วันศุกร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2569

ยาแก้กระดูกพรุน: ไม่ใช่แค่อาหารเสริม แต่คือ "ฮีโร่" กู้คืนความแข็งแกร่ง (เลือกอย่างไรให้เหมาะกับคุณ)

 

ยาแก้กระดูกพรุน: ไม่ใช่แค่อาหารเสริม แต่คือ "ฮีโร่" กู้คืนความแข็งแกร่ง (เลือกอย่างไรให้เหมาะกับคุณ)

"หมอคะ ป้ากินแคลเซียมเม็ดฟู่ทุกวัน นมก็ดื่ม วันละกล่อง ทำไมไปวัดมวลกระดูกแล้วหมอยังบอกว่ากระดูกพรุนอีกล่ะคะ? แล้วหมอจะจ่ายยาเพิ่มอีก ป้าไม่อยากกินยาเยอะ กลัวไตพังค่ะ"

คำถามนี้คือ "ความในใจ" ของคนไข้กว่า 80% ที่เดินเข้ามาในคลินิกหมอครับ หลายท่านมีความเชื่อฝังใจว่า "กระดูกพรุน = ขาดแคลเซียม" ดังนั้นแค่เติมแคลเซียมก็น่าจะจบ

แต่ความเป็นจริงที่น่าตกใจคือ... สำหรับคนที่เป็นโรคกระดูกพรุนไปแล้ว ลำพังแค่แคลเซียมอย่างเดียว "เอาไม่อยู่" ครับ เปรียบเสมือนถังน้ำที่ก้นรั่วรูเบ้อเริ่ม ต่อให้เราเติมน้ำ (แคลเซียม) เข้าไปเท่าไหร่ มันก็ไหลออกหมด

วันนี้หมอจะพามาเจาะลึกโลกของ "ยากระดูกพรุน" แบบหมดเปลือกครับ ว่ายาแต่ละชนิดทำงานอย่างไร แบบกินกับแบบฉีดต่างกันตรงไหน และจะเลือกอย่างไรให้ปลอดภัย สบายใจ และห่างไกลจากกระดูกหักครับ

เรื่องจริงจากคนไข้: บทเรียนราคาแพงของการ "ปฏิเสธยา"

คุณป้าอารีย์ (นามสมมติ) วัย 72 ปี เคยตรวจพบกระดูกพรุนเมื่อ 2 ปีก่อน ตอนนั้นแกปฏิเสธการรับยาเพราะกลัวผลข้างเคียง และเลือกที่จะทานแค่อาหารเสริมที่ลูกหลานซื้อมาให้

จนกระทั่งเมื่อเดือนที่แล้ว ป้าอารีย์แค่ "ไอแรงๆ" แล้วรู้สึกเจ็บแปล๊บที่หลัง พอลุกขึ้นยืนก็เจ็บจนตัวงอ มาเอกซเรย์พบว่า "กระดูกสันหลังยุบ" ไปแล้วหนึ่งข้อ

วันที่มาเจอหมอ ป้าอารีย์จับมือหมอแน่นแล้วบอกว่า "ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ป้าจะกินยาตามที่หมอสั่งตั้งแต่วันแรก ทรมานเหลือเกินหมอ"

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า โรคกระดูกพรุนคือ "ภัยเงียบ" ที่ไม่มีสัญญาณเตือน จนกว่ากระดูกจะหัก การใช้ยาที่ถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดครับ

ทำความเข้าใจ: กระดูกพรุน คือ สงครามระหว่าง "ช่างสร้าง" กับ "ช่างทำลาย"

ในกระดูกของเรา มีทีมงานก่อสร้างทำงานอยู่ตลอดเวลา 24 ชั่วโมงครับ

  1. ทีมสร้าง (Osteoblast): คอยเอาแคลเซียมมาโบกปูนสร้างกระดูกใหม่
  2. ทีมทำลาย (Osteoclast): คอยกัดกร่อนกระดูกเก่าที่เสื่อมสภาพทิ้งไป

