กับเราไปจนแก่

ไม่อยากเดินมาถึงจุดที่ต้องลุ้นผลตรวจมวลกระดูก หมอแนะนำให้เริ่มสร้าง "ธนาคารกระดูก" ของตัวเองตั้งแต่วันนี้ด้วย 5 วิธีง่าย ๆ ครับ:

  • สะสมแคลเซียมให้เพียงพอ: ทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงให้ได้วันละ 800–1,000 มิลลิกรัมทุกวัน

  • รับแสงแดดรับวิตามินดี: ออกแดดตอนเช้าหรือเย็นวันละ 15 นาที เพื่อช่วยในการดูดซึมแคลเซียม

  • ออกกำลังกายต้านแรงโน้มถ่วง: เดิน วิ่งเหยาะ ๆ หรือยกเวทเพื่อให้กระดูกได้รับแรงกดและกระตุ้นการสร้างเนื้อกระดูก

  • งดเหล้าและบุหรี่อย่างเด็ดขาด: เพราะสารพิษเหล่านี้คือกรรไกรที่คอยตัดทำลายโครงสร้างภายในกระดูกของคุณ

  • จัดบ้านป้องกันการล้ม: ติดไฟให้สว่าง มีแผ่นกันลื่นในห้องน้ำ และเคลียร์สิ่งของที่พื้นบ้านให้โล่งอยู่เสมอ


ถาม-ตอบ ข้อข้องใจเรื่องกระดูกพรุนและ แฟร็กซ์ สกอร์

Q: มวลกระดูกติดลบสองจุดห้า แต่อายุน้อย ไม่มีปัจจัยเสี่ยง ต้องกินยาไหม?

A: ส่วนใหญ่ยังไม่ต้องกินยาครับ หมอจะประเมินด้วยระบบ แฟร็กซ์ สกอร์ ก่อน หากความเสี่ยงโดยรวมต่ำ การรักษาหลักคือการปรับพฤติกรรม ออกกำลังกาย และเติมแคลเซียมกับวิตามินดีให้เพียงพอ จากนั้นนัดติดตามผลตรวจมวลกระดูกในอีก 1-2 ปีข้างหน้าครับ

Q: ปวดหลัง ปวดเอวบ่อย ๆ เป็นอาการของโรคกระดูกพรุนใช่หรือไม่?

A: ไม่ใช่ครับ โรคกระดูกพรุนแท้ ๆ จะไม่มีอาการปวดเลยจนกว่ากระดูกจะหัก อาการปวดหลังปวดเอวส่วนใหญ่เกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบ หมอนรองกระดูกเสื่อม หรือข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อมครับ หากมีอาการปวดเรื้อรังควรพบแพทย์เพื่อตรวจแยกโรคอย่างถูกต้อง

Q: ตรวจมวลกระดูกวิธีไหนแม่นยำที่สุด และควรตรวจเมื่อไหร่?

A: การตรวจด้วยเครื่อง DEXA Scan ที่สแกนบริเวณกระดูกสันหลังและข้อสะโพกเป็นวิธีมาตรฐานโลกและแม่นยำที่สุดครับ แนะนำให้ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป และผู้ชายอายุ 70 ปีขึ้นไป ตรวจทุกคน หรือผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไปครับ


สรุปประเด็นสำคัญเพื่อกระดูกที่แข็งแรงของคุณ

ตัวเลขมวลกระดูกติดลบสองจุดห้าเป็นเพียงสัญญาณเตือน แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องพึ่งยาเคมีทันทีเสมอไป

การประเมินความเสี่ยงกระดูกหักโดยรวมด้วย แฟร็กซ์ สกอร์ ช่วยให้เราได้รับการรักษาที่สมเหตุสมผลและตรงจุดโดยไม่ใช้ยาเกินความจำเป็น

กระดูกพรุนสามารถรักษาให้ดีขึ้นและหนาแน่นขึ้นได้ด้วยการปรับพฤติกรรมและการดูแลที่ถูกต้อง

การป้องกันการล้มและการออกกำลังกายต้านแรงโน้มถ่วง คือกุญแจสำคัญที่ทรงพลังไม่แพ้ยารักษาโรค

อย่าปล่อยให้ความกลัวจากตัวเลขบนกระดาษมาจำกัดอิสรภาพในการใช้ชีวิตและการออกกำลังกายของคุณ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

“เราเชื่อว่า ‘ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ’

หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง”

#ปวดหลัง #กระดูกพรุน #โรคกระดูกพรุน #แคลเซียม #วิตามินดี #ตรวจมวลกระดูก #กระดูกสะโพกหัก #วิธีป้องกันกระดูกพรุน #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ผู้สูงอายุ #Osteoporosis #FRAXscore #BoneDensity #HealthyBones #ActiveAging


Reference List

  1. Kanis JA, Johnell O, Oden A, Johansson H, McCloskey E. FRAX and the assessment of fracture probability in men and women from the UK. Osteoporos Int. 2008;19(4):385–397. PMID: 18265979. DOI: 10.1007/s00198-007-0543-5.
    งานนี้เป็นจุดเริ่มต้นของ “FRAX score” ที่ใช้ข้อมูลอายุ เพศ น้ำหนัก ส่วนสูง ประวัติกระดูกหัก และปัจจัยเสี่ยงอื่น มาคำนวณโอกาสกระดูกหักใน 10 ปี ช่วยให้หมอรู้ว่าคนไข้แต่ละรายมีความเสี่ยงแค่ไหนและควรเริ่มยาป้องกันเมื่อใด แทนที่จะดูแต่ค่า T‑score อย่างเดียว.

  2. Cosman F, de Beur SJ, LeBoff MS, Lewiecki EM, Tanner B, Randall S, et al. Clinician’s guide to prevention and treatment of osteoporosis. Osteoporos Int. 2014;25(10):2359–2381. PMID: 25182228. DOI: 10.1007/s00198-014-2794-2.
    คู่มือฉบับนี้ให้แนวทางปฏิบัติสำหรับแพทย์ว่าใครควรได้ยาป้องกันกระดูกหัก โดยไม่ได้ยึดแค่ตัวเลขความหนาแน่นกระดูก แต่รวมถึงประวัติหักเดิม อายุ การใช้สเตียรอยด์ และคะแนนความเสี่ยงจาก FRAX เพื่อไม่ให้คนที่เสี่ยงสูงถูกมองข้าม และไม่ให้คนเสี่ยงต่ำเกินไปได้รับยามากเกินจำเป็น.

  3. Kanis JA, Harvey NC, McCloskey E, Bruyère O, Veronese N, Lorentzon M, et al. Algorithm for the management of patients at low, intermediate or high risk of osteoporotic fracture. Osteoporos Int. 2020;31(1):1–12. PMID: 31444534. DOI: 10.1007/s00198-019-05132-3.
    บทความนี้เสนอ “แผนผังการตัดสินใจ” สำหรับแพทย์ในการแบ่งคนไข้เป็นกลุ่มเสี่ยงต่ำ ปานกลาง และสูง จากข้อมูล BMD และ FRAX แล้วกำหนดว่าสายไหนควรเพียงติดตามและปรับพฤติกรรม สายไหนควรตรวจเพิ่มเติม และสายไหนควรเริ่มยาทันที ช่วยให้การใช้ยากระดูกพรุนมีประสิทธิภาพและประหยัด ไม่ได้ให้ยากับทุกคนเหมือนกันหมด.

  4. Siris ES, Adler R, Bilezikian J, Bolognese MA, Dawson-Hughes B, Khan AA, et al. The clinical diagnosis of osteoporosis: a position statement from the National Bone Health Alliance Working Group. Osteoporos Int. 2014;25(5):1439–1443. PMID: 24584245. DOI: 10.1007/s00198-013-xxxx-x (ควรตรวจเลข DOI จากต้นฉบับก่อนใช้งาน).
    แถลงการณ์นี้เน้นว่า “โรคกระดูกพรุน” ไม่ได้วัดจากตัวเลข T‑score เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงประวัติกระดูกหักเปราะและระดับความเสี่ยงโดยรวมของคนไข้ เช่น คนที่เคยสะโพกหักจากหกล้มเบา ๆ ถือว่าเป็นกระดูกพรุนทางคลินิก แม้ค่า BMD จะไม่ต่ำมากก็ตาม ทำให้แพทย์ต้องดูภาพรวมชีวิตและปัจจัยเสี่ยงของคนไข้ทั้งหมด.

  5. Compston J, Cooper A, Cooper C, Francis R, Kanis JA, Marsh D, et al. Guidelines for the management of postmenopausal osteoporosis in the UK. Osteoporos Int. 2009;20(4):503–515. PMID: 19214436. DOI: 10.1007/s00198-008-0792-2.
    แนวทางนี้ออกแบบมาสำหรับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนในสหราชอาณาจักร แนะนำให้เริ่มจากการปรับพฤติกรรม เช่น รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดี ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก (เช่น เดินเร็ว ยืนย่อเข่า) เลิกบุหรี่ ลดเหล้า และป้องกันการหกล้ม จากนั้นจึงพิจารณายากลุ่ม bisphosphonate หรือยาตัวอื่นในผู้ที่มีความเสี่ยงกระดูกหักสูง เพื่อให้ดูแลได้อย่างปลอดภัยในระยะยาว.