ในวัยหนุ่มสาว ทีมสร้างทำงานเก่งกว่า กระดูกเลยแน่นปึ้ก แต่พออายุมากขึ้น (โดยเฉพาะหลังหมดประจำเดือน) ฮอร์โมนตก ทีมสร้างเริ่มขี้เกียจ แต่ "ทีมทำลาย" กลับขยันผิดปกติ ทำงานดุเดือดจนกระดูกพรุนเป็นรูโพรง

"ยากระดูกพรุน" จึงถูกส่งลงมาเพื่อจัดการกับสมดุลนี้ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ตามหน้าที่ครับ

กลุ่มที่ 1: ยายับยั้งการทำลายกระดูก (Antiresorptive Agents) – "ผู้พิทักษ์"

ยากลุ่มนี้คือพระเอกที่นิยมใช้มากที่สุด หน้าที่ของมันคือไป "ล็อกคอ" ทีมทำลาย ไม่ให้กัดกร่อนกระดูกได้ตามใจชอบ ทำให้มวลกระดูกลดลงช้าที่สุด หรือคงที่ได้

1.1 ยาเม็ดรับประทาน (Bisphosphonates) เป็นยามาตรฐานที่ใช้กันทั่วโลก มีทั้งแบบกินสัปดาห์ละครั้ง หรือเดือนละครั้ง

  • ข้อดี: ราคาไม่แพง มีข้อมูลความปลอดภัยยาวนาน ป้องกันกระดูกหักได้ดีทั้งที่หลังและสะโพก
  • ข้อจำกัด (สำคัญมาก): การกินยาตัวนี้มีกฎเหล็กคือ "ต้องกินตอนท้องว่าง (ตื่นนอนทันที) และต้องนั่งหรือยืนตัวตรงห้ามเอนหลังอย่างน้อย 30-60 นาที" เพราะยาดูดซึมยาก และระคายเคืองหลอดอาหารสูงมาก ถ้าเผลอนอน ยาอาจย้อนขึ้นมากัดหลอดอาหารเป็นแผลได้ครับ
  • เหมาะกับใคร: ผู้ที่มีวินัยดี สามารถทำตามกฎการกินยาได้เคร่งครัด และไม่มีปัญหาเรื่องการกลืนหรือกรดไหลย้อน

1.2 ยาฉีดเข้าเส้นเลือด (Intravenous Bisphosphonates) สำหรับคนที่ไม่ชอบกินยา หรือมีปัญหากรดไหลย้อน ยาตัวนี้คือทางออกครับ ฉีดปีละ 1 ครั้งเท่านั้น

  • ข้อดี: สะดวกมาก ไม่ต้องกังวลเรื่องลืมกินยา ไม่ระคายเคืองกระเพาะ
  • ข้อจำกัด: หลังฉีดใน 1-2 วันแรก อาจมีไข้ต่ำๆ ปวดเมื่อยตัวเหมือนเป็นหวัดได้ (แก้ไขด้วยการดื่มน้ำเยอะๆ และทานพาราเซตามอล) และห้ามใช้ในคนที่มีค่าไตต่ำมากๆ (eGFR < 30-35)

1.3 ยาฉีดเข้าชั้นไขมัน (Denosumab) – "วัคซีนกระดูก" เป็นยาชีววัตถุสมัยใหม่ ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง (เหมือนฉีดวัคซีนหรืออินซูลิน) ทุกๆ 6 เดือน

  • ข้อดี: ฉีดง่าย ไม่เจ็บตัว ประสิทธิภาพในการเพิ่มมวลกระดูกสูงมาก และ "ใช้ได้ในผู้ป่วยโรคไต" (ซึ่งยาตัวอื่นใช้ไม่ได้)
  • ข้อควรระวัง (ดอกจันตัวโตๆ): ยาตัวนี้เหมือนเบรกมือครับ ถ้าฉีดแล้ว "ห้ามหยุดฉีดกะทันหัน" เด็ดขาด หากจะหยุดต้องปรึกษาแพทย์เพื่อเปลี่ยนยา เพราะถ้าหยุดดื้อๆ ทีมทำลายกระดูกจะกลับมาอาละวาดหนักกว่าเดิม (Rebound Effect) ทำให้กระดูกพรุนฮวบฮาบได้

กลุ่มที่ 2: ยากระตุ้นการสร้างกระดูก (Anabolic Agents) – "วิศวกรสร้างใหม่"

ยากลุ่มนี้เปรียบเสมือนการจ้างทีมก่อสร้างชุดใหญ่ไฟกระพริบมาทำงานครับ จะช่วยเพิ่มมวลกระดูกได้เร็วและเยอะที่สุด

  • ยาฉีด (Teriparatide): ต้องฉีดทุกวัน (คนไข้ฉีดเองที่หน้าท้อง) ติดต่อกัน 18-24 เดือน
  • เหมาะกับใคร: ผู้ที่เป็นกระดูกพรุน "ระยะรุนแรงมาก" (เช่น กระดูกสันหลังหักหลายข้อ กระดูกข้อสะโพกหัก) หรือผู้ที่ใช้ยากลุ่มแรกแล้วไม่ได้ผล
  • ข้อจำกัด: ราคาสูงมาก และห้ามใช้ในบางโรค เช่น มะเร็งกระดูก หรือคนที่มีค่าแคลเซียมในเลือดสูง

แล้วแคลเซียมกับวิตามินดีล่ะ? อยู่ตรงไหน?

หมอขอเปรียบเทียบง่ายๆ ครับ

  • ยากระดูกพรุน = "ผู้รับเหมาก่อสร้าง"
  • แคลเซียม = "อิฐ/ปูน"
  • วิตามินดี = "รถขนปูน"

ถ้าเราจ้างผู้รับเหมา (กินยากระดูกพรุน) แต่ไม่สั่งอิฐปูนมาให้ (ไม่กินแคลเซียม) ผู้รับเหมาก็สร้างบ้านไม่ได้ครับ ดังนั้น "แคลเซียมและวิตามินดี คือ พื้นฐานที่ต้องได้รับควบคู่กับยาเสมอ" ขาดไม่ได้ แต่ใช้เดี่ยวๆ ก็ไม่พอเช่นกัน

เลือกยาอย่างไร? ให้เหมาะกับเรา

การตัดสินใจเลือกยา หมอจะพิจารณาจากปัจจัยเหล่านี้ร่วมกับคนไข้ครับ

1. ความรุนแรงของโรค: ถ้า T-score ต่ำมาก หรือเคยหักมาแล้ว อาจต้องใช้ยาฉีดที่มีประสิทธิภาพสูง 2. โรคประจำตัว:

  • ถ้าเป็น โรคไต: ต้องเลี่ยงยาฉีดเข้าเส้น เลือกใช้ Denosumab แทน
  • ถ้าเป็น กรดไหลย้อน: เลี่ยงยากิน เลือกยาฉีด

3. ความสะดวกและวินัย: ถ้าขี้ลืม หรือไม่อยากยุ่งยากเรื่องวิธีกิน ยาฉีดปีละครั้งหรือ 6 เดือนครั้ง ตอบโจทย์ที่สุด 4. ราคา: ยาแต่ละตัวราคาต่างกัน ตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักหมื่น ต้องเลือกที่คนไข้ "จ่ายไหวในระยะยาว" เพราะโรคนี้ต้องรักษากันเป็นปีๆ ครับ

ผลข้างเคียงที่ต้องรู้ (แต่ไม่ต้องกลัว)

หลายคนกลัวเรื่อง "กระดูกขากรรไกรตาย" (ONJ) หรือ "กระดูกต้นขาหักรูปแบบพิเศษ" (Atypical Fracture)

หมอขอเรียนตามตรงว่า ภาวะเหล่านี้ "พบน้อยมากกกก" ครับ (โอกาสประมาณ 1 ใน 10,000 ถึง 1 ใน 100,000) ซึ่งน้อยกว่าโอกาสที่ท่านจะเดินล้มกระดูกสะโพกหักถ้าไม่รักษาเป็นร้อยเท่า

วิธีป้องกัน:

  • ก่อนเริ่มยากระดูกพรุน ให้ไปตรวจฟัน อุดฟัน ถอนฟัน ให้เรียบร้อย
  • ระหว่างที่ใช้ยา ถ้าจะต้องทำฟันใหญ่ๆ (เช่น ถอนฟัน, ฝังรากเทียม) ให้แจ้งทันตแพทย์เสมอว่าใช้ยากระดูกพรุนอยู่ แพทย์อาจพิจารณาให้หยุดยาชั่วคราว หรือดูแลแผลเป็นพิเศษ
  • เรื่องขูดหินปูน อุดฟันธรรมดา ทำได้ตามปกติครับ ไม่ต้องหยุดยา

พยากรณ์โรค: ต้องกินยาไปตลอดชีวิตไหม?

ไม่จำเป็นครับ! เรามีแนวคิดเรื่อง "Drug Holiday" (ช่วงพักยา)

  • สำหรับยากิน: เมื่อทานครบ 5 ปี แล้วมวลกระดูกดีขึ้น ไม่มีการหักเพิ่ม หมออาจให้หยุดพักยาได้ 2-3 ปี (เพราะยายังสะสมอยู่ในกระดูกและออกฤทธิ์ต่อได้)
  • สำหรับยาฉีดเข้าเส้น: อาจพิจารณาพักยาหลังฉีดครบ 3 ปี
  • ยกเว้น: ยาฉีดใต้ผิวหนัง (Denosumab) ที่ห้ามหยุดกะทันหัน ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

สรุป

"ยากระดูกพรุน" ไม่ใช่ยาผีบอก และไม่ใช่ยาอันตรายที่น่ากลัวครับ แต่เป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ช่วยกู้คืนคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ

การเลือกยาที่ดีที่สุด คือยาที่ "เหมาะสมกับร่างกายของท่าน" และ "ท่านสามารถใช้ได้อย่างต่อเนื่อง"

อย่ารอให้ล้มแล้วค่อยเริ่มรักษา เพราะวันที่กระดูกหัก ความเจ็บปวดและค่าใช้จ่ายในการผ่าตัด จะมากกว่าค่ายาป้องกันหลายสิบเท่าครับ

ลองจูงมือคุณพ่อคุณแม่มาปรึกษาหมอกระดูกใกล้บ้าน เพื่อตรวจมวลกระดูกและวางแผนการเสริมสร้างความแข็งแกร่งตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ท่านเดินเหินท่องเที่ยวกับเราไปได้อีกนานๆ ครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ยากระดูกพรุน #รักษาโรคกระดูกพรุน #แคลเซียมไม่พอ #มวลกระดูกต่ำ #ยาฉีดกระดูกพรุน #Bisphosphonate #Prolia #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ป้องกันกระดูกหัก #สุขภาพผู้สูงวัย

References

  1. Camacho PM, et al. American Association of Clinical Endocrinologists/American College of Endocrinology Clinical Practice Guidelines for the Diagnosis and Treatment of Postmenopausal Osteoporosis—2020 Update. Endocrine Practice. 2020;26(Suppl 1):1-46.
  2. Thai Osteoporosis Foundation (TOPF). Clinical Practice Guideline for Management of Osteoporosis 2021.
  3. Eastell R, et al. Pharmacological Management of Osteoporosis in Postmenopausal Women: An Endocrine Society Clinical Practice Guideline. J Clin Endocrinol Metab. 2019;104(5):1595-1622.
  4. Qaseem A, et al. Treatment of Low Bone Density or Osteoporosis to Prevent Fractures in Men and Women: A Clinical Practice Guideline Update from the American College of Physicians. Ann Intern Med. 2017;166(11):818-839.
  5. Khan AA, et al. Diagnosis and Management of Osteonecrosis of the Jaw: A Systematic Review and International Consensus. J Bone Miner Res. 2015;30(1):3-23.